- หน้าแรก
- อาณาจักรตัดสวรรค์
- บทที่ 1 - ใส่ร้าย
บทที่ 1 - ใส่ร้าย
บทที่ 1 - ใส่ร้าย
บทที่ 1 - ใส่ร้าย
เขาไท่เสวียนสูงตระหง่านเสียดฟ้า ราวกับกระบี่คมกริบที่แทงทะลุหมู่เมฆ
ณ ยอดเขาแห่งนี้ มีตำหนักหยกและหอคอยตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกที่รายล้อม ราวกับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์บนสรวงสวรรค์
สถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเหมันต์อุดร สำนักไท่เสวียน
"ศิษย์สายนอกซูเฉิน กระทำการล่วงเกินศิษย์สายในเย่หวงเอ๋อร์ ฝ่าฝืนกฎสำนัก มีโทษทำลายจุดตันเถียน โบยหนึ่งร้อยไม้ ซูเฉิน เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวหรือไม่"
ภายในหอคุมกฎแห่งสำนักไท่เสวียน หยุนฉางคงผู้อาวุโสคุมกฎตวาดเสียงกร้าว
ศิษย์นับสิบคนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันมองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงกลางลานกว้างของหอคุมกฎ สายตาของพวกเขามีทั้งความเย้ยหยันและดูแคลน ศิษย์หญิงหลายคนถึงกับมองด้วยสายตารังเกียจ
เขาคือเด็กหนุ่มในชุดดำรูปร่างผอมบางอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี
ทั่วร่างของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว แววตาสาดประกายความเย็นชาและดุดัน
"ข้า ไม่มีสิ่งใดจะกล่าว" เผชิญหน้ากับการคาดคั้นของหยุนฉางคง ซูเฉินเด็กหนุ่มชุดดำไม่โต้แย้ง ทำเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ข้อหาที่ถูกยัดเยียดให้ ย่อมไร้ซึ่งคำแก้ตัว
เขากับเย่หวงเอ๋อร์เป็นคนรักที่อยู่เคียงข้างกันมาถึงสามปี ทั้งคู่คือสองยอดอัจฉริยะแห่งศิษย์สายนอก เพียงแต่เย่หวงเอ๋อร์เป็นที่ต้องตาของผู้อาวุโสสายใน จึงได้เข้าร่วมเป็นศิษย์สายใน ทำให้ทั้งสองไม่ได้พบหน้ากันหลายเดือน
เมื่อวานนี้เย่หวงเอ๋อร์นัดเขาไปที่ภูเขาอันเงียบสงบของสำนัก ซูเฉินรีบไปด้วยความตื่นเต้น หวังจะพร่ำพรรณนาความในใจให้เย่หวงเอ๋อร์ได้รับรู้ ขอให้นางรอคอยเขาอีกสักระยะ เขาเองก็มั่นใจว่าจะสามารถเข้าไปเป็นศิษย์สายในและตามรอยเท้านางได้ทัน
แต่สิ่งที่ซูเฉินไม่คาดคิดก็คือ เย่หวงเอ๋อร์ที่อยู่บนภูเขานั้นกลับมีเสื้อผ้าหลุดลุ่ย บนใบหน้ามีรอยเลือด ร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนา ทันทีที่ซูเฉินรีบวิ่งเข้าไปดูด้วยความตื่นตระหนก เย่หวงเอ๋อร์กลับดึงซูเฉินล้มลงกับพื้นแล้วร้องตะโกนว่าถูกล่วงเกิน
จากนั้นศิษย์สายในหลายคนก็พุ่งออกมาจากป่าไผ่ ทุบตีซูเฉินจนบาดเจ็บแล้วจับตัวมายังหอคุมกฎ
ต่อให้ซูเฉินโง่เขลาเพียงใด ยามนี้มีหรือจะไม่เข้าใจว่าตนเองถูกเย่หวงเอ๋อร์ใส่ร้ายเข้าแล้ว
หยุนฉางคงชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าซูเฉินจะไม่ปริปากแก้ตัวเลยแม้แต่น้อย แต่นี่ก็ช่วยประหยัดเวลาของเขาไปได้มาก
"ดี ในเมื่อไม่มีสิ่งใดจะกล่าว เช่นนั้นก็ลงทัณฑ์ได้"
มุมปากของเขาแสยะยิ้มเย็นชา ส่งเสียงฮึ่มในลำคอ พลังกดดันอันแข็งแกร่งสายหนึ่งก็พุ่งเข้าสะกดทับลงบนร่างของซูเฉิน
ตูม
พริบตานั้น ร่างของซูเฉินราวกับถูกภูเขายักษ์กดทับเอาไว้
กรอบแกรบ
กระดูกของซูเฉินส่งเสียงลั่นภายใต้แรงกดดันนั้น
ดวงตาของซูเฉินแดงก่ำ สองมือหมัดแน่น ทว่าเขายังคงฝืนขืนร่างต้านทาน แหงนหน้าขึ้นจ้องมองหยุนฉางคงอย่างไม่ลดละ
เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของเขา
"ยังไม่รีบลงมืออีก" หยุนฉางคงมีโทสะ หันไปตวาดใส่ศิษย์คุมกฎที่อยู่ด้านข้าง
ศิษย์คุมกฎผู้นั้นสายตาล่อกแล่ก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าแล้วซัดฝ่ามือกระแทกเข้าที่จุดตันเถียนของซูเฉินอย่างรุนแรง
ปัง
เสียงทึบๆ ดังขึ้น จุดตันเถียนของซูเฉินแตกสลาย ความเจ็บปวดแสนสาหัสแผ่ซ่านจากจุดตันเถียนลามไปทั่วร่าง เรี่ยวแรงทั้งหมดสูญสิ้น ร่างของเขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
ดวงตาของซูเฉินแดงฉาน สองหมัดกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
แค้น
เขาที่เคยเป็นถึงอัจฉริยะ เมื่อจุดตันเถียนถูกทำลายก็ตกต่ำกลายเป็นเศษสวะ นับจากนี้ไปชะตาชีวิตคงมีแต่ถูกผู้คนรังแก
ทว่าเขา กลับไร้ซึ่งหนทางต่อต้าน
"โบยหนึ่งร้อยไม้ นับจากนี้เป็นต้นไป ซูเฉินไม่ใช่ศิษย์ของสำนักไท่เสวียนอีกต่อไป และไม่อนุญาตให้เหยียบย่างเข้ามาในสำนักไท่เสวียนอีกแม้แต่ก้าวเดียว" หยุนฉางคงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ
ไม้พลองสองอันถูกศิษย์คุมกฎฟาดลงบนร่างของซูเฉินอย่างแรงจนเกิดเสียงดังทึบ
โบยครบหนึ่งร้อยไม้ เนื้อตัวของซูเฉินปริแตกเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดอาบชโลมไปทั่วร่าง แต่ซูเฉินยังคงกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว
ศิษย์คุมกฎสองคนจับขาของซูเฉินลากไปตามพื้น ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวลากยาวออกจากหอคุมกฎ ท่ามกลางสายตาของศิษย์สำนักไท่เสวียนนับไม่ถ้วนที่มีทั้งความตกตะลึงและสมเพช พวกเขาลากร่างนั้นผ่านทั่วทั้งสำนักจนมาถึงหน้าประตูทางเข้า
พลั่ก
ศิษย์คุมกฎทั้งสองมีสีหน้าเย็นชา พวกเขาออกแรงเพียงเล็กน้อยก็โยนร่างของซูเฉินออกไปนอกประตูสำนักราวกับโยนขยะทิ้ง จากนั้นก็ปัดมือแล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
จุดตันเถียนของซูเฉินแตกสลาย ทั่วร่างมีแต่แผลเปิดกว้าง ทั้งยังถูกกระแทกอย่างแรงจนแทบจะหมดสติ
"น่าเสียดายจริงๆ อดีตอัจฉริยะอย่างซูเฉิน กลับต้องมามีจุดจบเช่นนี้"
"ฮ่าๆ เจ้าดูเขานอนกองอยู่ตรงนั้นสิ ราวกับสุนัขใกล้ตายตัวหนึ่ง นี่หรือคือซูเฉินผู้หยิ่งผยองคนก่อน"
"ถึงกับกล้าล่วงเกินศิษย์พี่เย่หวงเอ๋อร์ คงเห็นศิษย์พี่เย่ได้เข้าเป็นศิษย์สายใน ซ้ำยังสนิทสนมกับนายน้อยเซียว เลยจนตรอกคิดทำเรื่องบัดซบเป็นแน่"
ภายนอกประตูสำนักรวมตัวกันด้วยศิษย์จำนวนมาก ยามนี้ทุกคนล้วนมีสีหน้าสะใจในความโชคร้ายของผู้อื่น
เมื่อได้เห็นอัจฉริยะตกต่ำถึงเพียงนี้ ย่อมอดไม่ได้ที่จะอยากเหยียบซ้ำ
แต่ไม่นาน เสียงหัวเราะเยาะก็เงียบลง สีหน้าของผู้คนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและรีบแหวกทางให้
สตรีผู้หนึ่งเดินเยื้องย่างออกมาจากฝูงชน
เรือนร่างสูงโปร่งอวบอิ่มของสตรีผู้นั้นถูกห่อหุ้มด้วยชุดกระโปรงยาวสีม่วง ผิวพรรณขาวผุดผ่องดั่งไข่มุก รูปโฉมงดงาม เรือนผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นด้วยปิ่นทอง นางเดินทอดน่องท่ามกลางผู้คน โดดเด่นเป็นสง่าดุจนกกระเรียนในฝูงไก่ ทำให้ทุกสิ่งรอบกายจืดชืดลงไปถนัดตา
เย่หวงเอ๋อร์ หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักไท่เสวียน เพื่อนวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกันกับซูเฉิน
"ทำไม" ซูเฉินนอนหมอบอยู่บนพื้น เขาเงยหน้าขึ้นอย่างแรง ดวงตาแดงก่ำเบิกกว้าง เพลิงโทสะแทบจะปะทุออกมา เขาจ้องมองเย่หวงเอ๋อร์เขม็งแล้วคำราม "ทำไมเจ้าต้องใส่ร้ายข้า ทำลายจุดตันเถียนของข้า ดับเส้นทางฝึกยุทธ์ของข้า"
เย่หวงเอ๋อร์หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าซูเฉิน ก้มมองซูเฉินราวกับเซียนที่อยู่สูงส่งกำลังมองมดปลวกที่ไร้ค่า นางเผยอริมฝีปาก น้ำเสียงปราศจากความรู้สึกใดๆ
"เซียวเจวี๋ยเฉิน นายน้อยแห่งสำนักไท่เสวียน เริ่มฝึกยุทธ์ตอนแปดขวบ อายุสิบสองบรรลุระดับคุรุยุทธ์ อายุสิบหกบรรลุระดับขุนพลยุทธ์ ยามนี้อายุสิบแปดปี มีชื่อติดอันดับทำเนียบยอดอัจฉริยะแห่งแดนเหมันต์อุดร"
"แม้เจ้าจะเป็นอัจฉริยะ แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ก็เป็นได้แค่แสงหิ่งห้อยที่ริอาจเทียบแสงจันทร์"
"เจวี๋ยเฉินเตรียมจะรับข้าเป็นอนุ เพียงแต่ เขาไม่ต้องการให้สตรีของตนเคยมีสัมพันธ์กับชายอื่น"
"ที่ข้าทำเช่นนี้ ก็เพื่อความหวังดีต่อเจ้า ทำลายจุดตันเถียนของเจ้า ขับไล่เจ้าออกจากสำนักไท่เสวียน เจ้ายังรักษาชีวิตไว้ได้ การกลับไปเป็นคนธรรมดา ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย"
"ฮ่าๆ"
เมื่อได้ยินคำพูดที่ไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ซูเฉินก็หัวเราะออกมาด้วยความแค้นใจ
ใส่ร้ายเขา ทำลายจุดตันเถียนของเขา ยังมีหน้ามาบอกว่าทำเพื่อปกป้องเขาอีก
"มิน่าเล่าเซียวเจวี๋ยเฉินถึงถูกใจเจ้า หญิงแพศยากับสุนัข เหมาะสมกันตราบฟ้าดินสลาย" ซูเฉินเย้ยหยันด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ซูเฉิน ข้าทราบดีว่าชั่วขณะนี้เจ้ายากจะยอมรับได้ แต่ในวันหน้าเจ้าจะรู้เองว่าข้าทำเพื่อความหวังดี นี่คือโอสถประสานโลหิตหนึ่งขวด เจ้ารับไว้เถิด มันช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บของเจ้าได้"
เย่หวงเอ๋อร์ไม่ถือสาโกรธเคือง ใบหน้างดงามไร้ซึ่งอารมณ์ใด นางหยิบขวดหยกบรรจุโอสถออกมาจากแขนเสื้อ โยนลงตรงหน้าซูเฉิน แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเลือดเย็น "เจ้า ดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน"
"เอาโอสถสวะของเจ้าคืนไป บิดาไม่ต้องการเศษทานจากเจ้า"
ซูเฉินคว้าขวดโอสถแล้วขว้างทิ้งอย่างแรง สายตาเย็นชาจ้องมองแผ่นหลังของเย่หวงเอ๋อร์ "สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้ชายหญิงโฉดชั่วอย่างพวกเจ้าต้องชดใช้"
เย่หวงเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ นางไม่แม้แต่จะหันกลับมามองซูเฉิน เดินตรงลิ่วจากไป
จุดตันเถียนถูกทำลาย ไร้หนทางฝึกยุทธ์อีกต่อไป ในสายตาของเย่หวงเอ๋อร์ ซูเฉินกลายเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ค่าไปแล้ว
ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันของผู้คน ซูเฉินกัดฟันทนความเจ็บปวดแสนสาหัสบนร่างกาย ฝืนพยุงร่างลุกขึ้น กุมจุดตันเถียนที่แหลกสลาย เดินโซเซก้าวต่อก้าวลงจากเขาไท่เสวียนที่สูงตระหง่าน
ตุ้บ
อาจเป็นเพราะเสียเลือดมากเกินไป เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย ไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไป ล้มพับหมดสติไปที่บริเวณกลางไหล่เขา
เลือดสดๆ ยังคงไหลริน ชโลมเสื้อผ้าของเขาจนชุ่ม และยังซึมลงไปอาบหยกโบราณชิ้นหนึ่งที่ห้อยอยู่บนหน้าอก
เมื่อมองผ่านเสื้อผ้าที่ชุ่มเลือด จะเห็นว่ามันคือหยกขาวรูปทรงคล้ายเตาโอสถสลักลวดลายลี้ลับ
วูบ
เมื่อเลือดสัมผัสกับหยกขาว มันก็ถูกดูดซับเข้าไปทันที ตัวหยกเปล่งแสงเรืองรองออกมาจางๆ
ภายในมิติเร้นลับของหยกขาว เด็กสาวที่งดงามราวกับเทพธิดากำลังนั่งขัดสมาธิ พลันลืมตาขึ้น ลำแสงสายหนึ่งพุ่งวาบออกจากดวงตาของนาง "ทำลายเพื่อสร้างใหม่ เทพยุทธ์ไท่ซ่าง"