- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปปี 78 เริ่มใหม่เพื่อเมียและลูก
- บทที่ 19 ล่ากวางได้สองตัว ทำเงินได้ไม่น้อย
บทที่ 19 ล่ากวางได้สองตัว ทำเงินได้ไม่น้อย
บทที่ 19 ล่ากวางได้สองตัว ทำเงินได้ไม่น้อย
ฝูงกวางงั้นเหรอ? พอเฉินเจิ้นหัวพูดจบ เฉินลั่วก็ชะงักไป
ถ้าเป็นสัตว์อย่างอื่นเขาคงแค่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่าน
การเข้าป่าในสภาพอากาศแบบนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเป็นฝูงกวาง...
เขาก็เริ่มจะหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ เพราะของล้ำค่าบนตัวกวางนั้นมีมากมาย
ทั้งเลือดกวาง เขากวางอ่อน หนังกวาง จู๋กวาง และอื่นๆ อีกเพียบ...
กวางหนึ่งตัวถ้าเทียบกับราคาสินค้าในตอนนี้
อย่างน้อยก็น่าจะขายได้สักหนึ่งถึงสองร้อยหยวน
ซึ่งเท่ากับเงินเดือนเกือบครึ่งปีของคนงานทั่วไปในเมืองเลยทีเดียว
โดยเฉพาะฝูงกวางนั้นหาเจอได้ยากมาก
คงเป็นเพราะช่วงปีสองปีนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาในป่าแถบนี้
ประกอบกับการล่าสัตว์ในที่อื่นๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
จึงน่าจะฝูงกวางถูกไล่ต้อนมาจากที่ไหนสักแห่งจนหลุดมาถึงฝั่งนี้
เมื่อเห็นเฉินลั่วมีท่าทีสนใจ เฉินเจิ้นหัวก็เริ่มได้ใจ
เขาเหลือบมองไปทางห้องครัวเพื่อให้แน่ใจว่าเหลียงเสี่ยวเยี่ยนยังไม่เดินออกมา
ก่อนจะกระซิบอีกครั้ง “เป็นไงพี่ลั่ว จะลองสักตั้งไหม?” เฉินลั่วกำลังจะตอบตกลง
แต่จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาตบไหล่เฉินเจิ้นหัว
“แกช่วยพี่กวาดหิมะตรงนี้ให้เสร็จก่อน
เดี๋ยวพี่ไปถามพี่สะใภ้แกดู”
ปฏิกิริยาของเฉินลั่วไม่ได้เกินความคาดหมายของเฉินเจิ้นหัว
เพราะเรื่องที่เฉินลั่วรักเมียนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหมู่บ้านอยู่แล้ว
ในเมื่อเฉินลั่วเข้าไปถาม
นั่นก็หมายความว่าวันนี้มีโอกาสสูงที่จะได้ออกไปข้างนอก
และฝูงกวางคงไม่จากไปเร็วขนาดนั้น
อย่างน้อยก็น่าจะวนเวียนอยู่แถวนี้สักชั่วโมงสองชั่วโมง
ดังนั้นพวกเขายังพอมีเวลา
ในห้องครัว
เหลียงเสี่ยวเยี่ยนที่กำลังต้มข้าวต้มอยู่เห็นเฉินลั่วเดินเข้ามาก็ถามด้วยความสงสัย
“ทำไมไม่เรียกเจิ้นหัวเข้ามาผิงไฟข้างในล่ะ?” เฉินลั่วทรุดตัวลงนั่งผิงไฟข้างเตา
“มันเจอฝูงกวางที่ตีนเขา เลยมาถามพี่ว่าจะไปล่าด้วยกันไหม” พอได้ยินแบบนั้น
ร่างของเหลียงเสี่ยวเยี่ยนก็แข็งทื่อไปครู่หนึ่ง
แต่ไม่นานเธอก็กลับมาเป็นปกติแล้วตอบเสียงเบา
“ระวังตัวด้วยนะ ถ้าล่าได้ก็เอามา ถ้าไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ
เงินทองในบ้านเราก็มีพอให้กินไปได้อีกนาน”
เฉินลั่วขานรับ “อื้ม งั้นน้องพาลูกๆ กินข้าวไปก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอพี่
เที่ยงนี้เราจะได้กินของดีกัน”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้องไป
ครู่ต่อมาก็เดินออกมาพร้อมกับปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 ในมือ
เมื่อเทียบกับเมื่อวานซืน
แม้เหลียงเสี่ยวเยี่ยนจะยังคงกังวลอยู่บ้างแต่ก็ดูดีขึ้นมาก
เพราะครั้งนี้มีเฉินเจิ้นหัวไปด้วย
พ่อของเฉินเจิ้นหัวเคยเป็นวีรบุรุษในสงครามเกาหลี
ลูกเสือย่อมไม่ทิ้งลาย เจิ้นหัวติดตามพ่อเข้าป่าลงห้วยมาตั้งแต่เด็ก
ต่อมายังได้เข้ากองกำลังอาสาสมัครหมู่บ้าน
ฝีมือการยิงปืนก็ถือว่ายอดเยี่ยม
ถ้าเขาไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของบ้าน
ด้วยนิสัยใจคอแบบนี้ ตำแหน่งผู้เฝ้าภูเขาของหมู่บ้านคงไม่ตกมาถึงมือเฉินลั่วหรอก
...
เฉินลั่วพาเฉินเจิ้นหัวเดินลัดเลาะอยู่ในป่าเกือบชั่วโมง
ถึงได้เห็นฝูงกวางที่กำลังก้มหน้ากินรากหญ้าอยู่ท่ามกลางแมกไม้
ในฝูงมีกวางตัวเต็มวัยสามตัว และลูกกวางอีกสี่ตัว
หนึ่งในกวางตัวเต็มวัยมีท่าทางการเดินที่ดูไม่เป็นธรรมชาติที่ขาหลัง
เห็นได้ชัดว่ามันได้รับบาดเจ็บ “เป็นไงพี่ลั่ว มั่นใจไหม?”
เฉินเจิ้นหัวสะพายปืนลูกซองแฝด
หมอบลงบนกองหิมะแล้วถามเสียงเบา เฉินลั่วคำนวณในใจพลางขมวดคิ้ว “พอไหว
แต่อย่างมากคงเก็บได้แค่สามตัว“”สามตัว?” เฉินเจิ้นหัวเบิกตากว้าง
มองเฉินลั่วด้วยความตกตะลึง เขาคิดว่าฝีมือยิงปืนของตัวเองดีพอตัวแล้ว
แต่เขายังมั่นใจว่าจะเก็บได้แค่อย่างมากตัวเดียวเท่านั้น
เพราะกวางไม่เหมือนกับพวกเก้งที่ซื่อบื้อ พวกมันตื่นตัวมาก
พอยิงนัดแรกออกไปที่เหลือต้องวิ่งกระเจิงแน่นอน ด้วยความเร็วของมัน
โอกาสที่นัดที่สองจะเข้าเป้านั้นแทบจะเป็นศูนย์ ดังนั้นตอนที่มา
เขาจึงคิดว่าเขากับเฉินลั่วเก็บกันคนละตัวก็หรูแล้ว
ไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น แต่ตอนนี้เฉินลั่วกลับบอกว่ามั่นใจว่าจะเก็บได้ถึงสามตัว
นี่เขาเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เฉินลั่วตบไหล่เขาเบาๆ “เดี๋ยวแกเล็งตัวเล็กตัวหนึ่ง
พี่จะจัดการตัวใหญ่สองตัวนั่นเอง
ถ้ามีโอกาสพี่จะเก็บตัวเล็กเพิ่มอีกตัว ถ้าไม่มีก็ช่างมัน”
เฉินเจิ้นหัวพยักหน้าด้วยสีหน้าแปลกๆ
ก่อนจะเล็งปากกระบอกปืนไปที่ลูกกวางตัวหนึ่ง ทันทีที่เขาตั้งลำปืน
ฝูงกวางที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรก็เริ่มรู้สึกตัว
โดยเฉพาะกวางตัวเต็มวัยสองตัวที่หันขวับมามองทางนี้ ทว่าแม้หิมะจะตกหนักจนปิดภูเขา
แต่พืชพรรณเขียวขจีในแถบนี้ก็ยังมีอยู่มาก
ประกอบกับทั้งเฉินลั่วและเฉินเจิ้นหัวต่างก็เป็นพรานเก่าที่หมอบตัวลงต่ำมาก
กวางสองตัวนั้นจึงไม่พบสิ่งผิดปกติ หลังจากมองอยู่ครู่หนึ่ง
พวกมันก็ก้มหน้ากินหญ้าต่อ
เฉินลั่วฉวยจังหวะนั้นยกปืนขึ้นประทับบ่าทันที “ยิง!”
ปัง ปัง! สิ้นเสียงคำสั่ง เฉินลั่วก็ลั่นไกติดต่อกันสองนัด
กวางตัวเต็มวัยสองตัวล้มตึงลงกับพื้นทันที
เลือดสาดกระเซ็นย้อมหิมะเป็นวงกว้าง กว่าเฉินเจิ้นหัวจะตั้งสติได้และพยายามจะยิง
ลูกกวางพวกนั้นก็วิ่งหนีไปไกลหลายสิบเมตรแล้ว “โธ่เว้ย!”
เฉินเจิ้นหัวสบถออกมาอย่างหัวเสียพลางชกกำปั้นลงบนหิมะ
แล้วหันไปมองเฉินลั่วด้วยสายตาตัดพ้อ
แต่ตอนนั้นเฉินลั่วลุกขึ้นเดินตรงไปที่เหยื่อแล้ว
เขาจึงได้แต่ด่าตัวเองในใจที่ไม่เอาไหน ก่อนจะรีบลุกตามไป
“โห... กวางสองตัวนี้ตัวไม่เบาเลยนะเนี่ย น่าจะหนักสักหกเจ็ดสิบชั่งได้มั้ง?”
เฉินเจิ้นหัวเดาะลิ้น “เสียดายชะมัด เป็นตัวเมียทั้งคู่เลย
แบบนี้ก็อดได้เขากวางอ่อนกับจู๋กวางน่ะสิ ปัดโธ่!”
เฉินลั่วก้มลงมองที่ขาของกวางตัวหนึ่ง เป็นอย่างที่คิด
มีรอยกระสุนที่ยังไม่สมานดีอยู่จริงๆ เขาจึงพูดขึ้นว่า
“กวางตัวผู้คงโดนใครสอยไปก่อนแล้ว
ฝูงนี้ก็น่าจะเพิ่งหนีมาถึงที่นี่เมื่อวาน”
พูดจบเขาก็แบกกวางตัวหนึ่งขึ้นบ่าแล้วยิ้มพลางพูดต่อ “เอาเถอะ
ความโลภมากมันไม่ใช่เรื่องดี
กวางสองตัวนี้ก็ถือเป็นลาภลอยแล้ว อ้อ
ตัวที่วางอยู่ที่พื้นนั่นของแกนะ
ไปกันเถอะ“”เฮ้ยๆ ไม่เอาพี่ ของฟรีไม่มีในโลก
กวางตัวนี้ผมรับไว้ไม่ได้หรอก”
เฉินเจิ้นหัวเก็บปืนลูกซองแฝดแล้วรีบแบกกวางวิ่งตามไป
“ของฟรีที่ไหนกัน ถ้าแกไม่เจอฝูงกวางนี้ พี่ก็ไม่ได้สักตัวหรอก
ตอนนี้ได้มาตัวหนึ่งก็ดีมากแล้ว
อย่าพูดมาก ไม่งั้นคราวหน้าพี่ไม่พามาด้วยนะ” พอได้ยินแบบนั้น
เฉินเจิ้นหัวก็หุบปากฉับทันที แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาที
เขาก็ทนไม่ไหวต้องพูดออกมาอีก
“ไม่ได้หรอกพี่ ผมยังไม่ได้ยิงสักนัดเลย ขืนแบกกวางกลับไปทั้งตัวแบบนี้
พ่อได้ตีผมตายแน่ อย่างมากผมขอแค่ครึ่งตัวพอ” เฉินลั่วชะงักเท้า
เมื่อนึกถึงนิสัยของลุงเหล่าเหนียน เขาก็พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “งั้นก็ได้
แบกกลับไปก่อน เดี๋ยวให้พี่สะใภ้แกจัดการให้“”เออ แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย
แต่ได้ไปครึ่งตัวผมก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดี
เพราะเมื่อกี้พี่น่าจะส่งสัญญาณให้ผมก่อนจะยิง
งั้นมื้อเที่ยงนี้ผมขอไปฝากท้องที่บ้านพี่ก็แล้วกัน“”แน่นอนอยู่แล้ว
เที่ยงนี้เราจะทำเมนูกวางทั้งโต๊ะ พี่จะลงครัวเองเลย”
“ดีเลย พ่อผมยังมีเหล้าเฟินจิ่วที่เก็บไว้หลายปีอยู่อีกขวด
วันนี้เราสองคนพี่น้องมาจัดการมันให้เรียบเลยนะ”
ในขณะเดียวกัน ร่างหนึ่งก็มุดออกมาจากป่า เมื่อเห็นรอยเท้าและคราบเลือดบนพื้น
เขาก็มองไปทางหมู่บ้านเฉินเจียด้วยความประหลาดใจพลางขมวดคิ้ว
“หมู่บ้านเฉินเจียมีผู้เฝ้าภูเขาคนใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
(จบบท)