- หน้าแรก
- อาณาจักรตัดสวรรค์
- บทที่ 12 - การหยั่งเชิง
บทที่ 12 - การหยั่งเชิง
บทที่ 12 - การหยั่งเชิง
บทที่ 12 - การหยั่งเชิง
ซูชิงอวิ๋นมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ รีบคุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยด้วยความเคารพ "ซูชิงอวิ๋นยินดีกราบผู้เฒ่าเฉินเป็นอาจารย์ขอรับ"
"ศิษย์รักของข้า รีบลุกขึ้นเถิด" ซูเฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่ในใจกลับหัวเราะร่า
ซูชิงอวิ๋นผู้นี้คิดจะช่วยปู่แย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล มาตอนนี้กลับต้องคุกเข่าโขกศีรษะกราบเขาเป็นอาจารย์ ช่างสะใจเสียจริง
"ชิงอวิ๋น ในเมื่อเจ้ากราบ ผู้เฒ่าเฉิน เป็นอาจารย์แล้ว ต่อไปต้องเคารพท่านให้เหมือนกับที่เคารพปู่ เข้าใจหรือไม่" ซูโม่ไห่เลิกคิ้วเตือน
"ขอรับ" ซูชิงอวิ๋นพยักหน้าอย่างจริงจัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น "ข้าจะเคารพท่านอาจารย์ประดุจปู่แท้ๆ ของข้าอย่างแน่นอน"
"ดี ดีมาก" ซูเฉินพยายามกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์ "น่าเสียดาย ที่ข้าไม่ได้เตรียมของรับขวัญไว้ให้ศิษย์รัก เอาอย่างนี้ ข้าขอตัวออกไปข้างนอกสักครู่ เพื่อเตรียมของรับขวัญให้ศิษย์รัก จากนั้นจะเดินทางไปที่ตระกูลซูเพื่อรับศิษย์อย่างเป็นทางการ"
ซูชิงอวิ๋นร้อนใจขึ้นมาทันที "ท่านอาจารย์ ท่านจะมาอีกเมื่อใดขอรับ ศิษย์อดใจรอที่จะได้ฝึกฝนกับท่านไม่ไหวแล้ว"
ซูเฉินกล่าว "ศิษย์รักของข้า เจ้าวางใจเถิด ไม่เกินครึ่งเดือน ข้าจะต้องไปพบเจ้าอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นขอเพียงเจ้าอย่าไม่ยอมรับอาจารย์คนนี้ก็พอ"
ซูชิงอวิ๋นดีใจจนเนื้อเต้น "ศิษย์จะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร"
ซูเฉินพยักหน้า "พวกเจ้าถอยไปก่อนเถิด ข้ายังมีธุรกิจที่ต้องคุยกับหอการค้าเฮยอวิ๋นอีกเล็กน้อย"
"ขอรับ"
"ผู้เฒ่าเฉิน ปู่หลานขอตัวลา"
ซูโม่ไห่พาซูชิงอวิ๋นถอยออกไป ทั้งปู่และหลานต่างมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี
นี่คือปรมาจารย์โอสถที่สามารถปรุงโอสถคุณภาพระดับ สมบูรณ์แบบ ได้เชียวนะ
การที่รับซูชิงอวิ๋นเป็นศิษย์ ถือเป็นโชคดีอันใหญ่หลวงสำหรับพวกเขา
ต่อให้ไม่พูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่มอบโอสถให้ซูชิงอวิ๋นทานเป็นครั้งคราว ก็เพียงพอที่จะทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของซูชิงอวิ๋นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าฐานะของซูเฉินจะเป็นของจริงหรือไม่
ผู้เฒ่าเฉิน ผู้นี้เป็นถึงผู้ที่ปรมาจารย์ฉีไท่ให้ความเคารพยกย่องอย่างสูง จะเป็นของปลอมได้อย่างไร
เมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คิ้วเรียวงามของเซียวเยวี่ยหานขมวดเข้าหากัน แต่เพียงครู่เดียวก็คลายออก
"ผู้เฒ่าเฉิน การประมูลโอสถทั้งสองเม็ดในครั้งนี้ ได้เงินรวมทั้งสิ้นหนึ่งแสนหกหมื่นเหรียญชิงเสวียน ตามหลักแล้วหอการค้าเฮยอวิ๋นของเราจะต้องหักค่าธรรมเนียมหนึ่งส่วน คือหนึ่งหมื่นหกพัน แต่เศษเล็กๆ น้อยๆ นั้นถือว่ายกให้ เราจะคิดเพียงหนึ่งหมื่นก็พอ ปรมาจารย์ฉี นำเหรียญจื่อเสวียนมาสิบสองเหรียญ"
"ขอรับ" ฉีไท่รับคำ ยกนิ้วขึ้น บนมือก็มีเหรียญสีม่วงเป็นประกายสิบสองเหรียญปรากฏขึ้น ส่งมอบให้ซูเฉิน
เหรียญจื่อเสวียนหนึ่งเหรียญ มีมูลค่าเท่ากับหนึ่งหมื่นเหรียญชิงเสวียน สิบสองเหรียญก็คือหนึ่งแสนสองหมื่นเหรียญชิงเสวียน
เมื่อรวมกับเงินที่เบิกล่วงหน้าไปก่อนสามหมื่นเหรียญชิงเสวียน ก็เท่ากับจ่ายครบถ้วนพอดี
"ผู้เฒ่าเฉิน หากท่านมีโอสถอื่นที่ต้องการขาย โปรดนึกถึงหอการค้าเฮยอวิ๋นของเราเป็นที่แรก นี่คือป้ายประจำตัวของข้า ท่านถือมันไว้ ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดในจักรวรรดิ ล้วนต้องมอบสิทธิพิเศษให้แก่ท่านอย่างแน่นอน"
พูดจบ เซียวเยวี่ยหานก็หยิบป้ายป้ายหนึ่งออกมาส่งให้ซูเฉิน
ซูเฉินรับมา เลิกคิ้ว กวาดสายตามองป้ายนั้น
ป้ายนั้นประณีตงดงามมาก ตัวป้ายเป็นสีแดงอมม่วง ตรงกลางสลักตัวอักษร เยวี่ย เอาไว้
"ขอบคุณ" ซูเฉินแสร้งทำเป็นตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจกลับตกตะลึงไม่น้อย
อิทธิพลของหอการค้าเฮยอวิ๋นครอบคลุมไปทั่วทั้งจักรวรรดิ เมืองเทียนสุ่ยเป็นเพียงเมืองระดับล่าง เหนือขึ้นไปยังมีเมืองระดับกลาง เมืองระดับสูง ตลอดจนเมืองหลักและเมืองหลวง
ป้ายเพียงป้ายเดียว กลับสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสาขาทั่วจักรวรรดิเชียวหรือ
สิ่งนี้ทำให้ซูเฉินประหลาดใจไม่น้อย
ทางด้านฉีไท่เองก็ตกใจเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าประธานของตนจะมอบป้ายนี้ให้ผู้อื่น
แม้ในสายตาของคนภายนอก ประธานหอการค้าประจำเมืองจะมีสถานะสูงส่งมาก แต่ฉีไท่รู้ดีว่า หากเทียบกับอีกฐานะหนึ่งของเซียวเยวี่ยหานแล้ว ตำแหน่งประธานที่ว่านี้ แทบไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเลย
"ข้าขอตัว"
ซูเฉินไม่อยากอยู่ที่หอการค้าเฮยอวิ๋นแห่งนี้นานนัก ประสานมือคารวะคนทั้งสอง แล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อซูเฉินจากไป เซียวเยวี่ยหานกลับเข้าไปในห้องของนาง ใบหน้างดงามปรากฏความเคร่งขรึม ทันใดนั้นนางก็เอ่ยเสียงต่ำ "เงา"
"คุณหนู"
เบื้องหลังของเซียวเยวี่ยหาน เงาร่างสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น จนกลายเป็นรูปลักษณ์ของชายชุดดำ
"ผู้เฒ่าเฉิน ผู้นี้มีระดับพลังอยู่ในขั้นใด" เซียวเยวี่ยหานไม่ได้หันกลับไป เพียงแต่เอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองออกไปไกล
"ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่" เงาตอบ
"เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่งั้นหรือ หากต้องการเป็นนักปรุงโอสถ อย่างน้อยต้องก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักยุทธ์ให้ได้เสียก่อน ชายผู้นี้มีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่จริงๆ เจ้าจงตามเขาไป สืบดูเบื้องลึกเบื้องหลังของเขาให้กระจ่าง" เซียวเยวี่ยหานสั่งการ
"ขอรับ"
เงารับคำสั่ง ร่างค่อยๆ เลือนหายไปอีกครั้ง
บนใบหน้าของเซียวเยวี่ยหานปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ไม่คิดเลยว่าการมาหาประสบการณ์ในเมืองเล็กๆ อย่างเทียนสุ่ย จะได้พบเรื่องสนุกเช่นนี้"
...
ซูเฉินออกจากหอการค้าเฮยอวิ๋น ก็รีบเร่งฝีเท้ากลับไปยังตระกูลซู
ครั้งนี้เขาได้เงินก้อนโตมาครอบครอง ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนคิดร้ายกับเขา ระมัดระวังตัวไว้ก่อนเป็นดีที่สุด
ทันใดนั้น เสียงของเมิ่งซิงก็ดังก้องขึ้นในสมองของซูเฉิน "มีคนตามหลังเจ้ามา"
ซูเฉินใจหายวาบ รีบใช้จิตสื่อสารถาม "ระดับพลังใด"
"มหาคุรุยุทธ์ระดับเจ็ด"
ซูเฉิน "..."
ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเทียนสุ่ยเป็นเพียงมหาคุรุยุทธ์ระดับสามเท่านั้น การที่จู่ๆ ก็มีมหาคุรุยุทธ์ระดับเจ็ดปรากฏตัวขึ้น ซูเฉินคาดเดาว่าน่าจะเป็นคนของเซียวเยวี่ยหานผู้นั้น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูเฉินก็หยุดเดิน หันหลังกลับมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ท่านตามข้ามาตลอดทาง ไม่คิดจะปรากฏตัวหน่อยหรือ"
"เจ้ารู้ตัวด้วยหรือ"
เสียงประหลาดใจดังขึ้นจากความว่างเปล่า จากนั้น ห่างจากซูเฉินไปประมาณหนึ่งจั้งครึ่ง ร่างสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ
นัยน์ตาของชายชุดดำเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เขาฝึกฝนวิชาเร้นกาย มั่นใจว่าตราบใดที่ไม่มีราชันยุทธ์อยู่ตรงนั้น จะไม่มีใครจับสัมผัสเขาได้แน่
แต่เด็กหนุ่มที่มีระดับพลังเพียงผู้ฝึกยุทธ์ตรงหน้านี้ กลับจับสัมผัสเขาได้ จะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร
"หึ ลูกไม้ตื้นๆ ของเจ้า จะรอดพ้นสายตาข้าไปได้อย่างไร" ซูเฉินแค่นเสียง "เจ้าเป็นคนของเซียวเยวี่ยหานใช่หรือไม่"
ชายชุดดำนิ่งเงียบ ถือเป็นการยอมรับ
"กลับไปบอกเซียวเยวี่ยหานเถิด ความลับของข้า ไม่ใช่สิ่งที่นางจะมาสอดรู้สอดเห็นได้ หากนางไม่อยากเป็นศัตรูกับข้า ก็อย่าทำเรื่องโง่เขลา มิเช่นนั้น ข้าก็ไม่ขัดข้องที่จะถอนรากถอนโคนหอการค้าเฮยอวิ๋นให้สิ้นซาก" ซูเฉินเอ่ยเสียงเย็น
ชายชุดดำจ้องมองซูเฉิน แววตาเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือกับซูเฉิน ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป
"เขาไปแล้ว" เสียงของเมิ่งซิงดังขึ้นอีกครั้ง
"ฟู่" ซูเฉินถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก กลางฝ่ามือมีแต่เหงื่อกาฬ
มหาคุรุยุทธ์ระดับเจ็ด ใช้แค่นิ้วเดียวก็บดขยี้เขาได้แล้ว
หากบอกว่าซูเฉินไม่กลัว นั่นก็โกหกแล้ว
เมิ่งซิงเอ่ยเสียงเรียบ "ตอนที่เจ้าแสร้งทำตัวเป็นยอดฝีมือ หน้าเจ้าหนามาก"
ซูเฉินหัวเราะแฮะๆ "ช่วยไม่ได้นี่นา มันเป็นมาตั้งแต่เกิด"