- หน้าแรก
- อาณาจักรตัดสวรรค์
- บทที่ 16 - มหาคุรุยุทธ์
บทที่ 16 - มหาคุรุยุทธ์
บทที่ 16 - มหาคุรุยุทธ์
บทที่ 16 - มหาคุรุยุทธ์
"ข้า ข้า ซูเฉิน เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป เจ้าเอาชนะข้าได้ในตอนนี้ ทว่ารอให้ข้าได้รับสืบทอดวิชาจากอาจารย์เสียก่อน ข้าจะให้เจ้าได้รู้ว่าช่องว่างระหว่างเจ้ากับข้ามันห่างไกลกันเพียงใด"
ซูชิงอวิ๋นกัดฟันแน่น ไม่ยอมอ่อนข้อ
"เอ้อ เช่นนั้นข้าจะตั้งตารอคอยเป็นอย่างดี ทว่าตอนนี้ เจ้าไสหัวลงไปเสียเถอะ"
ซูเฉินลุกขึ้นยืน เตะเข้าไปที่ร่างของซูชิงอวิ๋นหนึ่งที ส่งเขากระเด็นตกจากลานประลอง ปัดมือทั้งสองข้าง แล้วหันไปมองซูโม่ไห่ที่อยู่ด้านล่าง เอ่ยเสียงเรียบ
"ไม่คิดเลยว่าซูชิงอวิ๋นผู้นี้จะทนทานการทุบตีไม่ได้ถึงเพียงนี้ ผู้อาวุโสใหญ่ การเดิมพันครั้งนี้ ควรนับว่าข้าเป็นฝ่ายชนะใช่หรือไม่"
ด้านล่างลานประลอง ใบหน้าชราของซูโม่ไห่เขียวคล้ำ โกรธจนตัวสั่นเทาเช่นเดียวกัน
หากไม่ใช่เพราะมีผู้คนมากมายมองดูอยู่ในตอนนี้ เขาคงทนไม่ไหวอยากพุ่งขึ้นไปสั่งสอนซูเฉินสักรอบ
ซูโม่ไห่พยายามข่มความโกรธ เอ่ยเสียงเย็นชา
"การประลองครั้งนี้หลานชายข้าพ่ายแพ้ นับจากนี้สืบไป ข้าจะไม่แตะต้องตำแหน่งผู้นำตระกูลอีก"
"ดีมาก"
ซูเฉินยกยิ้มมุมปาก กระโดดลงจากลานประลอง เดินไปหาบิดาของตน
ส่วนซูชิงอวิ๋นที่หมดสติไปแล้วนั้น ถูกคนตระกูลซูหามตัวลงไป
"เฉินเอ๋อร์ ทำได้ไม่เลว"
บนใบหน้าที่ค่อนข้างอวบอ้วนของซูเจิ้นซาน ตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจ
เวลาเพียงหนึ่งเดือน ยกระดับพลังปราณถึงสี่ระดับ อีกทั้งยังสามารถข้ามสามระดับขั้นเอาชนะได้อย่างง่ายดาย สิ่งนี้เหนือความคาดหมายของเขาอย่างแท้จริง
รูม่านตาของหลินเฮ่าหดเกร็งเล็กน้อย
แม้ว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบันของซูเฉินเขาจะยังไม่เห็นอยู่ในสายตา แต่ความสามารถในการต่อสู้ข้ามระดับของซูเฉิน ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง
แปะ แปะ แปะ
หลินเทียนสยงปรบมือ เลิกคิ้วขึ้น
"ทำให้ผู้นำตระกูลผู้นี้หูตาสว่างจริงๆ ตระกูลซูสมแล้วที่เป็นตระกูลอันดับสองในเมืองเทียนสุ่ยรองจากตระกูลหลินของเรา ความแข็งแกร่งของรุ่นเยาว์ไม่ธรรมดาเลย"
แววตาของซูเฉินทอประกายเย็นชา
คำพูดของหลินเทียนสยงมีความหมายลึกซึ้ง เน้นย้ำว่าตระกูลซูเป็นตระกูลอันดับสองของเมืองเทียนสุ่ย
ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงสถานะความเป็นใหญ่ของตระกูลหลินในเมืองเทียนสุ่ย แต่ยังมีความหมายเชิงตักเตือนแฝงอยู่ด้วย
ซูเจิ้นซานเอ่ยเสียงหนัก
"ผู้นำตระกูลหลินกล่าวชมเกินไปแล้ว"
"ฮ่าๆ"
หลินเทียนสยงหัวเราะเสียงดัง
"ได้เห็นการประลองของรุ่นเยาว์ตระกูลซูทั้งสองคนแล้ว ผู้นำตระกูลผู้นี้ก็รู้สึกคันไม้คันมือเช่นเดียวกัน ตระกูลซูของพวกท่านมียอดฝีมือระดับคุรุยุทธ์ขั้นสิบอยู่สองคน ไม่ทราบว่าผู้ใดเต็มใจจะประลองกับข้าสักตั้งหรือไม่"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ลานกว้างที่เดิมทีเดือดพล่าน ก็เงียบสงบลงทันที
สายตาโกรธเคืองหลายคู่จับจ้องไปที่หลินเทียนสยง
บุคคลระดับซูเจิ้นซานและผู้อาวุโสใหญ่ ล้วนเป็นเสาหลักของตระกูลซู จะต่อสู้กับผู้อื่นส่งเดชได้อย่างไร
หลินเทียนสยงในฐานะผู้นำตระกูลหลิน จะไม่เข้าใจเหตุผลนี้ได้อย่างไร แต่เขาก็ยังคงทำเช่นนี้
นี่คือการยั่วยุอย่างเปิดเผย
ใบหน้าของซูเฉินก็ปรากฏความโกรธเกรี้ยว
แม้แต่ซูเจิ้นซานที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ตอนนี้ใบหน้าก็มืดครึ้มลง เอ่ยเสียงเย็น
"ด้วยฐานะของพวกเรา จะประลองกันส่งเดชได้อย่างไร หากบังเอิญพลาดพลั้งทำให้ฝั่งตรงข้ามบาดเจ็บ ยิ่งจะทำลายความปรองดองของทั้งสองตระกูล ขอให้ผู้นำตระกูลหลินถอนคำพูดด้วย"
หลินเทียนสยงหัวเราะเย็นชา
"หรือว่าผู้นำตระกูลซูไม่ลดตัวลงมาลงมือกับข้า หรือว่าผู้นำตระกูลซูหวาดกลัว ไม่มีควมกล้าพอที่จะลงมือกับข้า"
ตูม
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนตระกูลซูก็โกรธเกรี้ยวอย่างแท้จริง
นี่มันรังแกกันถึงบนหัวแล้ว
"หลินเทียนสยง ข้าจะประลองกับเจ้าเอง"
ซูโม่ไห่สะสมความโกรธไว้เต็มอกแต่เดิม กำลังไม่มีที่ระบาย เมื่อเห็นหลินเทียนสยงยั่วยุ จึงกล่าวเสียงแข็งทันที
กล่าวจบ ซูโม่ไห่ก็กระโดดตัวลอย ทะยานขึ้นไปบนลานประลอง ปลดปล่อยกลิ่นอายของคุรุยุทธ์ระดับสิบออกมา
ผู้คนระดับผู้ฝึกยุทธ์และนักยุทธ์ที่อยู่รอบๆ ถูกกลิ่นอายนี้ปกคลุม ล้วนรู้สึกอึดอัดที่หน้าอกจนหายใจไม่ออก
แม้หลินเทียนสยงจะเป็นผู้นำตระกูลหลิน แต่ก็ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลหลิน ตัวเขาเองก็เป็นเพียงระดับคุรุยุทธ์ระดับสิบเท่านั้น หากต่อสู้กันตัวต่อตัว ซูโม่ไห่ก็ไม่หวาดกลัวแต่อย่างใด
ซูเจิ้นซานขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม
ผู้อาวุโสใหญ่ทำเช่นนี้แม้จะหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่หลินเทียนสยงผู้นี้รังแกกันเกินไป หากปล่อยให้เขายั่วยุตามอำเภอใจ ก็ทำให้ตระกูลซูเสียหน้าเช่นกัน
"ดี ผู้อาวุโสใหญ่มีความกล้าหาญจริงๆ"
หลินเทียนสยงแค่นเสียงหัวเราะ กระโดดขึ้นลานประลอง
ครืน
เวลานี้ผู้อาวุโสใหญ่โกรธจนไฟสุมทรวง ขี้เกียจพูดพล่ามกับหลินเทียนสยง ลงมือทันที ซัดฝ่ามือที่แฝงไปด้วยพลังปราณของคุรุยุทธ์ระดับสิบ พุ่งเข้าใส่หลินเทียนสยง
ในดวงตาของหลินเทียนสยงมีความดูถูกเหยียดหยามวาบผ่าน เพียงแค่ซัดฝ่ามือออกไปเบาๆ
ปัง
"พรวด"
ฝ่ามือปะทะกัน ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้านแม้แต่น้อย ร่างปลิวละลิ่วราวกับว่าวสายป่านขาด ร่วงหล่นจากลานประลองอย่างรุนแรง กระอักเลือดคำโต
"ผู้อาวุโสใหญ่"
"ท่านลุง"
"ท่านพ่อ"
ใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนสี รีบพุ่งเข้าไปประคองผู้อาวุโสใหญ่
ใบหน้าชราของผู้อาวุโสใหญ่ไร้ซึ่งสีเลือด ต้องให้คนหลายคนประคองจึงจะสามารถยืนหยัดได้อย่างยากลำบาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ชี้ไปที่หลินเทียนสยงพร้อมกับสั่นเทา
"มะ มหาคุรุยุทธ์"
สีหน้าของทุกคนในตระกูลซูเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
มหาคุรุยุทธ์
สาเหตุที่ตระกูลหลินสามารถตั้งตนเป็นใหญ่ในเมืองเทียนสุ่ยได้ ก็เพราะบิดาของหลินเทียนสยงเป็นมหาคุรุยุทธ์
และตอนนี้ หลินเทียนสยงก็ทะลวงเข้าสู่ระดับมหาคุรุยุทธ์แล้ว
ตระกูลหนึ่ง มียอดฝีมือระดับมหาคุรุยุทธ์ถึงสองคน
สีหน้าของซูเจิ้นซานก็ดูไม่ได้อย่างยิ่ง
หลินเทียนสยงกับเขาต่างก็เป็นผู้นำตระกูล อายุและความแข็งแกร่งพอๆ กัน ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะนำหน้าเขาไปหนึ่งก้าว ก้าวเข้าสู่ระดับมหาคุรุยุทธ์แล้ว
ในสิบระดับใหญ่ของวิถียุทธ์ มีจุดเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนอยู่สองสามจุด จากคุรุยุทธ์ไปสู่มหาคุรุยุทธ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ช่องว่างระหว่างสองระดับนี้มีขนาดใหญ่มาก แม้จะเป็นมหาคุรุยุทธ์ระดับหนึ่งที่อ่อนแอที่สุด ความแข็งแกร่งก็ห่างไกลจากคุรุยุทธ์มากนัก
หากซูเจิ้นซานประมือกับหลินเทียนสยง ก็ยากที่จะรับมือได้ถึงสามกระบวนท่า
บนใบหน้าของหลินเทียนสยงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
"ลืมบอกพวกเจ้าไป เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ข้าโชคดีทะลวงระดับได้ ตอนนี้เป็นมหาคุรุยุทธ์ระดับหนึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าในตระกูลซู ข้าคงหาคนที่สามารถประลองด้วยได้ยากแล้ว"
"พวกเราไปกันเถอะ"
หลินเทียนสยงกระโดดลงจากลานประลอง นำพาผู้คนตระกูลหลินจากไป
ไม่เห็นคนตระกูลซูอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
คนตระกูลซูแม้จะโกรธแค้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
มีมหาคุรุยุทธ์สองคน ตระกูลหลินสามารถกดขี่ตระกูลซูไว้ได้อย่างแน่นหนา
หลินเฮ่าหยุดฝีเท้า หันไปมองซูเฉิน ยกยิ้มมุมปาก
"อีกไม่นานก็ถึงการประลองใหญ่รุ่นเยาว์เมืองเทียนสุ่ยแล้ว หวังว่าถึงตอนนั้นเจ้าจะมีคุณสมบัติพอที่จะต่อสู้กับข้า"
ซูเฉินขมวดคิ้ว จากนั้นยิ้มบางเบา
"หวังว่าถึงตอนนั้นเจ้าจะทนทานการทุบตีได้บ้างนะ"
"หืม"
ใบหน้าของหลินเฮ่ามืดครึ้มลงทันที
"เจ้าโอหังมาก ถึงตอนนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้สำหรับความโอหังของเจ้า"
กล่าวจบ หลินเฮ่าแค่นเสียงเย็นชา หันหลังเดินตามคนตระกูลหลินไป
คนตระกูลซูทำได้เพียงมองดูหลินเทียนสยงและพรรคพวกเดินจากไปอย่างโอหัง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคับข้องใจ ทุกคนคอตกสิ้นหวัง
ช่องว่างกว้างเกินไปแล้ว
ผู้อาวุโสใหญ่ในฐานะคุรุยุทธ์ระดับสิบ ยังรับการโจมตีของหลินเทียนสยงไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
และในตระกูลหลิน ยังมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าหลินเทียนสยงอีก
ตอนนี้ตระกูลซูและตระกูลหลิน แม้จะอยู่อันดับสองและอันดับหนึ่งของเมืองเทียนสุ่ย แต่ความห่างชั้นในความเป็นจริงนั้นกว้างใหญ่จนยากจะจินตนาการ