- หน้าแรก
- จุติเซียนกระบี่ขี้เมา
- บทที่ 30: ฟ้าดินสิ้นสี หุ่นเชิดตัวตายตัวแทน!
บทที่ 30: ฟ้าดินสิ้นสี หุ่นเชิดตัวตายตัวแทน!
บทที่ 30: ฟ้าดินสิ้นสี หุ่นเชิดตัวตายตัวแทน!
ห้าปีผันผ่านไปในพริบตา
นี่เป็นปีที่สิบแล้วที่ไป่เยี่ยได้เข้ามาอยู่ในสำนักชิงหยุน
แม้ช่วงเวลาจะไม่สั้นไม่ยาว แต่ไป่เยี่ยรู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ยังคงยอดเยี่ยมยิ่งนัก สุขสำราญใจและไร้ซึ่งเรื่องราวให้ต้องทุกข์ร้อน
ตลอดห้าปีที่ผ่านมานี้...
สถานการณ์ในแถบจงหยวนนับวันจะยิ่งทวีความแปรปรวน ล่อแหลมอันตราย และขุมกำลังของนิกายฝ่ายมารต่างก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างกระสับกระส่าย
ในบรรดากองกำลังเหล่านั้น นิกายราชาผีซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ค่ายพรรคใหญ่ของนิกายมารเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างคึกคักที่สุด พวกเขาคอยดำเนินแผนการอย่างลับๆ อยู่ตลอดเวลา
ทางด้านนิกายหมื่นพิษเองก็มีท่าทีเคลื่อนไหวไม่น้อยไปกว่านิกายราชาผี พวกเขาเริ่มลงมือสร้างสถานการณ์ในสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน สำนักชิงหยุนยังคงพัฒนาไปตามปกติ ในฐานะสำนักลัทธิเต๋าอันดับหนึ่งในใต้หล้า พละกำลังอันแข็งแกร่งของสำนักย่อมคู่ควรกับชื่อเสียงขุมกำลังที่ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง จึงแน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเบนเป้าหมายมาเล่นงานสำนักชิงหยุน
ยอดเขาไผ่ใหญ่
เรือนพักหลังเล็กของไป่เยี่ย
"โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!" "เจี๊ยก เจี๊ยก เจี๊ยก!"
บริเวณลานบ้าน เจ้าต้าหวงและเสี่ยวฮุย เจ้าสุนัขและลิงหนึ่งคู่กำลังวิ่งไล่กวดหยอกล้อกันอย่างร่าเริงสนุกสนาน
ทว่าที่หลังบานหน้าต่างของเรือนพักหลังเล็ก ไป่เยี่ยกำลังนั่งขัดสมาธิ โดยมีพลังปราณแผ่สะพัดโคจรอยู่รอบกายอย่างไม่ขาดสาย
วิ้ง~!
วินาทีต่อมา ดวงตาของไป่เยี่ยพลันลืมขึ้นฉับพลัน พลานุภาพแห่งฟ้าดินขุมหนึ่งระเบิดทะลักออกมาจากร่างกายของเขา
ไอพลังงานสีหม่นสลัวแผ่ซ่านเข้าปกคลุมพื้นที่รัศมีหลายสิบเมตรรอบตัวไป่เยี่ยในพริบตา
ป่าไผ่ที่เคยเขียวชอุ่มงดงามพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาดำในเวลานั้น ใบไผ่ที่กำลังร่วงหล่นตามสายลมคล้ายกับถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งอยู่กลางห้วงอากาศ แม้กระทั่งเงาร่างของเจ้าต้าหวงและเสี่ยวฮุยก็ยังถูกตรึงค้างอยู่กลางเวหา
ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายจะหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงในเวลานี้
และในขณะนั้นเอง เงาร่างของไป่เยี่ยก็ไปปรากฏขึ้นที่ด้านนอกเรือนพักหลังเล็ก เขามองดูเขตแดนสีหม่นสลัวนี้ด้วยรอยยิ้มบางๆ
"ฟ้าดินสิ้นสี ในที่สุดฉันก็ฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นเริ่มต้นสำเร็จแล้ว!"
ฟุ่บ!
หลังจากนั้น ไป่เยี่ยเพียงสะบัดมือเบาๆ เขตแดนดังกล่าวก็สลายหายไปในพริบตา ใบไม้ที่ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาจากกลางอากาศอีกครั้ง และร่างของเจ้าต้าหวงกับเสี่ยวฮุยก็ร่วงตุ้บลงสู่พื้นดินทันที
"โฮ่ง?"
"เจี๊ยก?"
ทั้งเจ้าสุนัขและลิงต่างก็แสดงสีหน้ามึนงงสงสัย คล้ายกับว่าเพิ่งมีบางอย่างเกิดขึ้น ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
แต่พวกมันก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ เจ้าสุนัขและลิงรีบหันกลับไปวิ่งเล่นหยอกล้อกันต่ออย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ไป่เยี่ยก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย "สมแล้วที่เป็นสุดยอดวิชาอิทธิฤทธิ์สายเต๋า ฟ้าดินสิ้นสี"
"ยามที่ใช้ออกด้วยท่านี้ มันจะปลดปล่อยพลังปราณอันบริสุทธิ์เข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบ และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในระยะของวิชาจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น ผู้ที่ถูกวิชานี้เล่นงานจะถูกสะกดประสาทสัมผัสทั้งห้า พละกำลังอ่อนแรงลง แม้กระทั่งกระบวนการคิดอ่านก็ยังเฉื่อยชาลงภายในขอบเขตของวิชา"
ฟ้าดินสิ้นสี!
วิชานี้ไป่เยี่ยได้รับมาจากระบบลงชื่อเข้าใช้เมื่อไม่นานมานี้เอง
หลังจากที่ได้รับวิชาฟ้าดินสิ้นสีมา แววตาของไป่เยี่ยก็แฝงไปด้วยความคาดหวังระคนตื่นเต้น เขายังจำได้ว่าวิชานี้ดูเหมือนจะเป็นวิชาอิทธิฤทธิ์ประจำตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของเสี่ยวเมิ่ง แห่งนิกายเต๋าพรรคฟ้า
มันคือวิชาอิทธิฤทธิ์ที่คล้ายคลึงกับเขตแดนเฉพาะตัว สามารถทำให้มิติเวลาช้าลงอย่างถึงที่สุดจนแทบจะหยุดนิ่ง
ก่อนที่จะทะลุมิติมาตอนที่ไป่เยี่ยเห็นเสี่ยวเมิ่งใช้ออกด้วยกระบวนท่านี้ เขาก็รู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมกระเทียมเจียวมาก เป็นวิชาอิทธิฤทธิ์ที่จำเป็นต้องมีไว้สำหรับมาดเท่ๆ จริงๆ
คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะลงชื่อเข้าใช้จนได้รับวิชาอิทธิฤทธิ์สายเต๋า ฟ้าดินสิ้นสี นี้มาครองสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ไป่เยี่ยเบิกบานใจยิ่งนัก และในวันนี้ เขาก็ฝึกฝนมันจนบรรลุถึงขั้นสำเร็จเล็กน้อยได้ในที่สุด
"แม้ว่าในตอนนี้ขอบเขตของวิชาจะยังไม่กว้างขวางเท่าใดนัก แต่หากนำไปใช้รับมือกับพวกที่มีตบะต่ำกว่าระดับซางชิง ก็น่าจะสามารถแช่แข็งพวกมันให้หยุดนิ่งได้โดยตรง"
"ถือเป็นท่าไม้ตายก้นหีบที่ร้ายกาจชิ้นหนึ่งได้เลย!"
"ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้มันเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้น หากฝึกปรือจนบรรลุถึงขั้นสำเร็จขั้นสูง ขอบเขตของวิชาน่าจะแผ่ขยายไปได้กว้างไกลเกินกว่าร้อยเมตรอย่างแน่นอน"
เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของไป่เยี่ยก็อดไม่ได้ที่จะเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี
นี่มันน่ากลัวมากทีเดียว!
วิชานี้ถือเป็นวิชาอิทธิฤทธิ์ควบคุมกลุ่มขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมได้อย่างยิ่งยวดในการต่อสู้ที่มีผู้คนจำนวนมาก
และเหนือสิ่งอื่นใด มันเท่ระเบิดเวลาเอาไว้ใช้วางมาด!
ลองจินตนาการดูเถิด ท่าทางตอนเปิดตัวที่สามารถแช่แข็งเวลาได้เช่นนี้ ทำให้ไป่เยี่ยรู้สึกกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะหาโอกาสลองวิชาดูเสียจริง
"ช่างเถอะ!"
"ยามที่ไม่มีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้น ทำตัวนอบน้อมสม่ำเสมอไว้จะดีที่สุด"
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ไป่เยี่ยก็ลอบถอนหายใจออกมา "การทำตัวโดดเด่นโอ้อวดเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป!"
ต้องรู้ก่อนว่า ถึงแม้ตลอดห้าปีที่ผ่านมานี้ ไป่เยี่ยจะลงชื่อเข้าใช้จนได้รับวิชาอิทธิฤทธิ์และคาถาสายเต๋ามามากมาย ทั้งยังได้เรียนรู้ศาสตร์วิชาเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน แต่ระดับพลังบารมีของเขากลับไม่ได้รุดหน้าไปไกลเท่าใดนัก
คัมภีร์วิถีไท่จี๋เสวียนชิงอันเป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรสายเต๋านี้ ยิ่งฝึกปรือจนบรรลุถึงระดับที่สูงส่งขึ้นเท่าใด การจะทะลวงผ่านระดับขั้นก็ยิ่งล่าช้าลงเท่านั้น
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับซางชิงแล้ว แม้จะพัฒนาขึ้นเพียงแค่ขั้นเดียวในเวลาสิบปี ก็ถือว่ามีความเร็วที่น่าตื่นตะลึงแล้ว
แม้ว่าไป่เยี่ยจะมีระบบคอยเกื้อหนุนและมีกายสุราอมตะคอยช่วยเหลือ แต่การทะลวงผ่านระดับขั้นบางอย่างจำเป็นต้องสอดประสาทหลอมรวมเข้ากับฟ้าดิน ซึมซับรับรู้ถึงวิถีแห่งฟ้าดินเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และทะลวงผ่านไปได้ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการเพิ่มพูนพลังบารมีเพื่อทะลวงระดับขั้นอีกต่อไปแล้ว
"ระบบ ตรวจสอบแผงควบคุมเสริมของฉันหน่อย"
เมื่อคิดได้ดังนั้น ไป่เยี่ยก็เอ่ยเรียกในใจ
"ติ๊ง!"
"โฮสต์ต้องการเปิดแผงควบคุมเสริมหรือไม่..."
"เปิด!"
"ติ๊ง! กำลังเปิดแผงควบคุมเสริมของระบบ..."
"ติ๊ง! กำลังโหลดแผงควบคุมเสริมของระบบ... โหลดเสร็จสิ้น..."
… … … … … …
ชื่อ: ไป่เยี่ย
อายุ: 22 ปี
เคล็ดวิชา: วิถีไท่จี๋เสวียนชิง
ระดับพลัง: ระดับซางชิง ขั้นที่สี่
สำนัก: สำนักชิงหยุน, ยอดเขาไผ่ใหญ่
ความสัมพันธ์: ศิษย์ของเถียนปู๋อี้ เจ้าคณะยอดเขาไผ่ใหญ่
สภาพร่างกาย: กายสุราอมตะ
ความสามารถพิเศษ: นักกลั่นสุรา (ระดับสูงสุด), นักหลอมโอสถ (ระดับสูง), นักสร้างศาสตราวุธ (ระดับสูง)
สมบัติ: น้ำเต้าเทพสุรา, กระบี่เทพสยบมาร, กระบี่สังหารสวรรค์, กระบี่มารโบราณ, หุ่นเชิดตัวตายตัวแทน, เตาหลอมเทพหลีฮั่ว...
วิชาอิทธิฤทธิ์และคาถาเต๋า: เคล็ดกระบี่สยบอสนีบาต (สำเร็จขั้นสูง), วิชาชักกระบี่สังหารสวรรค์ (สำเร็จขั้นสูง), หนึ่งแสนแปดพันกระบี่ (สำเร็จขั้นสูง), หัตถ์มหาจักรพรรดิสร้างสรรค์ (สำเร็จขั้นสูง), เคล็ดวิชากระบี่เหิน (สำเร็จขั้นสูง), วิชาชักนำจิตมาร (สำเร็จขั้นสูง), ฟ้าดินสิ้นสี (สำเร็จขั้นเล็กน้อย), สายน้ำนับหมื่นหลั่งไหลสู่สารทวารี (สำเร็จขั้นสูง), ผีเสื้อฝันโบยบินลี้ภัย (สำเร็จขั้นสูง), วิชาอิทธิฤทธิ์คาถาแยกเงา (สำเร็จขั้นสูง), เคล็ดวิชาเงากระบี่แยกแสง (สำเร็จขั้นสูง), ท่องเที่ยวไร้ขอบเขต (สำเร็จขั้นสูง)...
เมื่อทัศนาดูแผงควบคุมของระบบ ไป่เยี่ยก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
แม้ว่าในแง่ของพละกำลังวรยุทธ์ เขาจะพัฒนาจากระดับซางชิงขั้นที่หนึ่งขึ้นมาสู่ระดับซางชิงขั้นที่สี่เท่านั้น แต่ความเร็วในระดับที่เลื่อนขั้นเฉลี่ยปีละขั้นเช่นนี้ก็นับว่าน่ากลัวมากแล้ว
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ไป่เยี่ยพึงพอใจมากที่สุดก็คือหมวดความสามารถพิเศษนั่นเอง
นักกลั่นสุรา, นักหลอมโอสถ, นักสร้างศาสตราวุธ
ความสามารถทั้งสามประการนี้คือสิ่งที่ไป่เยี่ยเพียรพยายามศึกษาเล่าเรียนมาตลอดห้าปีผ่านการใช้ประโยชน์จากวิชาอิทธิฤทธิ์คาถาแยกเงาอย่างต่อเนื่อง และพวกมันต่างก็บรรลุถึงระดับแนวหน้าในสาขาวิชานั้นๆ แล้วทั้งสิ้น
เรื่องการกลั่นสุราย่อมมิต้องเอ่ยถึง ส่วนบทบาทของนักสร้างศาสตราวุธและนักหลอมโอสถก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลย
นักหลอมโอสถสามารถปรุงโอสถอันทรงพลังเพื่อช่วยเหลือผู้คนในการทะลวงผ่านระดับขั้นหรือช่วยชีวิตยามคับขันได้ ส่วนนักสร้างศาสตราวุธก็สามารถตีสร้างสมบัติล้ำค่าระดับแนวหน้าเพื่อช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง ทั้งสองศาสตร์ล้วนยอดเยี่ยมยิ่งนัก
นอกจากนี้ ในหมวดวิชาอิทธิฤทธิ์ หัตถ์มหาจักรพรรดิสร้างสรรค์, วิชาชักนำจิตมาร, เคล็ดวิชากระบี่เหิน, ฟ้าดินสิ้นสี, สายน้ำนับหมื่นหลั่งไหลสู่สารทวารี และวิชาอื่นๆ ล้วนได้รับมาจากการลงชื่อเข้าใช้ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้
พวกมันล้วนเป็นวิชาอิทธิฤทธิ์ที่วิเศษยิ่ง
และในหมวดสมบัติล้ำค่า ก็มีหุ่นเชิดตัวตายตัวแทนและเตาหลอมเทพหลีฮั่วเพิ่มเข้ามา
หุ่นเชิดตัวตายตัวแทนนั้นก็ตามความหมายของชื่อ มันคือหุ่นเชิดที่สามารถนำมาใช้เป็นตัวตายตัวแทนของตนเองได้ ส่วนเตาหลอมเทพหลีฮั่วคือเตาหลอมระดับท็อปสำหรับใช้ปรุงโอสถและสร้างศาสตราวุธ ซึ่งมีอานุภาพที่เหนือธรรมดา
โดยภาพรวมแล้ว ความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ของเขาตลอดห้าปีที่ผ่านมาถือว่าน่าพึงพอใจอย่างยิ่ง