- หน้าแรก
- ท่ามกลางเทพและปีศาจ
- บทที่ 109 ตกสู่วิถีมาร
บทที่ 109 ตกสู่วิถีมาร
บทที่ 109 ตกสู่วิถีมาร
"หากพูดถึงการฝันเห็นสิ่งชั่วร้าย ตัวข้าเองก็ดูเหมือนจะเคยฝันร้ายเช่นเดียวกัน" หลังจากเฉินหลี่เดินออกจากประตูมา เขาก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ
ทว่านับตั้งแต่ครั้งนั้น เขาก็ไม่เคยฝันเช่นนั้นอีกเลย
"น่าจะเป็นเพียงความบังเอิญ กลางวันหมกมุ่นคิดสิ่งใด กลางคืนก็เก็บไปฝันก็เท่านั้น"
สิ่งชั่วร้ายที่พบเจอในระหว่างการอพยพคราวนั้นถูกยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายขัดขวางเอาไว้ ยังไม่ทันได้สัมผัสโดนตัวเขา มันก็ถูกบรรพชนตระกูลอวี๋ทำให้ตกใจจนหนีเตลิดไปแล้ว ตัวเขาไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ของไป๋จินว่างอย่างสิ้นเชิง
เขาส่ายหน้า ไม่คิดหลอกตัวเองให้หวาดกลัวอีกต่อไป
...
สองวันต่อมา อาการของไป๋จินว่างดีขึ้นเล็กน้อย เขาก็เริ่มวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อเยี่ยมเยียนญาติมิตรและสหาย จัดการเรื่องราวในภายภาคหน้า อณุภรรยาและสาวใช้ในบ้านทยอยถูกเขาส่งมอบให้ผู้อื่นไปทีละคน บางครั้งก็มีเสียงร้องไห้ดังแว่วมาจากบ้านข้างๆ ก่อเกิดเป็นฉากการพรากจากกันทั้งเป็น
"เฮ้อ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นชะตากรรมสินะ"
ยามเย็นที่หน้าประตู แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของไป๋จินว่าง เผยให้เห็นถึงความเศร้าสร้อยในบั้นปลายชีวิตอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อมองดูอณุภรรยาที่งดงามดั่งดอกไม้ถูกสหายของเขาดึงตัวจากไป เดินไปพลางเหลียวหลังกลับมามองพลาง แววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้าตัดพ้อราวกับมีถ้อยคำหมื่นแสนอยากจะเอื้อนเอ่ยแต่ก็ต้องกลืนลงไป ภายในใจของเขาก็ปวดร้าวอย่างแสนสาหัส จนอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาคนแก่ออกมา
"ในเมื่อตัดใจไม่ได้ แล้วจะส่งพวกนางให้คนอื่นทำไมเล่า?" เฉินหลี่เดินออกจากประตูมา เมื่อเห็นฉากโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์เช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
"ทำให้สหายเต๋าต้องมาเห็นเรื่องน่าขันแล้ว" ไป๋จินว่างรีบเช็ดน้ำตา ถอนหายใจพลางกล่าว "คนใกล้ตายที่เหลือเวลาอีกไม่มากอย่างข้า จะไปรั้งพวกนางไว้ให้เสียเวลาชีวิตทำไมกัน สู้หาที่พักพิงดีๆ ให้พวกนางก่อนตาย ข้าจะได้จากไปอย่างหมดห่วง"
"สหายเต๋าช่างเป็นคนเปิดเผยและปลงตกได้จริงๆ!" เฉินหลี่เอ่ยชื่นชมจากใจจริง
เขาถามตัวเองแล้ว คงไม่อาจทำได้ถึงขั้นนี้แน่
"รอจนถึงตอนที่เจ้าใกล้จะตาย เจ้าก็จะเป็นคนที่ปลงตกได้เช่นนี้เหมือนกัน" ไป๋จินว่างหัวเราะ
เมื่อเฉินหลี่ได้ยินดังนั้น หัวใจก็พลันกระตุกวูบ
คำพูดนี่มันช่าง...
เขายังมีอายุขัยเหลืออีกตั้งมากมาย ไม่เคยคิดถึงเรื่องความตายเลยสักนิด
"ท่านเตรียมตัวจะไปเมื่อใดหรือ?" เฉินหลี่ถาม
"รีบร้อนอยากให้ข้าไปขนาดนั้นเชียวหรือ?" ไป๋จินว่างมองเฉินหลี่พร้อมกับส่งยิ้มพิลึกพิลั่น เอ่ยหยอกล้อออกมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ เฉินหลี่รู้สึกว่าใบหน้าชราของอีกฝ่าย ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันมืดมนและบ้าคลั่งอยู่จางๆ
"หึหึ ล้อเจ้าเล่นน่ะ ข้ายังมีญาติมิตรอีกบางส่วนที่ต้องไปกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย น่าจะเป็นคืนมะรืนนี้ ถึงตอนนั้นไม่ต้องมาส่งข้าหรอก ปล่อยให้ข้าจากไปเงียบๆ คนเดียวเถอะ!"
เมื่อไป๋จินว่างกล่าวจบ เขาก็โบกมือ หมุนตัวเดินโซเซเข้าไปในประตูเรือน
เสียง "แอ๊ด" ดังขึ้น
ประตูใหญ่ถูกปิดลง
เฉินหลี่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
เมื่อนึกถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย
เขารีบล้วงเอายันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายปึกหนาที่ซุกอยู่ตรงหน้าอกออกมาตรวจสอบดู ก็ต้องตระหนกเมื่อพบว่ายันต์แผ่นบนสุด กลับมีความร้อนแผ่ออกมาจางๆ จนแทบจะสัมผัสไม่ได้
"นี่มัน..." สีหน้าของเฉินหลี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
...
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ
เฉินหลี่ก็ยื่นยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายปึกหนึ่งจำนวนสามสิบแผ่นให้แก่โจวหง
"นี่เอามาทำอะไรหรือ?" โจวหงรับมาพลางเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
"พกติดตัวไว้ อาการถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงของตาเฒ่าไป๋ข้างบ้านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ข้ารู้สึกกังวลว่าช่วงสองสามวันนี้อาจจะเกิดเรื่องขึ้นได้" เฉินหลี่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
สีหน้าของโจวหงเปลี่ยนไป "ปกติก็ดูไม่ออกเลยนะ ดูท่าทางปกติธรรมดาดี"
"อาจจะเป็นข้าที่คิดมากไปเอง แต่ระวังตัวไว้ก็ไม่เสียหาย" เฉินหลี่กล่าว
เขาตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าตรู่ จะไปซื้อยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายมาเพิ่มอีกห้าสิบแผ่น เพื่อความสบายใจ
ของจำพวกยันต์นั้นเก็บรักษาไว้ได้นาน ถึงเวลาต่อให้ไม่ได้ใช้ เก็บไว้กับตัวในระยะเวลาสั้นๆ ก็ไม่เสื่อมสภาพ หากนำไปตั้งแผงขายต่อ ก็ยังสามารถถอนทุนคืนได้เกินครึ่ง ส่วนเรื่องที่ต้องขาดทุนหินปราณไปบ้างเล็กน้อย สำหรับผู้ที่ร่ำรวยอย่างเขาแล้ว ถือว่ารับภาระได้อย่างสบายๆ
ทว่าหากถึงคราวต้องใช้งานขึ้นมา นั่นคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายเลยทีเดียว
...
ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปอย่างสงบ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากที่เฉินหลี่ซื้อยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายห้าสิบแผ่นมาจากร้านขายยันต์ของสำนักฉางเซิง เขาก็ไม่ได้ออกไปไหนอีก เอาแต่ฝึกฝนวิชากระบี่และคาถาอยู่ในเรือน พลางคอยเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของไป๋จินว่างไปพร้อมกัน
จนกระทั่งใกล้จะถึงตอนเที่ยง บ้านข้างๆ ถึงได้มีเสียงไออย่างรุนแรงของไป๋จินว่างดังแว่วมา
ผ่านไปอีกสักพัก
เสียง "แอ๊ด" ดังขึ้น ประตูเรือนข้างๆ เปิดออก
ดูเหมือนว่าไป๋จินว่างกำลังจะออกไปข้างนอก
เฉินหลี่หยุดชะงักการกระทำของตน รวบรวมสมาธิเงี่ยหูฟัง
ไม่นานเสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ ห่างออกไปจนกระทั่งเงียบหาย เฉินหลี่ถึงได้เปิดประตูเรือนออก
แผ่นหลังอันชราภาพกำลังเดินโซเซอยู่แต่ไกล อาจเป็นเพราะจ้องมองนานเกินไป ลึกๆ แล้วดูราวกับมีเงาดำอันน่าสยดสยองกำลังพลิ้วไหวร่ายรำอยู่บนร่างของเขา เขารีบกะพริบตา แล้วเพ่งมองอย่างละเอียดอีกครั้ง ทว่าผลลัพธ์คือทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว
"นี่ไม่น่าจะใช่ภาพลวงตา อาการถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงของอีกฝ่ายยิ่งรุนแรงขึ้นแล้ว... บัดซบเอ๊ย!" เฉินหลี่สบถด่าในใจ
ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงสายตา ไป๋จินว่างหันกลับมาส่งยิ้มให้
รอยยิ้มนี้...
ทำให้เฉินหลี่รู้สึกอธิบายไม่ถูก ทั้งชั่วร้าย มืดหม่น ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความมุ่งร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่จางๆ
อีกฝ่ายเลี้ยวตรงหัวมุมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายตัวไปบนถนน
"มารดามันเถอะ สิ่งชั่วร้ายนี่มันตัวอะไรกันแน่... ดีนะที่พรุ่งนี้เขาก็จะไปแล้ว!"
เขาละสายตากลับมา ขณะกำลังเตรียมตัวจะหันหลังกลับเข้าเรือน ทันใดนั้นประตูเรือนข้างๆ ก็เปิดออก ซุนอวี๋เดินออกมา
"สหายเต๋าเฉิน กำลังมองอะไรอยู่หรือ?"
"ไม่มีอะไรหรอก! นี่เจ้ากำลังจะออกไปข้างนอกหรือ?"
นับตั้งแต่ที่ได้รู้จากโจวหงว่าอีกฝ่ายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงจากหอนางโลม เฉินหลี่ก็ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมือน คำพูดและการกระทำตลอดจนท่วงท่าอิริยาบถของอีกฝ่าย ล้วนดูราวกับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการยั่วยวนอยู่ลึกๆ
"ใช่แล้ว!" ซุนอวี๋เม้มปากยิ้ม พลางปิดประตูเรือน "ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีข้าวกินน่ะสิ"
ทั้งสองพูดคุยทักทายกันอย่างมีมารยาททว่าห่างเหินอยู่สองสามประโยค ก่อนจะแยกย้ายกันไป
...
ตกกลางคืน
หลังจากเสร็จกิจ!
ดวงตาของโจวหงเลื่อนลอยหยาดเยิ้ม ใบหน้าแดงซ่าน ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้ นางตบตีเฉินหลี่เบาๆ ค้อนขวับให้เขาด้วยท่วงท่าอันแสนงดงามเย้ายวนใจ ก่อนจะเอ่ยตัดพ้อว่า "โทษท่านนั่นแหละ วันหลังอย่าใช้วิชาลับบ้าๆ นั่นอีกนะ ข้าถูกท่านทรมานจนแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว!"
หึหึ!
เฉินหลี่ยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
ศาสตร์แห่งห้องหอ ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ เคล็ดวิชาลับที่อยู่ในนั้น มันช่างยอดเยี่ยมจนไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้จริงๆ
ทุกครั้งที่ได้ลิ้มลอง โจวหงล้วนต้องพ่ายแพ้ยับเยิน ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต้านทานใดๆ
"ดีๆๆ โทษข้าเอง โทษข้าเอง!"
ทั้งสองคนพลอดรักพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันครู่หนึ่ง
"วันนี้ข้าก็รู้สึกได้เหมือนกัน ตาเฒ่าไป๋ดูผิดปกติไปจริงๆ!" โจวหงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเฉินหลี่ เอ่ยเสียงเบา "มองดูแล้วมืดหม่นน่ากลัว ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อคนอย่างไรอย่างนั้น!"
"สองสามวันนี้อย่าไปเข้าใกล้เขาก็พอ ดีนะที่พรุ่งนี้เขาก็จะไปแล้ว!" เฉินหลี่กล่าว
"แล้วถ้าเขาไม่ไปล่ะ?"
"ถ้าอย่างนั้นก็ทำได้เพียงต้องส่งเขาไปก่อนกำหนดเท่านั้น" เฉินหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พูดจบก็ถอนหายใจออกมา "เฮ้อ ไม่ใช่ว่าข้าเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เห็นแก่ความผูกพันเก่าก่อนหรอกนะ หากขืนปล่อยยืดเยื้อต่อไป ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? พวกเราก็อาศัยอยู่ข้างๆ เสียด้วย ถึงตอนนั้นคนที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกก็คือพวกเรานี่แหละ!"
"เรื่องนี้โทษท่านไม่ได้หรอก ท่านทำถูกแล้ว" โจวหงเอ่ยเสียงเบา "ได้ยินมาว่าคนที่ถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง หากไม่ได้รับการรักษา สุดท้ายก็จะกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไป ตาเฒ่าไป๋ก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า หากเขาตกสู่วิถีมารอย่างสมบูรณ์เมื่อใด เกรงว่า..."
...
ยามดึกสงัด
ภายในห้องนอนของไป๋จินว่างข้างบ้าน
บนเตียงว่างเปล่าไร้ผู้คน
ร่างชรานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ ร่างกายพิงอยู่กับพนักเก้าอี้ ราวกับซากศพ นิ่งสงบไม่ไหวติง เงาดำนับไม่ถ้วนร่ายรำอยู่รอบกาย ราวกับภูตผีปีศาจที่หลอกหลอน ทำให้ทั่วทั้งห้องนอนแผ่ซ่านไปด้วยบรรยากาศอันมืดหม่นและน่าสะพรึงกลัว
ร่างนั้นก็คือไป๋จินว่าง
ทันใดนั้น เขาก็พลันตัวสั่นสะท้านขึ้นมา ดวงตาที่ปิดสนิทเบิกโพลง นัยน์ตาทอประกายแสงสีแดงอันชั่วร้าย
เล็บมือของเขากลายเป็นสีดำคล้ำและแหลมคมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ไปจนกระทั่ง เค้าโครงใบหน้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นดุร้ายและชั่วช้ามากยิ่งขึ้น...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เขาก็หยัดกายลุกขึ้นยืน เงาดำโดยรอบราวกับเคลื่อนไหวตามไปด้วย เขาก้าวเดินออกจากประตูเรือนไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ในยามนี้ ร่างของเขาชะงักไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องเขม็งไปที่บ้านข้างๆ นัยน์ตาทอประกายแสงสีแดงวาบวับ
ที่แห่งนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันเข้มข้นที่ทำให้เขารู้สึกรังเกียจและหวาดกลัวอย่างหาที่สุดไม่ได้
เขาจ้องมองอยู่นานครู่ใหญ่ กว่าจะละสายตากลับมา จากนั้นก็เดินไปตามถนนมุ่งหน้าออกไปไกล ร่างนั้นเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบาและพลิ้วไหวราวกับภูตผีปีศาจ ไม่หลงเหลือเค้าความอ่อนแอและชราภาพดังเช่นก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
...
เฉินหลี่ไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
เขานอนหลับอย่างสบายตลอดคืน
ท้องฟ้าด้านนอกยังคงสลัวๆ เฉินหลี่ก็ตื่นขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
เขาเลิกผ้าห่มบางๆ ออก เดินออกจากห้องนอน ตรงไปที่ห้องครัวตักน้ำล้างหน้าบ้วนปากจนเสร็จสรรพ
เดินไปที่ห้องวาดยันต์แล้วจุดตะเกียงน้ำมัน
เขาหยิบหนังยันต์ เลือดหมึก และพู่กันวาดยันต์ออกมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลงมือวาดยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายติดต่อกันถึงสิบแปดแผ่น
นับตั้งแต่พลังลมปราณมีความบริสุทธิ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่ายคาถาหรือวาดยันต์ ประสิทธิภาพของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
เขากลืนโอสถเพิ่มพูนปราณเข้าไปหนึ่งเม็ดเพื่อฟื้นฟูพลังลมปราณ รอจนกระทั่งเลือดหมึกบนยันต์แห้งสนิทดีแล้ว เขาก็เก็บยันต์เดินออกจากห้องวาดยันต์ แล้วนำยันต์ไปยัดไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบ้านอีกครั้ง
ทั่วทั้งบ้าน มียันต์เช่นนี้รวมกันแล้วมากถึงสองสามร้อยแผ่น อัดแน่นอยู่ตามทุกซอกทุกมุม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เฉินหลี่นึกครึ้มอกครึ้มใจทยอยวาดสะสมเอาไว้เรื่อยๆ
...
ตลอดทั้งช่วงกลางวัน เฉินหลี่คอยเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของบ้านข้างๆ อยู่ตลอดเวลา
ทว่าผลลัพธ์คือผ่านไปจนหมดวัน ใกล้จะถึงตอนเย็นแล้ว อีกฝ่ายก็ยังไม่ออกจากบ้าน ไม่เพียงแต่ไม่ออกจากบ้านเท่านั้น กระทั่งความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ไม่มีให้เห็นเลย เงียบเชียบเป็นอย่างยิ่ง
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จึงเดินออกจากเรือน ตรงไปยังบ้านตระกูลไป๋ แล้วเคาะประตู "พี่ไป๋อยู่หรือไม่?"
"ปัง ปัง ปัง!"
"พี่ไป๋ เปิดประตูหน่อยสิ?"
"ปัง ปัง ปัง!"
"ถ้าไม่เปิด ข้าจะเข้าไปแล้วนะ!"
ขณะที่เฉินหลี่กำลังเตรียมตัวจะเข้าไปดูนั้น น้ำเสียงแหบพร่าและสากระคายก็ดังมาจากด้านใน "ข้า... ร่างกาย... ไม่ค่อยสบาย สหายเต๋าเฉิน... กลับไปเถอะ"
น้ำเสียงขาดห้วงเป็นช่วงๆ
ดูราวกับว่าการพูดนั้นเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
เมื่อเฉินหลี่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก "เช่นนั้นท่านก็รักษาสุขภาพด้วย คืนนี้ก็จะไปแล้วใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว! จะไปแล้ว จะ... ไปแล้ว!"
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมเสียงนี้ถึงได้พิลึกพิลั่นเช่นนี้นะ
เขาส่ายหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เพิ่งจะกินมื้อค่ำเสร็จ จางเหยียนก็แวะมาเยี่ยมเยียน
"เรื่องประหลาดเมื่อคืน เจ้าได้ยินมาบ้างหรือไม่?"
"เรื่องประหลาดอะไรหรือ?" เฉินหลี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย ไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย วันนี้ทั้งวันเขาไม่ได้ออกไปไหนเลย แม้แต่โจวหง เขาก็ไม่ยอมให้นางออกไปข้างนอก
"เมื่อคืนมีคนครอบครัวหนึ่งตายไปอย่างเป็นปริศนา ได้ยินมาว่าคนที่อยู่ละแวกนั้น ไม่มีใครได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ เลยแม้แต่คนเดียว แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่หรอก ที่น่าแปลกก็คือ สภาพศพของคนพวกนี้ดูผิดปกติอย่างถึงที่สุด ร่างกายล้วนกลายเป็นซากศพแห้งกรังไปทีละร่าง
เรื่องนี้มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้องไปเผชิญกับสิ่งชั่วร้ายเข้าแน่ๆ ทว่าเมืองหลวนลั่วที่เป็นถึงเมืองแห่งผู้บำเพ็ญเพียรขนาดใหญ่เช่นนี้ จะมีของพรรค์นี้มาได้อย่างไรกัน!" จางเหยียนมีสีหน้าหวาดหวั่น เขาจงใจลดเสียงต่ำลง
"ข่าวลือนี้เป็นความจริงหรือ?" เฉินหลี่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
"ข้างนอกเขาลือกันให้แซ่ดไปหมด น่าจะไม่ใช่เรื่องโกหกหรอก"
สิ่งชั่วร้ายอีกแล้ว!
หัวใจของเฉินหลี่กระตุกวูบ
อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความแปลกประหลาดของไป๋จินว่างก่อนหน้านี้
คงไม่ใช่ว่า 'เขา' เป็นคนลงมือหรอกนะ?
"ห่างจากที่พวกเราอยู่ไกลหรือไม่?"
"ก็ถือว่าไกลอยู่ ห่างจากพวกเราตั้งหลายช่วงถนนแหนะ" จางเหยียนกล่าว "แต่เจ้าก็ควรเตรียมยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายเอาไว้หลายๆ แผ่นหน่อยก็ดี เพื่อป้องกันเหตุไม่... คาดฝัน!"
เขาพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ชะงักไปเสียดื้อๆ
สายตาของเขาสังเกตเห็นยันต์ปึกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้รองขาโต๊ะ นี่... นี่มันยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายชัดๆ แต่ละปึกกะคร่าวๆ แล้วน่าจะมีประมาณห้าแผ่น ไม่เพียงเท่านั้น ไม่นานเขาก็มองเห็นยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายอยู่บนขื่อบ้าน และตามมุมกำแพงอีกด้วย
สถานที่ที่มองไม่เห็น คาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้อีก
"หากเป็นยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายล่ะก็ ข้าวาดเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว ไม่น้อยเลยทีเดียว!" เฉินหลี่ไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของจางเหยียน เขาเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
แต่นี่มันใช่แค่ไม่น้อยเสียที่ไหนกัน
"ยันต์ปัดเป่าปราณชั่วร้ายยังถือว่าอ่อนด้อยไปหน่อย ทางที่ดีควรเตรียมยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ป้องกันตัวแบบข้าจะดีกว่า" เฉินหลี่ล้วงเอายันต์ปึกหนึ่งออกมาจากหน้าอก ความหนาของมันปาเข้าไปถึงสองนิ้ว เขาแกว่งมันไปมาตรงหน้าจางเหยียน พลางเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
จางเหยียนรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของตนเองเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
นี่มันเรื่องล้อเล่นใช่หรือไม่!
หากยันต์ปึกนี้เป็นยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายทั้งหมด จะต้องผลาญเงินไปมากเท่าไหร่กัน?
เขาอ้าปากค้าง สุดท้ายก็พบว่าไร้ซึ่งคำบรรยายใดๆ
สิ่งใดคือความระมัดระวัง
นี่แหละถึงจะเรียกว่าความระมัดระวัง
สิ่งใดคือความปลอดภัยไร้กังวล
นี่แหละถึงจะเรียกว่าความปลอดภัยไร้กังวล
"เจ้าไม่เป็นอะไรนะ?" เฉินหลี่เห็นจางเหยียนยืนนิ่งอึ้ง สายตาเหม่อลอย จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่... ไม่เป็นไร!" จางเหยียนรีบเรียกสติกลับคืนมา แสร้งหัวเราะแห้งๆ สองเสียง
"รู้สึกว่าข้าซื้อมามากเกินไปใช่หรือไม่... ดีนะที่ยันต์ระดับสูงในเมืองหลวนลั่วราคาถูก ข้าซื้อมาเบ็ดเสร็จร้อยกว่าแผ่น รวมแล้วก็จ่ายหินปราณระดับกลางไปแค่ประมาณสามสิบก้อนเท่านั้นเอง"
...
จางเหยียนจากไปอย่างรวดเร็ว
ราวกับตอนที่เขารีบเร่งมา
หลังจากเฉินหลี่ส่งจางเหยียนกลับไป เขาก็เดาะลิ้นเมื่อนึกขึ้นมาได้
"ตาเฒ่านี่คงไม่ได้คิดว่าข้ากำลังอวดรวยอยู่หรอกนะ!"
ในเวลานี้เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปมองบ้านข้างๆ
ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว บ้านข้างๆ ยังคงเงียบสงัด เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ละทิ้งความคิดที่จะไปเคาะประตูหยั่งเชิงอีกครั้ง ในเมื่ออีกฝ่ายบอกแล้วว่าจะไปคืนนี้ ก็อย่าไปรบกวนเขาเลยจะดีกว่า
...
ยามดึกสงัด
มีเสียง "แอ๊ด" ของการเปิดประตูดังมาจากบ้านข้างๆ
เฉินหลี่ใจกระตุก เขารีบสวมใส่ชุดคลุมอย่างรวดเร็ว เดินออกจากห้องนอน ตรงดิ่งไปที่ลานเรือน จากนั้นก็กระโดดพลิ้วตัวข้ามกำแพงเรือนไปอย่างแผ่วเบา
บนถนนเงียบสงัด
ไร้ซึ่งเงาของผู้คน
ประตูใหญ่ของบ้านข้างๆ เปิดอ้าซ่า เห็นได้ชัดว่าไป๋จินว่างได้ออกไปข้างนอกแล้ว
"ลงมือรวดเร็วปานนี้เชียว?"
เขาเดินเข้าไปในประตู เอ่ยร้องเรียกหยั่งเชิง
"พี่ไป๋ อยู่หรือไม่?"
"ข้ามาส่งท่านน่ะ"
นิ้วมือของเฉินหลี่คีบยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายเอาไว้แผ่นหนึ่ง ปากก็ร้องเรียกพลางก้าวเท้าเดินเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง ภายในนั้นว่างเปล่า เขาเดินค้นหาทั่วทุกห้องจนครบหนึ่งรอบ แต่ก็ไม่พบเงาของผู้ใดเลย
"ดูเหมือนว่าจะไปแล้วจริงๆ!"
"เดี๋ยวก่อน! ทำไมถึงไม่เอาสัมภาระพวกนี้ไปด้วยล่ะ!" ภายในห้องนอน เขามองเห็นห่อสัมภาระที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี กลับยังคงถูกทิ้งไว้ที่นี่
"ลืมงั้นหรือ หรือว่า..." ในใจของเฉินหลี่อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด
เมื่อเชื่อมโยงกับเรื่องราวประหลาดที่จางเหยียนเล่าให้ฟัง ตลอดจนความผิดปกติของอีกฝ่ายในตอนเย็น เฉินหลี่ก็เกิดลางสังหรณ์ใจที่ไม่ดีขึ้นมา
"ในเมื่อไปแล้ว ก็อย่ากลับมาอีกเลย"
เขาทิ้งยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ในทุกห้องภายในบ้าน หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็รีบกลับมา
เขานอนพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืน ไร้ซึ่งความง่วงงุนโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งใกล้จะรุ่งสางถึงได้ผล็อยหลับไปอย่างสะลึมสะลือ พอฟ้าสางเขาก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง สวมใส่เสื้อผ้าเดินออกจากประตู ประตูใหญ่ของบ้านข้างๆ ยังคงเปิดอ้าอยู่เช่นเดิม
ทันใดนั้น รูม่านตาของเขาก็พลันหดเกร็ง
เมื่อพบว่าบนบานประตูไม้สีดำคล้ำ กลับมีรอยกรงเล็บสีขาวเพิ่มขึ้นมาหลายรอยอย่างเห็นได้ชัด
เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
รอยกรงเล็บแต่ละรอยล้วนลึกกว่าหนึ่งเซนติเมตร ค่อนข้างที่จะ 'สดใหม่' เขาซ้ำยังมองเห็นเศษไม้ที่ม้วนงอร่วงหล่นอยู่บนพื้น
เห็นได้ชัดว่ารอยพวกนี้ถูกทิ้งเอาไว้เมื่อคืนนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า 'ไป๋จินว่าง' กลับมาเมื่อคืนนี้ อยากจะเข้าไปในบ้าน แต่ผลสุดท้ายกลับถูกยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายภายในบ้านขัดขวางเอาไว้ ก่อนจากไป เขาก็ระบายความโกรธอยู่หน้าประตูเรือนสักพักหนึ่ง ถึงได้ล่าถอยไปในท้ายที่สุด