- หน้าแรก
- อาณาจักรตัดสวรรค์
- บทที่ 40 - นี่คือสิ่งที่คนเป็นอาจารย์สมควรทำ!
บทที่ 40 - นี่คือสิ่งที่คนเป็นอาจารย์สมควรทำ!
บทที่ 40 - นี่คือสิ่งที่คนเป็นอาจารย์สมควรทำ!
บทที่ 40 - นี่คือสิ่งที่คนเป็นอาจารย์สมควรทำ!
ซูเจิ้นซานใจกระตุกวาบทันที รีบลุกขึ้นยืน หันไปทางซูเฉิน ประสานมือเอ่ยถาม
"ที่แท้ก็เป็นท่านผู้อาวุโสเฉินยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ตระกูลซูของเรารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทว่า โปรดอภัยที่ซูเจิ้นซานผู้นี้โง่เขลา ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านผู้อาวุโสเฉินจึงได้กรุณาต่อตระกูลซูของเราถึงเพียงนี้"
สายตาของผู้อาวุโสทั้งสี่ก็มองมาทางซูเฉินเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเคลือบแคลงใจอย่างมาก
แต่ไม่นาน ซูโม่ไห่ก็พลันตาเป็นประกาย คล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ บนใบหน้าชราปรากฏความตื่นเต้นยินดี รีบประสานมือถาม
"ท่านผู้อาวุโสเฉิน หรือว่าจะเป็นเพราะหลานชายที่ไม่ได้เรื่องของข้า"
สิ้นคำกล่าวนี้ ซูเจิ้นซานและผู้อาวุโสอีกสามคนก็ยิ่งงุนงงหนักขึ้นไปอีก เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจว่า "ท่านผู้อาวุโสเฉิน" ที่พวกเขาต้องแหงนหน้ามองผู้นี้ มีความเกี่ยวข้องอันใดกับซูชิงอวิ๋นกันแน่
ซูเฉินยิ้มบาง
"ถูกต้อง ที่ข้าช่วยเหลือตระกูลซู แท้จริงแล้วก็เพื่อศิษย์ชิงอวิ๋นของข้า ในเมื่อเลือกที่จะรับเขาเป็นศิษย์ ก็ต้องทำในสิ่งที่คนเป็นอาจารย์สมควรทำ การช่วยเหลือตระกูลซู ก็เป็นเพียงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้าเท่านั้น"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"
ซูเจิ้นซานและพวกต่างก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ซูโม่ไห่ยิ่งตื่นเต้นจนหน้าชรานั้นแดงก่ำ
ซูเฉินขยับนิ้ว โอสถสองขวดก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา เขาโยนมันไปให้ซูโม่ไห่อย่างไม่ใส่ใจ
"นี่คือโอสถสองขวดที่เหมาะสำหรับการฝึกฝนของผู้ฝึกยุทธ์ รบกวนผู้อาวุโสใหญ่ซูส่งมอบให้ศิษย์ของข้าด้วย ถือเสียว่าเป็นของขวัญรับศิษย์เล็กๆ น้อยๆ จากข้า"
"ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสเฉิน"
ซูโม่ไห่ใช้สองมือรับไว้ ร่างกายถึงกับสั่นสะท้านเล็กน้อย
ในดวงตาของผู้อาวุโสอีกสามคนล้วนฉายแววอิจฉาริษยา
การได้เป็นศิษย์ของบุคคลยิ่งใหญ่ระดับนี้ เรียกได้ว่าอนาคตของซูชิงอวิ๋นนั้นสดใสไร้ขีดจำกัด
ซูเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ผู้นำตระกูลซู ผู้อาวุโสทั้งสี่ ธุระของข้าเสร็จสิ้นแล้ว เรื่องความร่วมมือของพวกท่านในภายหลังข้าก็คงสอดมือเข้ายุ่งไม่ได้ พวกท่านก็ไปหารือกับท่านประธานหอการค้าเซียวกันเองเถิด ข้ายังมีธุระอื่นอีก ขอตัวลาก่อน"
กล่าวจบ ซูเฉินก็ลุกขึ้นยืนตรง ดิ่งออกไปด้านนอกทันที
ยิ่งรั้งอยู่ที่นี่นานเท่าไร ความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยฐานะก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ในเมื่อธุระเสร็จสิ้นแล้ว รีบจากไปเสียจะดีกว่า
"เรื่องนี้"
ซูเจิ้นซานและคนอื่นๆ ล้วนรู้สึกว่าซูเฉินจากไปกะทันหันเกินไป โดยเฉพาะซูโม่ไห่ที่รู้สึกว่ายังไม่ได้ให้ซูชิงอวิ๋นมาคารวะซูเฉินเลย แต่ก็ไม่กล้าขัดขวาง ทำได้เพียงรีบลุกขึ้นไปส่งซูเฉิน
เมื่อซูเฉินจากไปแล้ว ทุกคนถึงได้กลับไปหารือเรื่องความร่วมมือกับเซียวเยวี่ยหานต่อ
"ฟู่"
เมื่อออกจากตระกูลซู ซูเฉินก็พ่นลมหายใจยาว รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก เมื่อสัมผัสได้ถึงเหงื่อเย็นเยียบในฝ่ามือ เขาก็อดส่ายหน้ายิ้มขื่นไม่ได้
"โชคดีที่ครานี้ไม่มีพิรุธใดๆ เล็ดลอดออกไป หากเซียวเยวี่ยหานรู้ว่าข้าไม่ใช่นักปรุงโอสถระดับสูงอะไรนั่น แต่เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ได้รับวาสนาปาฏิหาริย์ ไม่แน่ว่านางอาจจะเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาก็ได้"
ซูเฉินรำพึงในใจ
"พลังของข้ายังคงอ่อนด้อยเกินไป ไม่มีแม้แต่ความสามารถที่จะปกป้องตนเอง"
ทันใดนั้น เขาก็เกิดความคิดวูบหนึ่งขึ้นมา เอ่ยถามว่า
"ผู้อาวุโสเมิ่งซิง ท่านพอจะมีวิธีใดที่ช่วยให้พลังของข้าเลื่อนระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนบรรลุระดับมหาคุรุยุทธ์ในเวลาอันสั้นบ้างหรือไม่"
เขาได้รู้มาจากตอนที่อยู่ในสำนักไท่เสวียนว่า เคล็ดวิชาลับระดับสูงสุดบางอย่าง หรือวิธีการบางประเภท สามารถทำให้คนปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากในระยะเวลาสั้นๆ ได้
เมิ่งซิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
"แม้มหาคุรุยุทธ์จะยังคงเป็นเพียงระดับมดปลวก แต่ตอนนี้เจ้าเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสิบเท่านั้น ตรงกลางยังมีขอบเขตระดับนักยุทธ์และคุรุยุทธ์ขวางอยู่ ต่อให้เป็นเคล็ดวิชาลับที่มีผลข้างเคียงรุนแรงเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เจ้าเลื่อนระดับได้มากถึงเพียงนี้หรอก"
"ไม่มีวิธีอื่นเลยหรือ"
ใบหน้าของซูเฉินฉายแววผิดหวัง
เขาเข้าใจดีว่า การที่ตนเองทำให้ตระกูลซูมีการค้าขายกับหอการค้าเฮยอวิ๋นได้ เป็นเพียงการช่วยตระกูลซูบรรเทาความกดดันชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างแท้จริง พลังต่อสู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เมิ่งซิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า
"จะว่าไปก็มีอยู่วิธีหนึ่ง เพียงแต่ข้าไม่แนะนำให้เจ้าทำเช่นนั้น"
"วิธีอันใด"
ดวงตาซูเฉินเป็นประกาย
เมิ่งซิงอธิบาย
"ภายในหยกวิเศษเทียนจี มีหอเจตจำนงยุทธ์อยู่แห่งหนึ่ง มีทั้งหมดสามชั้น ทุกครั้งที่เจ้าผ่านด่านได้หนึ่งชั้น ก็จะได้รับรางวัลที่สอดคล้องกัน หากเจ้าสามารถผ่านด่านชั้นที่สองได้ ก็จะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ซึ่งมีพลังระดับมหาคุรุยุทธ์"
ซูเฉินดีใจอย่างยิ่ง
"เช่นนั้นผู้อาวุโสเมิ่งซิง รีบพาข้าเข้าไปทดสอบในหอเจตจำนงยุทธ์เถิด"
เมิ่งซิงกล่าว
"การให้เจ้าเข้าไปทดสอบย่อมไม่มีปัญหาอันใด ทว่าเจ้าต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน หอเจตจำนงยุทธ์นี้ ในแต่ละระดับขั้นใหญ่ของเจ้า จะมีโอกาสเข้าไปท้าทายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนี้เจ้าเพิ่งเลื่อนระดับมาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสิบ ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการท้าทายหอเจตจำนงยุทธ์ เจ้าสามารถรอจนถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสิบจุดสูงสุดแล้วค่อยเข้าไป ถึงตอนนั้นโอกาสที่เจ้าจะผ่านด่านชั้นที่สองมีถึงสามส่วน แต่ตอนนี้เจ้ามีโอกาสเพียงสองส่วนครึ่งเท่านั้น"
สายตาของซูเฉินหนักแน่นมั่นคง
"การที่ข้าจะฝึกฝนไปจนถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสิบจุดสูงสุด ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น ยิ่งไปกว่านั้นโอกาสก็แตกต่างกันไม่มากนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ลองดูเสียตอนนี้เลย"
เวลาที่เหลือให้เขามีเพียงไม่กี่วัน เขาไม่อาจฝึกฝนไปจนถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสิบจุดสูงสุดได้อย่างแน่นอน
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า ขอเพียงเจ้าไม่นึกเสียใจภายหลังก็พอ"
น้ำเสียงของเมิ่งซิงเย็นชา
"วางใจเถิดผู้อาวุโสเมิ่งซิง ข้ามีการตัดสินใจของข้าเอง"
ซูเฉินกล่าวคำหนึ่ง ก็หาสถานที่ลับตาคน นำหมวกสานซ่อนไว้ให้มิดชิด จากนั้นลอบเร้นกายเข้าไปในตระกูลซู กลับมาถึงห้องพักของตน เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่ารอบด้านปลอดภัยดีแล้ว จึงรวมสติสั่งการ เข้าไปในหยกวิเศษเทียนจีทันที