เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 58: ขอบเขตสร้างรากฐานสามระดับชั้น

ตอนที่ 58: ขอบเขตสร้างรากฐานสามระดับชั้น

ตอนที่ 58: ขอบเขตสร้างรากฐานสามระดับชั้น


ตอนที่ 58: ขอบเขตสร้างรากฐานสามระดับชั้น

หลู่เซิ่งหยุดฝีเท้าลงพลางหันหน้ากลับมามองจับจ้องที่นาง

ยามนี้เหยียนซูถิงกำลังหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดตุ้ยๆ แผงหน้าอกขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจอย่างรุนแรง ม่านหน้ากากความสุขุมคัมภีร์ภาพที่เคยมีก่อนหน้านี้ พังทลายลงสิ้นในพริบตาอย่างไม่มีชิ้นดี

นางขบเม้มริมฝีปากล่างแน่น พลางยอมแปรเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงหลายส่วนอย่างคนยอมจำนน

"ศิษย์พี่... ข้าทำผิดไปแล้วค่ะ เมื่อครู่นี้ข้าพาลระเริงใจจนเกินงาม เอ่ยปากพูดจาเหลวไหลไร้สาระโดยไม่ทันได้ยั้งคิดเองค่ะ"

ทว่าฝ่ามือหนาของหลู่เซิ่งกลับยังคงไม่ยอมปล่อยพันธนาการ สายตาจับจ้องมองใบหน้าของนางพลางเผยรอยยิ้มกึ่งยิ้มกึ่งประชดออกมาคราหนึ่ง

"แล้วเหตุใดในยามนี้ เจ้าถึงไม่คิดจะลองพยายามขัดขืนดูสืบต่อล่ะ?"

เหยียนซูถิงสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดข่มอัตราการเต้นของหัวใจภายในอกให้กลับคืนสู่ความสงบ

ในใจย่อมล่วงรู้ดีว่าเจ้าเด็กบ้าคนนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาเอ่ยปากข่มขู่ให้นางเกิดความหวาดกลัวเล่นๆ ทว่าในภาพเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเมื่อครู่นี้ ในใจของนางกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายถึงชีวิตขึ้นมาจริงๆ

"สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว การสูญเสียพรหมจรรย์ ความบริสุทธิ์ ในระหว่างขอบเขตขั้นรวบรวมปราณ ถือเป็นเรื่องที่ไม่พึงกระทำอย่างยิ่งค่ะ" เหยียนซูถิงเอ่ยปากอธิบายความจริงออกมาอย่างตรงไปตรงมา "เนื่องจากมันจะส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้อัตราความสำเร็จในการระเบิดพลังทะลายเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานในวันหน้าต้องลดต่ำลงขนานใหญ่ค่ะ"

สองมือยังคงออกแรงเกาะกุมขอบประตูไม้เอาไว้แน่น ด้วยความหวาดกลัวว่าหลู่เซิ่งจะออกแรงฉุดลากตัวนางให้ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องนอนใหญ่อีกรอบ

"เรื่องราวข้อนี้ ถือเป็นความรู้พื้นฐานที่ผู้คนทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนต่างพากันล่วงรู้ดีเป็นธรรมดาอยู่แล้วค่ะ ว่าในยามที่ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมปราณยังไม่สามารถระเบิดพลังทะลายเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้สำเร็จ กระแสพลังปราณวิญญาณภายในร่างกายย่อมยังไม่สามารถก่อตัวขึ้นเป็นสัจธรรมวงจรที่สมบูรณ์แบบได้ การร่วมอภิรมย์เสพสังวาสระหว่างชายหญิงในระหว่างช่วงเวลานี้ ย่อมจะส่งผลให้กลิ่นอายพลังหยินต้นกำเนิดและหยางต้นกำเนิดภายในร่างกายต้องเล็ดลอดรั่วไหลออกสู่ภายนอกทันที ทว่ากระแสพลังหยินต้นกำเนิดและหยางต้นกำเนิดเหล่านั้น ถือเป็นตัวช่วยประคองชีวิตและพลังงานสายสำคัญที่สุดในการพุ่งชนกระแทกทำลายด่านกั้นขอบเขตสร้างรากฐานในวันข้างหน้าค่ะ"

เหยียนซูถิงจับจ้องมองไปที่นัยน์ตาของหลู่เซิ่ง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเปี่ยมด้วยความจริงใจและนอบน้อมยิ่งขึ้น

"ศิษย์พี่ ครอบครองพรสวรรค์อันล้ำเลิศฝืนลิขิตฟ้า ทั้งยังได้รับพลังเกื้อหนุนมาจากคุณลักษณะ กายจิตวิญญาณน้ำแข็งเร้นลับ ทั่วร่าง ต่อให้ท่านต้องสูญเสียพลังหยางต้นกำเนิดไปก่อนก้าวหนึ่ง ย่อมไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างอุปสรรคใดๆ ต่อขั้นตอนการสร้างรากฐานของท่านแน่นอนอยู่แล้วค่ะ ทว่าพรสวรรค์ในการฝึกตนของตัวข้านั้นช่างมีความธรรมดาสามัญยิ่งนัก ครอบครองเพียงแค่รากฐานปราณธาตุน้ำแข็งระดับต่ำธรรมดาเท่านั้น ชั่วชีวิตที่สามารถดึงดันฝึกปรือตบะบารมีมาจนถึงขั้นรวบรวมปราณระดับ 8 ได้ในยามนี้ ล้วนเป็นเพราะได้เสวยโอสถวิเศษที่ท่านอาจารย์คอยทุ่มเทแรงกายแรงใจหลอมส่งมอบมาให้ประทังชีวิตทั้งสิ้น หากในวันหน้าตัวข้าปรารถนาจะระเบิดพลังทะลายเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานให้สำเร็จ กระแสพลังหยินต้นกำเนิดสายนี้ย่อมไม่มีทางยอมสูญเสียไปก่อนเด็ดขาด ต่อให้มันจะช่วยยกระดับอัตราความสำเร็จขึ้นมาได้เพียงแค่ริบหรี่ปานเศษเสี้ยวก็ตามที ย่อมถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตัวข้าทั้งสิ้นค่ะ"

หลู่เซิ่งทอดสายตาจับจ้องมองใบหน้าของนางนิ่งค้างอยู่สองสามอึดใจใหญ่ ในที่สุดเขาก็ยอมคลายฝ่ามือปล่อยพันธนาการออก

เรื่องราวและตรรกะข้อนี้ ในใจของเขาย่อมล่วงรู้ดีเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

การที่อาจารย์เหยียนยอมส่งตัวเหยียนซูถิงให้ย้ายเข้าเรือนมาพำนักอยู่ร่วมเคียงข้างเขาในครานี้ ชายชราตั้งใจจะส่งนางมาฟูมฟักเลี้ยงดูเพื่อแปรสภาพให้กลายเป็นคู่บำเพ็ญร่วมในวันหน้า ไม่ใช่ส่งนางมาทำเป็นเตาหลอมมนุษย์เพื่อสอยสูบรีดพลังปราณเสียหน่อย

เมื่อครู่นี้ ตัวเขาเพียงแค่ต้องการอาศัยจังหวะเวลา ข่มขู่และสั่งสอนสั่งเกตุมารยาทให้แก่ศิษย์น้องหญิงผู้แสนทะนงตนคนนี้สักคราเท่านั้น เพื่อให้นางเกิดความตระหนักล่วงรู้แจ้งแก่ใจตนเอง ว่าผู้ใดกันแน่คือประมุขผู้ปกครองสูงสุดภายในคฤหาสน์เรือนพักหลังนี้

"เอาเถอะ ข้าก็แค่เอ่ยปากหยอกล้อเจ้าเล่นๆ เท่านั้นแหละ" หลู่เซิ่งหมุนตัวก้าวเท้าเดินนำพาร่างสูงโปร่งให้ก้าวเดินกลับคืนสู่ห้องโถงเรือนรับรองด้านนอก พลางทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมอย่างสบายอารมณ์

เหยียนซูถิงราวกับได้รับป้ายอภัยโทษครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต นางรีบยื่นมือซ้ายไปลูบไล้ข้อมือขวาที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อเบาๆ พลางลอบผ่อนลมหายใจยาวออกมาคำโตด้วยความโล่งอก

นางก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะหิน พลางยื่นมือไปรินน้ำชาปราณเติมใส่ถ้วยให้แก่หลู่เซิ่งอย่างว่องไว ท่วงท่าการลงมือในยามนี้ทวีความอ่อนน้อมและรู้ความขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนนัก

"ทรุดตัวลงนั่งลงสิ" หลู่เซิ่งยื่นนิ้วมือชี้นิ้วตรงไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "ในเมื่อเมื่อครู่นี้ เจ้าเป็นฝ่ายเอ่ยปากถึงเรื่องราวขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นมาเอง ถ้าอย่างนั้นก็จงช่วยเอ่ยอธิบายรายละเอียดเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องราวข้อนี้ให้ข้าฟังทีสิ ในยามปกติท่านอาจารย์มักจะทุ่มเทเวลาสั่งสอนสั่งเกตุแต่เพียงวิชาความรู้ในหนทางแห่งโอสถเท่านั้น เรื่องราวความรู้พื้นฐานเบ็ดเตล็ดภายในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนข้อนี้ ตัวข้ากลับยังไม่ค่อยมีความกระจ่างแจ้งเท่าใดนักน่ะ"

เหยียนซูถิงทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย

ในใจย่อมล่วงรู้ดีว่าหลู่เซิ่งกำลังหยิบยื่นบันไดถอยหนีให้แก่นางก้าวหนึ่ง

ความคิดความอ่านและเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของเด็กหนุ่มอายุสิบสองปีเต็มคนนี้ มันช่างมีความลึกล้ำจนน่ากลัวยิ่งนัก ยามที่ควรลงมือเด็ดขาดก็มีความดุดร้ายปานอสูร ทว่ายามที่ควรสะกดเก็บงำพลังก็มีความผ่อนปรนและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ทักษะชั้นเชิงในการบริหารจัดการและควบคุมจิตใจบุคคล ช่างมีความแคล่วคล่องและเหนือชั้นยิ่งกว่าพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าที่ใช้ชีวิตบำเพ็ญเซียนมานานหลายสิบปีเสียอีก

เหยียนซูถิงขยับร่างกายนั่งขัดสมาธิลงบนเก้าอี้ไม้

ทว่ารสสัมผัสในการสวมใส่รองเท้ายุทธ์หนังหนาเตอะนั่งขัดสมาธิมันช่างสร้างความอึดอัดให้แก่นางไปสักหน่อย นางจึงตัดสินใจยื่นมือออกไปถอดรองเท้ายุทธ์ทั้งสองข้างออก พลางจัดวางพวกมันไว้ข้างเก้าอี้อย่างไม่ถือตัว

แผ่เผยให้เห็นฝ่าเท้าเนียนหมดจดคู่สวยที่สวมใส่ไว้ด้วยถุงเท้าผ้าไหมสีขาวสะอาดตา

เนื้อผ้าถุงเท้าไหมมีความบางเบาและโปร่งแสงยิ่งนัก ขับเน้นให้เห็นผิวเนื้อเนียนหมดจดหมดจดขาวผ่องเบื้องล่างโผล่พ้นออกมาให้เห็นรำไร

นางแอบห่อปลายนิ้วเท้าเรียวสวยเข้าหากันเล็กน้อย พลางใช้ฝ่าเท้าเหยียบประคองไว้ตรงขอบเก้าอี้ไม้ ท่วงท่าโดยรวมแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายและเป็นกันเองขึ้นมาขนานใหญ่ในทันตา

"ความจริงแล้ว ต่อให้ครานี้ศิษย์พี่ไม่เอ่ยปากถามไถ่ อีกไม่นานท่านอาจารย์ก็คงเตรียมจะบอกกล่าวเรื่องราวข้อนี้ให้แก่ท่านรับรู้อยู่ดีนั่นแหละค่ะ" เหยียนซูถิงจัดระเบียบโครงสร้างคำพูดในสมองชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากอธิบายความรู้สืบต่อ

"ภายในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน แบ่งแยกขั้นตอนการระเบิดพลังทะลายเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ออกเป็นสามระดับชั้นใหญ่ด้วยกันค่ะ ได้แก่ การสร้างรากฐานวิถีมนุษย์ การสร้างรากฐานวิถีปฐพี และการสร้างรากฐานวิถีสวรรค์ค่ะ"

"ประการแรก ข้าจะขอเอ่ยถึงระดับชั้นทั่วไปที่พบเจอได้หนาตาที่สุดในใต้หล้าก่อนนะคะ นั่นคือ การสร้างรากฐานวิถีมนุษย์ ค่ะ"

เหยียนซูถิงชูนิ้วชี้เรียวสวยขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

"ความหมายของมันตรงตามชื่อเรียกขานเลยค่ะ นั่นคือการอาศัยพละกำลังพากเพียรและความพยายามของมนุษย์บดอัดพุ่งชนด่านกั้นขอบเขตขึ้นมาตรงๆ หลังจากผู้ฝึกตนสามารถดำเนินกระบวนการฝึกฝนตบะบารมีจนบรรลุเข้าสู่ขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับ 10 ระยะสมบูรณ์ เรียบร้อยแล้ว ก็จะจำต้องกินโอสถสร้างรากฐานเข้าไป เพื่ออาศัยกระแสพลังปราณวิญญาณอันหนาแน่นและมหาศาลที่ปะทุขึ้นมาจากฤทธิ์ยาพุ่งเข้าบดอัดบีบเค้นกระแสพลังปราณวิญญาณในรูปแบบสภาวะก๊าซภายในจุดตันเถียน ให้พุ่งควบแน่นตกผลึกแปรสภาพกลายเป็นหยาดน้ำปราณในรูปแบบสภาวะของเหลวให้ได้สำเร็จ และหนทางสายนี้ ถือเป็นลู่ทางเลือกสรรของเหล่าผู้ฝึกตนจำนวนไม่ต่ำกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนเลยทีเดียวค่ะ"

"แล้วข้อเสียเบื้องหลังล่ะ คือสิ่งใดงั้นรึ?" หลู่เซิ่งเอ่ยถาม

"ข้อเสียเบื้องหลังช่างมีความแจ่มชัดยิ่งนักค่ะ" เหยียนซูถิงลอบทอดถอนหายใจยาวออกมาคราหนึ่ง "การจำต้องพึ่งพาแรงบดอัดบีบเค้นจากปัจจัยภายนอกเข้าช่วยแปรสภาพพลัง ย่อมส่งผลให้รากฐานค้ำจุนชีวิตขอบเขตสร้างรากฐานที่ได้รับมามีความไม่มั่นคงและคลอนแคลนยิ่งนัก ขีดจำกัดสูงสุดและศักยภาพในชีวิตการบำเพ็ญเซียนของบุคคลผู้นั้นจะถูกตัดทอนทำลายลงจนหมดสิ้น กลุ่มผู้ฝึกตนที่เลือกก้าวเดินบนเส้นทางสายการสร้างรากฐานวิถีมนุษย์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มคนที่มีรากฐานปราณระดับกลางหรือรากฐานปราณระดับต่ำธรรมดาเท่านั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าในอนาคตเบื้องหน้า พวกเขาจะสามารถดวงดีเสาะพบวาสนาวิเศษฝืนลิขิตฟ้า หรือมีมหาสำนักคอยทุ่มเททรัพยากรล้ำค่านับหมื่นนับแสนชิ้นลงมาประเคมชุบชีวิตให้ใหม่อีกครา มิฉะนั้นแล้ว ชั่วชีวิตการบำเพ็ญเซียนหลงเหลือของคนผู้นั้น ย่อมทำได้เพียงแค่กบดานอยู่ก้นบึ้งของขอบเขตสร้างรากฐานไปจนสิ้นอายุขัยเท่านั้นแหละค่ะ เรื่องราวการจะควบแน่นก่อตัวเตาหลอมเม็ดพลังขึ้นเป็นขอบเขตแกนปราณทองคำ... ถือเป็นเรื่องฝันกลางวันที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดเลยล่ะค่ะ"

หลู่เซิ่งผงกศีรษะรับคำเบาๆ

ข้อมูล ข้อมูลข้อนี้ค่อนข้างสอดคล้องตามความล่วงรู้เดิมที่มีอยู่ในสมองของเขาอยู่แล้ว

แม้ว่าโอสถสร้างรากฐานจะจัดเป็นของวิเศษล้ำค่าที่ประเมินราคาไม่ได้ ทว่าหากอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจของมหาสำนักขนาดใหญ่ ย่อมพอยังมีลู่ทางให้เสาะหามาครอบครองได้อยู่

"ระดับชั้นที่สองคือ การสร้างรากฐานวิถีปฐพี ค่ะ"

เหยียนซูถิงชูนิ้วขึ้นมาเพิ่มเป็นสองนิ้ว แววตาและสีหน้าท่าทางแปรเปลี่ยนเป็นทวีความหนักแน่นและจริงจังยิ่งขึ้น ยามที่ทอดสายตาจับจ้องมองใบหน้าของหลู่เซิ่ง

"และหนทางสายนี้ ถือเป็นลู่ทางเลือกสรรที่มีความเหมาะสมและคู่ควรแก่ตัวท่านมากที่สุดเลยค่ะศิษย์พี่"

หลู่เซิ่งจัดแจงวางถ้วยชาปราณลงในที่สุด "จงเอ่ยอธิบายรายละเอียดเจาะลึกมาเถอะ"

"ขั้นตอนการสร้างรากฐานวิถีปฐพี ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาหรือกินโอสถสร้างรากฐานเข้าไปเลยแม้แต่เม็ดเดียวค่ะ" เหยียนซูถิงเอ่ยอธิบาย "ทว่าเกณฑ์ข้อบังคับและด่านกั้นในการเปิดใช้งานหนทางสายนี้ มันมีความสูงส่งจนน่ากลัวยิ่งนัก ประการแรก ระดับตบะบารมีของผู้ฝึกตนจำต้องระเบิดพลังทะลายผ่านเข้าสู่ ขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับ 11 ให้ได้สำเร็จเสียก่อนค่ะ"

หัวใจภายในอกของหลู่เซิ่งพุ่งกระตุกวูบขึ้นมาสายหนึ่งทันควัน

เนื้อความคัมภีร์บทขั้นรวบรวมปราณฉบับสมบูรณ์ของเคล็ดวิชาเพลิงพรหมที่เขาครอบครองอยู่ในยามนี้ ประจวบเหมาะมีอักขระคาถาวิธีการฝึกฝนตบะบารมีก้าวล้ำลึกไปจนถึงขั้นรวบรวมปราณระดับ 11 และระดับ 12 จารึกเอาไว้พอดิบพอดีไม่มีขาดตกยกเว้นเลยจริงๆ

"หลังจากผู้ฝึกตนสามารถดำเนินกระบวนการฝึกฝนตบะบารมีจนพุ่งทะยานเข้าสู่ขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับ 11 ได้สำเร็จ ปริมาณความหนาแน่นของพลังปราณวิญญาณภายในร่างกายย่อมสั่งสมจนพุ่งทะลักขึ้นมาถึงขีดจำกัดสูงสุดของสังขารร่างกายมนุษย์แล้วค่ะ" เหยียนซูถิงเอ่ยสืบต่อ "และเมื่อถึงจังหวะเวลานี้ ผู้ฝึกตนจำต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่เป็นตาน้ำใจกลางแห่งชีพจรปราณวิญญาณฟ้าดิน พลางเริ่มโคจรเคล็ดวิชาชักนำลากเอาจนกระแสกลิ่นอายปราณชีพจรปฐพีแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายซะ อาศัยกระแสกลิ่นอายปราณชีพจรปฐพีอันมหาศาลเหล่านั้น คอยทำหน้าที่ชำระล้างไขกระดูกและขัดเกลาแก่นแท้พลังชีวิตทั่วทั้งสรรพางค์กาย ชักนำและบีบเค้นให้กระแสพลังปราณวิญญาณภายในร่างกาย พุ่งควบแน่นแปรสภาพกลายเป็นของเหลวหยาดน้ำปราณไปตามกลไกธรรมชาติเองเลยค่ะ"

เหยียนซูถิงจับจ้องมองใบหน้าหมดจดของน้อง แววตาสลวยไม่อาจซุกซ่อนระลอกคลื่นความอิจฉาริษยาระคนเลื่อมใสเอาไว้ได้เลย

"ทว่ากระแสกลิ่นอายปราณชีพจรปฐพีมันมีความดุร้ายและบ้าคลั่งยิ่งนัก โครงสร้างสังขารร่างกายธรรมดาสามัญของมนุษย์ทั่วไปย่อมไม่มีทางรับมือหรือแบกรับแรงกระแทกอันมหาศาลสายนี้ได้ไหวแน่นอน หากฝืนกระทำการดึงดันชักนำพลัง มีแต่จะส่งผลให้ร่างกายต้องระเบิดดับสูญกลายเป็นเถ้าถ่านทันที ทว่าตัวท่านในยามนี้กลับแตกต่างออกไป ศิษย์พี่ครอบครองคุณลักษณะฝืนลิขิตฟ้าของ กายจิตวิญญาณน้ำแข็งเร้นลับ ทั่วร่าง พละกำลังและความแข็งแกร่งทนทานของสังขารร่างกายพุ่งทะยานสูงส่งจนสามารถนำไปเทียบเคียงกับพวกสัตว์อสูรระดับสูงได้สบายๆ ย่อมครอบครองความสามารถเพียงพอในการแบกรับแรงกระแทกโหมกระหน่ำของกระแสกลิ่นอายปราณชีพจรปฐพีได้อย่างไร้กังวล และขอเพียงขั้นตอนการสร้างรากฐานวิถีปฐพีบรรลุสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อย ขนาดพื้นที่ของจุดตันเถียนและทะเลปราณวิญญาณภายในท้องของท่าน ย่อมต้องขยายใหญ่โตและกว้างขวางกว่าขนาดพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญขอบเขตสร้างรากฐานธรรมดาสามัญทั่วไปหลายเท่าตัวนัก ยิ่งไปกว่านั้น กระแสพลังปราณวิญญาณภายในร่างกายก็จะทวีความบริสุทธิ์และหนาแน่นจนน่ากลัวยิ่งนักค่ะ"

นางเว้นจังหวะคำพูดไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากยกย่องและมอบคำประเมินค่าที่สูงส่งอย่างถึงที่สุดให้แก่เขา

"ด้วยพรสวรรค์ฝืนลิขิตฟ้าและโครงสร้างร่างกายของศิษย์พี่ในยามนี้ ขอเพียงสามารถก้าวเดินบนเส้นทางสายการสร้างรากฐานวิถีปฐพีได้สำเร็จ การจะควบแน่นก่อตัวเตาหลอมเม็ดพลังขยับตบะบารมีขึ้นสู่ขอบเขตแกนปราณทองคำในวันหน้า ย่อมเป็นเพียงแค่เรื่องของจังหวะเวลาเท่านั้นแหละค่ะ"

หลู่เซิ่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ นิ้วมือคอยเคาะลงบนพื้นโต๊ะหินเบาๆ เป็นจังหวะเนิบนาบในใจ

ขั้นรวบรวมปราณระดับ 11 กระแสกลิ่นอายปราณชีพจรปฐพี...

หนทางสายนี้ หากพิจารณาตามความเป็นจริง ยับนับว่าเป็นเส้นทางก้าวเดินที่มีความมั่นคงและมอบผลตอบแทนล้ำค่าที่จับต้องได้จริงสูงสุดสำหรับตัวเขาในยามนี้แล้ว

และพื้นที่เขตต้องห้ามบริเวณหลังเขาของมหาสำนักปี้ลั่วแห่งนั้น ก็ประจวบเหมาะเป็นสถานที่ตั้งของตาน้ำแห่งชีพจรปราณวิญญาณพอดิบพอดี อาศัยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและหน้าตาอิทธิพลของผู้เป็นอาจารย์อย่างอาจารย์เหยียนคอยหนุนหลัง การจะขอแลกรับสิทธิ์พิเศษเพื่อก้าวเท้าเข้าไปเปิดใช้งานขั้นตอนการสร้างรากฐานวิถีปฐพีภายในดินแดนแห่งนั้นในวันหน้า ย่อมไม่ใช่เรื่องราวที่ยากเย็นแสนเข็ญอะไรอยู่แล้ว

ทว่าจุดโฟกัสสมาธิความสนใจของหลู่เซิ่งในยามนี้ กลับไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เนื้อความของหนทางสายเมื่อครู่นี้

"เมื่อครู่นี้ เจ้าเอ่ยปากบอกกล่าวเอาไว้ ว่าแบ่งแยกออกเป็นสามระดับชั้นใหญ่ไม่ใช่รึ?" หลู่เซิ่งหยุดจังหวะนิ้วมือที่เคาะโต๊ะลง พลางเอ่ยปากถามไถ่เสียงเรียบ "แล้วระดับชั้นที่สามล่ะ... คือสิ่งใดกันแน่?"

เหยียนซูถิงถึงกับนิ่งอึ้งตาค้างไปชั่วครู่ด้วยความตื่นตะลึง

เดิมทีในใจของนางแอบคาดเดาเอาไว้ ว่าหลังจากหลู่เซิ่งได้รับฟังกฎเกณฑ์และอานุภาพความยิ่งใหญ่ของหนทางสายการสร้างรากฐานวิถีปฐพีจบสิ้นลง ในใจของเขาจำต้องเกิดความพึงพอใจและปิติยินดีขนาดยิ่งใหญ่แน่นอนอยู่แล้ว ยี่งอย่างไรเสีย ผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะก้าวเท้าเดินบนเส้นทางสายวิถีปฐพีได้สำเร็จ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งในหมู่ศิษย์สายในของสำนักปี้ลั่ว ย่อมมีจำนวนน้อยนิดจนสามารถใช้นิ้วมือนับจำนวนตัวคนได้ครบถ้วนสบายๆ ด้วยซ้ำ

นางขยับเรียวขาอันโปร่งบางแยกออกจากกันเล็กน้อย ฝ่าเท้าเนียนหมดจดที่สวมใส่ไว้ด้วยถุงเท้าผ้าไหมสีขาวนวลก้าวเท้าลงมาเหยียบย่ำลงบนผืนพรมหนังสัตว์บนพื้นดิน ปลายนิ้วเท้าเรียวสวยแอบออกแรงจิกเกาะกุมขนสัตว์อสูรเนื้อนุ่มเอาไว้เบาๆ ด้วยความประหม่า

"ระดับชั้นที่สามนั้น... ศิษย์พี่รับฟังไว้เป็นเพียงความรู้ประดับสมองขำๆ เถอะค่ะ อย่าได้เก็บเอาเรื่องราวข้อนี้มาใส่ใจระคายสมาธิและจริงจังกับมันเด็ดขาดเลยนะคะ"

ทว่าหลู่เซิ่งกลับไม่ได้เอ่ยปากคำใดตอบโต้ ทำเพียงแค่จับจ้องสายตาแน่วนิ่งไปที่ดวงตาสลวยของนางเงียบๆ

เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสายตาอันลึกล้ำยากแท้หยั่งถึงคู่นั้น ในใจของเหยียนซูถิงก็เริ่มเกิดอาการอึดอัดและหวั่นใจขึ้นมาอีกครา นางทำได้เพียงแค่กัดฟันฝืนทำใจดีสู้เสือเอ่ยปากบอกเล่าสืบต่ออย่างช่วยไม่ได้

"ระดับชั้นที่สามนั้น มีนามเรียกขานกันว่า การสร้างรากฐานวิถีสวรรค์ ค่ะ"

เหยียนซูถิงสูดหายใจเข้าลึก พลางเอ่ยถ้อยคำประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเคารพยำเกรงและความเทิดทูนอย่างถึงที่สุด

"ทั่วทั้งขอบเขตอาณาเขตดินแดนของภูมิภาคตะวันออกอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ฝึกตนคนใดสามารถก้าวเท้าบรรลุสำเร็จเสร็จสิ้นในหนทางสายการสร้างรากฐานวิถีสวรรค์ได้เลยแม้แต่คนเดียวค่ะ เรื่องราวข้อนี้มีเพียงแค่ตัวอักษรวิญญาณสลักจารึกเอาไว้ตามหน้ากระดาษคัมภีร์โบราณกาลยุคดึกดำบรรพ์เท่านั้นเองแหละค่ะ"

คำบอกเล่าข้อนี้ กระตุ้นความสนใจในใจของหลู่เซิ่งให้พุ่งทะยานขึ้นมาทันควัน "เงื่อนไขข้อบังคับเบื้องหลัง คือสิ่งใดกันแน่รึ?"

"เงื่อนไขข้อบังคับของมัน ช่างมีความโหดเหี้ยมและทารุณฝืนลิขิตฟ้าอย่างถึงที่สุดเลยค่ะ" เหยียนซูถิงเริ่มชูนัยน์ตานับจำนวนนิ้วมืออธิบายทีละข้อ "ประการแรก ระดับตบะบารมีของผู้ฝึกตนจำต้องดำเนินกระบวนการฝึกฝนจนพุ่งทะยานเข้าสู่ ขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับ 12 ขั้นมหาสำเร็จสมบูรณ์แบบ เท่านั้นค่ะ จำต้องบีบเค้นเคี่ยวกรำกระแสพลังในขอบเขตขั้นรวบรวมปราณให้ก้าวล้ำลึกไปจนถึงขีดจำกัดสูงสุดอันเด็ดขาดของจักรวาลฟ้าดิน จนกระทั่งหมดสิ้นหนทางไม่สามารถพัฒนาหรือรุดหน้าต่อไปได้อีกแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวแล้วค่ะ"

ขั้นรวบรวมปราณระดับ 12 ขั้นมหาสำเร็จสมบูรณ์แบบงั้นรึ...

หลู่เซิ่งเริ่มคำนวณตัวเลขและสถิติต่างๆ ภายในสมองทันที

อาศัยอานุภาพความลึกล้ำของเคล็ดวิชาเพลิงพรหม ผนวกเข้ากับการเกื้อหนุนเพิ่มความเร็วในการฝึกตนถึงสามเท่าที่เป็นอิสระแยกต่างหากจากคุณลักษณะพิเศษ "ความสำเร็จในวัยเยาว์" ยิ่งนับรวมเข้ากับฐานรากกายอันแข็งแกร่งของ กายจิตวิญญาณน้ำแข็งเร้นลับ การจะดึงดันฝึกปรือตบะบารมีให้พุ่งทะยานไปจนถึงระดับ 12 ย่อมเป็นเพียงแค่เรื่องของจังหวะเวลาเท่านั้น ขอเพียงตัวเขามีทรัพยากรโอสถจิตวิญญาณชั้นเลิศในมือให้กว้านกินประทังชีวิตอย่างเหลือเฟือพอ

"แล้วเงื่อนไขข้อที่สองล่ะ คือสิ่งใดงั้นรึ?"

"เงื่อนไขข้อที่สอง และยังถือเป็นด่านกั้นขอบเขตที่มีความยากเย็นแสนเข็ญและโหดเหี้ยมที่สุดในใต้หล้าด้วยค่ะ" น้ำเสียงของเหยียนซูถิงทวีความหนักแน่นและจริงจังยิ่งขึ้น "นั่นคือ... ผู้ฝึกตนจำต้องแอบไปเสาะแสวงหา จนได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากตัวตนของกฎเกณฑ์จักรวาลฟ้าดิน เจตจำนงแห่งฟ้าดิน ให้ได้สำเร็จค่ะ"

"ได้รับการยอมรับจากฟ้าดินงั้นรึ?..." หลู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่น

คำศัพท์คำนี้ มันช่างมีความหมายเลื่อนลอยและกว้างขวางเกินไปแล้ว

"ใช่ค่ะ" เหยียนซูถิงผงกศีรษะรับคำเบาๆ "ตามหน้ากระดาษคัมภีร์โบราณกาลจารึกบอกกล่าวเอาไว้ ว่าทั่วทั้งฟ้าดินผืนนี้แท้จริงแล้วล้วนครอบครองจิตวิญญาณและเจตจำนงในตัวมันเองทั้งสิ้น ยามที่ผู้ฝึกตนในขอบเขตขั้นรวบรวมปราณ สามารถสั่งสมรากฐานค้ำจุนชีวิตและพละกำลังภายในร่างกายให้แข็งแกร่งจนถึงระดับที่แจ่มชัดแจ่มแจ้งพอที่จะสั่นสะเทือนและสร้างความตื่นตะลึงให้แก่เจตจำนงแห่งวิถีสวรรค์ได้สำเร็จ ตัวตนของวิถีสวรรค์ย่อมจะส่งมอบด่านทดสอบและมหันตภัยสายฟ้าฝืนลิขิตฟ้าฟาดสาดซัดลงมาทลายร่างทันที และขอเพียงสามารถกัดฟันหยัดยืนทนทานต่อด่านทดสอบหายนะสายนั้นได้จนจบสิ้น ย่อมจะถือว่าได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากวิถีสวรรค์อย่างเป็นทางการค่ะ"

"และทันทีที่ขั้นตอนการสร้างรากฐานวิถีสวรรค์บรรลุสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อย ไม่เพียงแต่รากฐานค้ำจุนชีวิตขอบเขตสร้างรากฐานที่ได้รับมาจะมีความไร้ที่ติ ไร้ซึ่งร่องรอยจุดอ่อนข้อบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น จนส่งผลให้ตัวตนผู้นั้นกลายเป็นผู้ไร้พ่ายครอบครองพละกำลังไร้เทียมทานก้าวล้ำหน้ากว่าผู้ฝึกตนในระดับชั้นเดียวกันไปไกลลิบลับเท่านั้น ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดและล้ำค่าที่สุดที่จะได้รับตามมาคือ..."

เหยียนซูถิงแอบกลืนน้ำลายลงคอคำโตด้วยความตื่นเต้นระทึกอย่างถึงที่สุด

"ตัวตนของวิถีสวรรค์ ย่อมจะแผ่ซ่านประกายแสงสิทธิ์รัศมี ประทานมอบ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาแต่กำเนิด วิชาอิทธิฤทธิ์สายเลือดต้นกำเนิด ติดตัวมาให้ครอบครองหนึ่งแขนงค่ะ! และวิชาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แขนงนี้ ย่อมจะหลอมรวมจารึกสลักลึกเข้ากับเบื้องลึกดวงจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกตนคนนั้นโดยตรง คอยพำนักและอยู่เคียงข้างกายไปชั่วชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น มันยังครอบครองความสามารถฝืนลิขิตฟ้าในการเจริญเติบโต ยกระดับอานุภาพทำลายล้าง และวิวัฒนาการแปรเปลี่ยนสภาวะให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปได้เรื่อยๆ ตามระดับชั้นตบะบารมีของผู้ฝึกตนที่พุ่งสูงขึ้นในอนาคตอีกด้วยค่ะ!"

อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาแต่กำเนิดงั้นรึ...

หัวใจภายในอกของหลู่เซิ่งพุ่งกระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรงทันที

ต่อให้มวลหมู่เคล็ดวิชาคาถาหรือทักษะวิชาลับตัวตนต่างๆ ภายในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนจะมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงและยอดเยี่ยมไร้ที่ติปานใดก็ตามที ทว่ายามที่จะลงมือเปิดใช้งานในแต่ละครา ย่อมจำต้องเสียเวลาผสานมุทราตวัดนิ้วร่ายอักขระคาถา ทั้งยังจำต้องสิ้นเปลืองกระแสพลังปราณวิญญาณภายในร่างกายไปมหาศาลเสมอ

ทว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาแต่กำเนิดกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันคือสัญชาตญาณความสามารถเฉพาะตัวที่แฝงรากลึกอยู่ในสังขารและดวงจิตวิญญาณ เปรียบเสมือนกลไกการสูดดมหายใจเข้าออกตามธรรมชาติของมนุษย์—สามารถเรียกใช้งานแปรเปลี่ยนเป็นพลังทำลายล้างได้ในพริบตาโดยไม่ต้องเสียเวลาร่ายคาถา ครอบครองอานุภาพรุนแรงมหาศาลปานถล่มฟ้าทลายดิน ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นวิชาเฉพาะตัวที่มีหนึ่งเดียวในใต้หล้าไร้ผู้ใดสามารถลอกเลียนแบบได้เด็ดขาด

และวิชาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ประเภทที่สามารถเจริญเติบโตยกระดับอานุภาพขึ้นตามตัวคนได้อย่างไม่มีขีดจำกัดสูงสุดเช่นนี้ มูลค่าความล้ำค่าของมันย่อมเป็นสิ่งของวิเศษที่ไม่อาจนำทรัพย์สินเงินทองใดในใต้หล้ามาคำนวณเปรียบเทียบค่าได้เลยจริงๆ

เหยียนซูถิงส่ายหน้าเบาๆ พลางเริ่มดึงสติอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านให้กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง

"ศิษย์พี่ เรื่องราวข้อนี้มันช่างมีความเลื่อนลอยและไร้สาระเกินไปแล้วค่ะ ลำพังแค่ความยากเย็นแสนเข็ญด่านกั้นในการระเบิดพลังทะลายเข้าสู่ขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับ 12 ก็ยากหนาตาจนแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องราวประเด็น 'การได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากตัวตนของกฎเกณฑ์จักรวาลฟ้าดิน' ข้อนั้น ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดในใต้หล้าสามารถระบุขั้นตอนและวิธีการลงมือทำที่แจ่มชัดออกมาได้เลยแม้แต่คนเดียว ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์อันยาวนานนับหมื่นปีที่ผ่านมา มีสัตว์ประหลาดอัจฉริยะผู้ครอบครองพรสวรรค์เลิศล้ำฝืนลิขิตฟ้านับไม่ถ้วน ที่แอบมีความดื้อรั้นพยายามจะก้าวเท้าก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ ทว่าสุดท้าย จบลงด้วยการติดแหง็กจมปลักอยู่ตรงด่านกั้นขอบเขตระดับ 12 ไปจนสิ้นอายุขัยกลายเป็นผุยผงไปอย่างน่าอนาถ บ้างก็ถูกอานุภาพสายฟ้าทลายร่างของด่านทดสอบหายนะแห่งฟ้าดิน ฟาดสาดซัดบดขยี้ร่างกายจนแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเถ้าถ่านสูญสลายหายไปจากโลกใบนี้ในพริบตาค่ะ"

นางเอ่ยปากแนะกำชับตักเตือนด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเปี่ยมไปด้วยความหวังดีอย่างถึงที่สุด "ศิษย์พี่ ยามนี้ท่านครอบครองคุณลักษณะฝืนลิขิตฟ้าของ กายจิตวิญญาณน้ำแข็งเร้นลับ ทั่วร่างเรียบร้อยแล้ว การเลือกก้าวเท้าก้าวเดินบนเส้นทางสายการสร้างรากฐานวิถีปฐพี ย่อมถือเป็นเส้นทางหลวงสายหลักอันโอ่อ่าและกว้างขวางพอที่จะนำพาท่านทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้อย่างมั่นคงและสง่างามที่สุดแล้วค่ะ ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยแม้แต่น้อย ที่ท่านจะต้องเอาชีวิตอันล้ำค่าของตนเองไปเสี่ยงดวงวางเดิมพันกับเรื่องเล่าตำนานปรัมปราอันแสนเลื่อนลอยและไร้ซึ่งหลักฐานข้อเท็จจริงชิ้นนั้นหรอกค่ะ"

หลู่เซิ่งผงกศีรษะรับคำเบาๆ สีหน้าท่าทางยังคงรักษาความนิ่งสงบเรียบเฉยเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

"เจ้ากล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก เส้นทางสายการสร้างรากฐานวิถีปฐพี ก็นับว่าเป็นลู่ทางเลือกสรรที่ยอดเยี่ยมและวิเศษยิ่งแล้วล่ะ"

เหยียนซูถิงลอบผ่อนลมหายใจยาวออกมาคำโตด้วยความโล่งอกในที่สุด

ในใจของนางหวาดกลัวขนาดยิ่งนัก ว่าเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้จะครอบครองความทะนงตนและความดื้อรั้นที่สูงส่งเกินงาม จนกระทั่งริอ่านจะดึงดันก้าวเท้าไปพุ่งชนกับหนทางสายความตายวิถีสวรรค์สายนั้นเข้าจริงๆ

หลู่เซิ่งยกถ้วยชาปราณขึ้นมาจิบคำหนึ่งอย่างใจเย็น คอยคัดสรรกลไกควบคุมสติสะกดเก็บงำระลอกคลื่นความตื่นเต้นระทึกอันพลุ่งพล่านบ้าคลั่งภายในอกเอาไว้มิดชิด

ได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากฟ้าดินงั้นรึ...

สำหรับกลุ่มคนหรือผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในใต้หล้า เรื่องราวข้อนี้อาจเป็นเรื่องราวที่เป็นความลับเลื่อนลอยยากแท้จะหาวิธีการลงมือทำได้สำเร็จธรรมดา ทว่าสำหรับตัวเขา... บางทีมันอาจจะพอมีหนทางพลิกแพลงเล่นแร่แปรธาตุอยู่บ้างประการหนึ่งนะ

คุณลักษณะพิเศษระดับสีเขียวของระบบ—【กู้ยืม】—พลันผุดขึ้นมาเด่นชัดภายในห้วงสมองทันควัน

ในทุกๆ รอบจังหวะเวลารอบพันปี สามารถเปิดใช้งานระบบเพื่อทำสัญญายื่นเรื่องขอกู้ยืมทรัพยากรล้ำค่าที่มีขอบเขตจำกัด มาจากตัวตนของกฎเกณฑ์วิถีสวรรค์ เจตจำนงแห่งฟ้าดิน ได้หนึ่งครั้ง

ในคราล่าสุดที่เขาเปิดใช้งานฟังก์ชัน กู้ยืม ชิ้นนี้ ตัวเขาได้ยอมแบกรับความเสี่ยงยื่นเรื่องสลักยอมแลกเปลี่ยน ตัดทอนเอาโอกาสสิทธิ์ในการสุ่มจับคุณลักษณะพิเศษประจำปีถัดไปทิ้งก้าวหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนและกู้ยืมเอาจนสามารถยกระดับและแปรสภาพคุณภาพรากฐานปราณวิญญาณภายในร่างกายให้ก้าวล้ำหน้ามาเป็นรากฐานปราณระดับสูง สีเขียว ได้สำเร็จมาแล้วไม่ใช่หรือ

ซึ่งตัวตนคู่อภิสิทธิ์สัญญาข้อตกลงข้อแลกเปลี่ยนในคราวนั้น... ก็คือ "วิถีสวรรค์ เจตจำนงแห่งฟ้าดิน"

ในเมื่อตัวเขา ครอบครองความสามารถฝืนลิขิตฟ้าในการยื่นเรื่องขอกู้ยืมและเปลี่ยนสภาพรากฐานปราณวิญญาณมาจากตัวตนของวิถีสวรรค์ได้ตรงๆ แล้วเหตุใดกันเล่า ยามที่ตบะบารมีขยับขึ้นมาถึงจุดตัด ตัวเขาจะไม่มีปัญญาเปิดใช้งานระบบเพื่อยื่นข้อตกลงทำสัญญาขอกู้ยืมประเด็น "การได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากตัวตนของกฎเกณฑ์จักรวาลฟ้าดิน" ข้อนี้มาไว้ในกำมือตรงๆ บ้างล่ะ?

ตรรกะและเชิงกลไกวิธีคิดสายนี้ หากพิจารณาและคำนวณอยู่ภายใต้เงื่อนไขการขับเคลื่อนทำงานของระบบคุณลักษณะพิเศษ ย่อมถือเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้และสมเหตุสมผลแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มแน่นอน!

ทว่าประเด็นปัญหาประเด็นสำคัญในยามนี้คือ ทักษะคุณลักษณะพิเศษ กู้ยืม ชิ้นนี้ ยามนี้มันกำลังติดสถานะระยะเวลารอคอยการเปิดใช้งานรอบใหม่ คูลดาวน์ อยู่เนี่ยแหละ

เขาจำเป็นต้องอดทนเฝ้ารอคอยจังหวะเวลาสืบต่อ หรือไม่ก็ต้องคอยคาดหวังฝากชีวิตไว้กับโชคลาภวาสนาอันมหาศาลที่อาจจะระเบิดปะทุขึ้นมาในการสุ่มจับคุณลักษณะพิเศษประจำปีรอบถัดๆ ไป เพื่อให้ระบบสุ่มแจกคุณลักษณะพิเศษประเภท กู้ยืม หรือทักษะอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติสอดคล้องพอที่จะนำมาใช้สอยทดแทนกันได้ผุดขึ้นมาเสริมทัพแทน

หลู่เซิ่งจัดแจงดื่มน้ำชาปราณจนหมดสิ้นถ้วย

เรื่องราวประเภทนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถกระทำการลนลานหรือรีบร้อนคว้าชัยมาครองได้ในพริบตาหรอก

คำโบราณว่าไว้ ข้าวจำต้องกินทีละคำ เส้นทางจำต้องย่ำเดินทีละก้าว

ยามนี้ระดับตบะบารมีที่แท้จริงของเขา เพิ่งจะทะยานขึ้นมาถึงขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับ 7 เท่านั้น หนทางเบื้องหน้ากว่าจะก้าวไปถึงจุดตัดระดับ 12 ยังคงมีระยะห่างอีกไกลโขนัก

สิ่งที่สำคัญที่สุดและจำต้องลงมือจัดการในยามนี้ คือการตั้งหน้าตั้งตาปรับสมดุลและควบคุมระดับตบะบารมีของตนให้  มั่นคงราวภูผาหินเสียก่อน จากนั้นค่อยหาลู่ทางจัดแจงยื่นเรื่องเข้าทดสอบเพื่อตีตราจองสถานะเลื่อนขั้นขึ้นเป็นศิษย์สายในอย่างเป็นทางการซะ

ขอเพียงแปรสภาพกลายเป็นศิษย์สายในเรียบร้อย สิทธิ์อำนาจในการเข้าถึงข้อมูลและลู่ทางในการกว้านซื้อทรัพยากรล้ำค่านับหมื่นนับแสนชิ้นภายในสำนักย่อมต้องพุ่งสูงขึ้นขนานใหญ่ ถึงยามนั้นค่อยมาจัดแจงเตรียมความพร้อมเพื่อวางแผนพุ่งชนกระแทกทำลายด่านกั้นขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับ 11 หรือระดับ 12 ก็ยังไม่สายเกินแกง

"ศิษย์น้องหญิง" หลู่เซิ่งยันกายลุกขึ้นยืนตรงจากเก้าอี้

เหยียนซูถิงเองก็รีบกุลีกุจอหยัดยันกายลุกขึ้นยืนตามทันควัน ฝ่าเท้าที่สวมใส่ไว้ด้วยถุงเท้าผ้าไหมสีขาวนวลเหยียบย่ำลงบนผืนพรมหนังสัตว์ ร่างกายโปร่งบางหลังเหยียดตรงตระหง่านอย่างสำรวม

"ศิษย์พี่มีเรื่องราวสิ่งใดจะสั่งการหรือคะ?"

"ในช่วงสองสามวันต่อจากนี้ เจ้าจงกบดานตั้งหน้าตั้งตาพำนักอยู่แต่ภายในลานบ้านแห่งนี้เสียเถอะ คอยทำความคุ้นเคยและเรียนรู้วิธีการควบคุมกลไกของมวลหมู่ค่ายกลป้องกันภัยรอบเรือน รวมถึงคอยช่วยจัดแจงดูแลความเรียบร้อยของเรื่องราวเบ็ดเตล็ดภายในบ้านให้ดี" หลู่เซิ่งเอ่ยปากสั่งการเสียงเรียบ "ตัวข้ากำลังเตรียมตัวจะก้าวเท้าเข้าสู่ห้องฝึกตนเพื่อเก็บตัวปรับสมดุลตบะบารมีชั่วระยะเวลาหนึ่ง และหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเก็บตัวไปเรียบร้อย ข้ามีกำหนดการจะเดินทางไปยื่นเรื่องขอเข้ารับการทดสอบเพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในทันที"

เหยียนซูถิงผงกศีรษะรับคำสั่งอย่างว่าง่าย "ศิษย์พี่โปรดตั้งใจเก็บตัวฝึกตนให้สบายใจเถอะค่ะ เรื่องราวความเรียบร้อยและเหตุการณ์ภายนอกทั้งหมด ข้าจะคอยรับหน้าที่จัดแจงและดูแลความสงบเรียบร้อยให้เองค่ะ"

หลู่เซิ่งหมุนตัวก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าตรงไปยังประตูห้องฝึกตนส่วนตัว

ทว่าในระหว่างทางก้าวเดินไปได้ครึ่งหนึ่ง เขากลับชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน พลางหันหน้ากลับมาปรายสายตามองจับจ้องที่ร่างของเหยียนซูถิงอีกครา

ยามนี้เหยียนซูถิงกำลังโน้มกายก้มตัวลงต่ำ เพื่อยื่นมือไปหยิบยกเอารองเท้ายุทธ์ทั้งสองข้างที่ถอดวางทิ้งไว้บนพื้นดินขึ้นมาถือไว้ และเมื่อมองจากมุมมองและทิศทางทอดสายตาของหลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ตรงนี้ ประจวบเหมาะเป็นมุมสายตาที่สามารถมองเห็นเส้นสายสัดส่วนส่วนโค้งเว้าอันอวบอัดและตึงแน่นของสะโพกคู่งามรวมถึงช่วงเอวที่กิ่วบางทว่าคอดได้รูปของนางได้อย่างเต็มตาพอดิบพอดี

"จริงด้วย ศิษย์น้องหญิง"

ท่วงท่าการก้มหยิบของของเหยียนซูถิงถึงกับชะงักค้างไปทันควัน นางรีบเอียงใบหน้าหมดจดหันกลับมามองสบสายตา

"ในวันหน้า ยามที่เจ้าจำต้องพำนักอยู่แต่ภายในเรือนพักคฤหาสน์หลังนี้ ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องฝืนสวมใส่พวกเสื้อผ้าชุดยุทธ์ที่รัดกุมแน่นหนาจนบีบรัดเนื้อหนังร่างกายถึงขนาดนี้หรอกนะ" หลู่เซิ่งเอ่ยปากบอกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบราบเรียบ "ขยับผลัดเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบายและผ่อนคลายร่างกายลงบ้างเถอะ"

สิ้นคำพูด ประโยคนั้น ชายหนุ่มก็ผลักบานประตูห้องฝึกตนพลางก้าวเท้าเดินหายเข้าสู่ด้านในทันที

หลงเหลือเพียงแค่เหยียนซูถิงที่ยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ยามนี้ ระลอกคลื่นสีแดงระเรื่ออันร้อนรุ่มพุ่งทะยานขึ้นมาปกคลุมทั่วทั้งแผงแก้มเนียนและใบหูทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วจนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวผลตำลึงสุกทีเดียว

นางก้มศีรษะลงกวาดสายตามองดูชุดยุทธ์รัดกุมที่สวมใส่แนบเนื้ออยู่บนร่างของตนเองคราหนึ่ง พลางขบเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะแอบหลุดพึมพำเสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาในลำคอคำโตด้วยความขัดเขินระคนมันเขี้ยว

"เจ้าเด็กแก่แดดเอ๊ย..."

จบบทที่ ตอนที่ 58: ขอบเขตสร้างรากฐานสามระดับชั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว