เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - มารปีศาจปรากฏกาย

บทที่ 13 - มารปีศาจปรากฏกาย

บทที่ 13 - มารปีศาจปรากฏกาย


บทที่ 13 - มารปีศาจปรากฏกาย

เมื่อเผชิญกับคำถามของหัวหน้าสาว หลี่หนานเคอกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจิบน้ำชา ท่าทางเหมือนคนใจลอยไปถึงไหนต่อไหน

“หลี่หนานเคอ?”

เหลิ่งซินหนานขึ้นเสียงสูงขึ้นอีกนิด

จนทำให้หลินเจี่ยวเยว่หันมาสนใจด้วย

ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้อง เขาก็เอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา นางจึงนึกว่าเป็นแค่ลูกน้องคนหนึ่งของเหลิ่งซินหนานเลยไม่ได้สนใจอะไร

แต่พอได้พิจารณารูปร่างหน้าตาของเขาอย่างละเอียด นางก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยแฮะ?

จะมองหาพระแสงอะไรเล่า! หลี่หนานเคอสบถในใจเมื่อถูกเรียกชื่อ เขาเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วตอบว่า “ข้าน้อยไม่มีความเห็นอะไรขอรับ แล้วแต่ใต้เท้าจะสั่งการเลยขอรับ”

พูดจบ เขาก็เบือนหน้ามองออกไปนอกห้องโถง

มีเด็กสาวสองคนยืนอยู่ด้านนอก

ทั้งรูปร่าง หน้าตา หรือแม้กระทั่งสีผิว ล้วนไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ราวกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกัน

ฝาแฝดชัดๆ

แม้หน้าตาอาจจะไม่งดงามเท่าเหลิ่งซินหนาน แต่ก็ถือว่าสวยน่ารักทีเดียว

พวกนางก็คือสองพี่น้องไฉ่อวิ๋นและไฉ่เยว่ ที่เหลิ่งซินหนานส่งมาคุ้มกันหลินเจี่ยวเยว่นั่นเอง

“ไม่มีความเห็นงั้นหรือ?”

เมื่อเจอท่าทีไม่แยแสของชายหนุ่ม เหลิ่งซินหนานก็หรี่ดวงตาหงส์คู่งามลง

แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากหัวหน้าสาวทำให้ชายหนุ่มต้องปรับท่าทีเสียใหม่ เขาหันไปถามหลินเจี่ยวเยว่ “คุณหนูหลิน ตอนที่เฮ่อชิ่งอวี้ตามตอแยท่าน พี่น้องสองคนนั้นมีท่าทีอย่างไรบ้างขอรับ”

เด็กสาวไม่ตอบคำถามนั้น

แต่กลับเอาแต่จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของหลี่หนานเคอตาไม่กะพริบ

ราวกับตกอยู่ในภวังค์ก็ไม่ปาน

“อะแฮ่ม...”

เศรษฐีหลินเห็นลูกสาวเป็นแบบนั้น ก็นึกว่านางกำลังหลงเสน่ห์ผู้ชายเข้าให้แล้ว รู้สึกเสียหน้าจนต้องแกล้งกระแอมไอเตือน

แต่เด็กสาวก็ยังคงนิ่งเงียบ เอาแต่จ้องมองหลี่หนานเคอตาไม่กะพริบ

เถี่ยนิวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับอิจฉาตาร้อน

หมายความว่ายังไงวะ หน้าตาอย่างข้าก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่นะเว้ย ทำไมยัยหนูนี่ไม่เห็นมามองข้าตาเยิ้มแบบนี้บ้างล่ะ?

ตาไม่ถึงเอาซะเลย!

“เยว่เอ๋อร์ ไม่ได้ยินที่ใต้เท้าถามหรือไง?”

เศรษฐีหลินหน้าคล้ำลง ยกเสียงให้ดังขึ้น พลางคิดในใจว่าวันนี้ลูกสาวเป็นอะไรไป ปกติไม่เคยเสียกิริยาขนาดนี้นี่นา

หรือว่าไอ้หน้าจืดนี่จะมีมนตร์เสน่ห์อะไร?

ในที่สุดหลินเจี่ยวเยว่ก็ดึงสติกลับมาได้ แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่หลี่หนานเคอ “ข้าเคยเห็นหน้าท่านมาก่อนหรือเปล่า?”

หลี่หนานเคอทำสีหน้าปกติ แล้วยิ้มตอบ “อาจจะเคยเห็นก็ไดขอรับ ข้าน้อยเป็นอู่จั้วของที่ทำการอำเภอตงฉี เคยติดตามท่านนายอำเภอมาที่นี่ครั้งหนึ่ง คุณหนูอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาก็เป็นได้ขอรับ”

“อู่จั้ว...”

เด็กสาวยังคงทำหน้างงๆ

ไม่รู้ทำไม นางถึงรู้สึกเหมือนมีเยื่อบางๆ กั้นความทรงจำของนางเอาไว้ เหมือนคำตอบอยู่แค่เอื้อม แต่ก็คว้ามาไม่ได้สักที

“ข้าเชื่อว่าคนตาถึงอย่างคุณหนูหลิน คงไม่ลดตัวลงไปคบค้าสมาคมกับเฮ่อชิ่งอวี้หรอกขอรับ”

หลี่หนานเคอดึงเรื่องกลับมาเข้าประเด็น “เรื่องที่เขาตามตอแยท่านก็พอจะเข้าใจได้อยู่ เพราะคุณหนูหลินงดงามปานนี้ ผู้ชายคนไหนเห็นก็ต้องหวั่นไหวเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่ข้าอยากรู้ก็คือ ว่านอิ๋งอิ๋งกับเหวินจิ่นเอ๋อร์มีปฏิกิริยายังไงตอนที่เห็นเฮ่อชิ่งอวี้ตามตอแยท่าน”

คำชมของชายหนุ่มทำให้ความโกรธที่สะสมมาของหลินเจี่ยวเยว่ลดลงไปได้มาก

นางเบะปากเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรนี่นา อิ๋งอิ๋งก็รู้ว่าข้าไม่ได้ชอบเขา นางก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไร จิ่นเอ๋อร์ก็เหมือนกัน”

“ในวันที่สี่เดือนแปด ทำไมพวกท่านถึงพากันไปไหว้พระขอพรที่วัดหลีเฉินหรือขอรับ?”

หลี่หนานเคอถามต่อ

“จู่ๆ อิ๋งอิ๋งก็บ่นว่าอยากไป พวกเราก็เลยพานางไปน่ะ” เด็กสาวเล่าต่อ “หลังจากนั้นนางก็บ่นอยากจะไปเดินเล่นแก้เบื่อที่เขาชุ่ยหง พวกเราก็เลยไปกัน ใครจะไปรู้ว่า...”

ขอบตาของเด็กสาวเริ่มแดงก่ำจนพูดต่อไม่ไหว หยาดน้ำตาที่คลอเบ้าเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย

“พวกเราสืบมาแล้ว เป็นความจริงตามนั้น”

กัวกังที่นั่งอยู่รั้งท้ายพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จากคำให้การของพ่อว่านอิ๋งอิ๋ง เขาบอกว่าในวันที่สามเดือนแปด ว่านอิ๋งอิ๋งก็บ่นว่าอยากไปไหว้พระที่วัดหลีเฉิน พอวันที่สี่นางก็ชวนคุณหนูหลินกับเหวินจิ่นเอ๋อร์ไปเป็นเพื่อน”

“นอกจากนี้ เรายังไปสอบถามพระที่วัดหลีเฉินมาแล้วด้วย พวกเขาต่างก็ยืนยันว่า ได้ยินว่านอิ๋งอิ๋งชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวต่อที่เขาชุ่ยหงจริงๆ”

หลี่หนานเคอใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ อย่างลืมตัว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปถามหลินเจี่ยวเยว่อีกครั้ง “สรุปก็คือ ท่านก็ไม่รู้เหมือนกันใช่ไหมว่าทำไมว่านอิ๋งอิ๋งถึงอยากไปไหว้พระ?”

“ไม่รู้สิ” เด็กสาวส่ายหน้า

“ตอนนั้นนางมีอารมณ์ยังไงบ้าง มีท่าทีอะไรแปลกๆ ไหม?”

หลินเจี่ยวเยว่นึกย้อนไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ตอนนั้นนางดูอารมณ์ดีมากเลยนะ ไม่ได้มีท่าทีแปลกๆ อะไรเลย ถ้าไม่เชื่อ ท่านลองไปถามพ่อของนางดูก็ได้”

มาถึงตรงนี้ คดีก็มืดแปดด้านไปหมด

ทำได้แค่เอาเบาะแสที่มีอยู่มาปะติดปะต่อกันคร่าวๆ

ว่านอิ๋งอิ๋งชอบเฮ่อชิ่งอวี้ แต่เฮ่อชิ่งอวี้ดันมาหลงรักหลินเจี่ยวเยว่ ส่วนเหวินจิ่นเอ๋อร์ก็อาจจะแอบชอบเฮ่อชิ่งอวี้อยู่เงียบๆ...

เพื่อนสนิทสามคนกับผู้ชายหนึ่งคน รักสี่เส้าชัดๆ

ถ้าบอกว่าไม่มีใครคิดอะไรลึกซึ้งเลย ก็คงมีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่เชื่อ

วันที่สี่เดือนแปด ว่านอิ๋งอิ๋งชวนเพื่อนไปไหว้พระ แล้วก็ดึงดันจะไปเดินเล่นต่อที่เขาชุ่ยหง จนสุดท้ายก็พากันไปเจอกับมารปีศาจ

ผลก็คือ เหวินจิ่นเอ๋อร์ตาย ว่านอิ๋งอิ๋งเป็นอัมพาต

ส่วนหลินเจี่ยวเยว่ก็ได้รับบาดเจ็บ

คืนนั้น เฮ่อชิ่งอวี้ปีนกำแพงแอบเข้าไปในจวนตระกูลหลินเพื่อหวังจะไปเยี่ยมไข้ แต่กลับถูกคนรับใช้จับได้และไล่ตะเพิดออกมา

ด้วยความที่กำลังหงุดหงิด เขาตั้งใจจะไปดื่มเหล้าย้อมใจที่หอไป๋อวิ๋น แต่กลับหายตัวไประหว่างทาง และไปตายอยู่ในบ้านของตัวเอง

แถมยังถูกจัดฉากอำพรางคดีให้ดูเหมือนว่าตายเพราะสูดดมควันพิษอีก

ฆาตกรคือใคร? ฆ่าเขาทำไม? แล้วทำไมต้องเลือกลงมือในเวลาเช่นนั้น?

เรื่องพวกนี้มันน่าสงสัยไปหมด

ถ้าเรื่องมันจบแค่นี้ ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก แต่มันกลับมีเรื่องชวนปวดหัวตามมาอีก

หลังจากนั้นสองวัน ในวันที่เจ็ดเดือนแปด เฮ่อชิ่งอวี้ก็ดันฟื้นคืนชีพกลับมาในฐานะ ‘คนจากสุสาน’

ตามกฎเกณฑ์ของคนจากสุสาน คนที่ตายแล้วฟื้นจะจำตอนที่ตัวเองตายไม่ได้ จะจำได้แค่รางๆ ว่าก่อนตายกำลังทำอะไรอยู่เท่านั้น

เฮ่อชิ่งอวี้ที่กลายเป็นคนจากสุสานก็เลยไปดื่มเหล้าที่หอไป๋อวิ๋นตามปกติ

แต่หลังจากดื่มเหล้าเสร็จ เขากลับหายตัวไปอีกครั้ง

ต่อมาในคืนวันรุ่งขึ้น ว่านอิ๋งอิ๋งที่นอนเป็นผักอยู่บนเตียงก็เผลอหลุดเข้าไปในความฝันพิรุณโลหิต จนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด

จากนั้น หลินเจี่ยวเยว่ก็โดนวางยาพิรุณโลหิตเข้าให้อีก

ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่หนานเคอลงมือช่วยไว้ ป่านนี้ยัยหนูนี่ก็คงไปเฝ้ายมบาลแล้วเหมือนกัน

“คุณหนูหลิน ข้ามีคำถามอีกข้อหนึ่ง” หลี่หนานเคอจ้องหน้าเด็กสาวเขม็ง “โดยทั่วไปแล้ว การที่จะถูกปีศาจฝันร้ายเล่นงานได้ ก็แสดงว่าคนคนนั้นต้องมีมารในใจอยู่ ข้าอยากรู้ว่า มารในใจของท่านคืออะไรหรือขอรับ?”

คนอื่นๆ ในห้องก็หันมามองนางด้วยความอยากรู้เช่นกัน

แม้แต่เศรษฐีหลินผู้เป็นพ่อก็ยังมีสีหน้าสงสัย

ลูกสาวที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ใช้ชีวิตสุขสบายมาตั้งแต่เด็ก จะไปมีมารในใจอะไรได้ล่ะ

“ถ้าท่านต้องเห็นเพื่อนรักตายไปต่อหน้าต่อตา ถ้าท่านถูกมารปีศาจไล่ฆ่า ถ้าท่านต้องกระโดดหน้าผาหนีตาย... ท่านจะไม่กลัว ไม่ฝันร้ายบ้างเลยเหรอ?”

เด็กสาวย้อนถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มอารมณ์เอาไว้

คำตอบนี้ก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี

คนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มองนางด้วยสายตาสงสารจับใจ

อายุยังน้อยแท้ๆ กลับต้องมาเจอเรื่องน่ากลัวแบบนี้ การที่นางยังมายืนตอบคำถามพวกนี้ได้ ก็ถือว่าใจสู้มากแล้ว

แต่หลี่หนานเคอกลับรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล

เขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น แต่สรุปก็คือรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย

เหมือนกับว่าคำตอบของนางมัน ‘ไหลลื่น’ เกินไปหน่อย

ราวกับว่านางรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะถามอะไร เลยเตรียมคำตอบไว้รอท่าแล้วยังไงยังงั้น

ในขณะที่หลี่หนานเคอกำลังจะอ้าปากถามต่อ จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นขึ้นมา

เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายบรรยากาศตึงเครียดในห้องโถงจนแตกกระเจิง ทุกคนต่างสะดุ้งตกใจ

“มาจากหลังบ้าน!”

เศรษฐีหลินโพล่งออกมาด้วยความตกใจ

สิ้นเสียงของเขา ร่างอรชรในชุดดำก็พุ่งพรวดออกไปนอกห้องโถงอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือเหลิ่งซินหนานนั่นเอง

กัวกังกับเถี่ยนิวก็รีบวิ่งตามออกไปติดๆ

เมื่อวิ่งออกไปถึงหน้าห้องโถง เหลิ่งซินหนานก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับมาสั่งสองพี่น้องไฉ่อวิ๋นไฉ่เยว่ “พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ห้ามไปไหนเด็ดขาด คุ้มกันพวกเขาไว้ให้ดี!”

“เจ้าค่ะ”

สองพี่น้องรับคำพร้อมกัน

ตอนแรกหลี่หนานเคอก็ตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนพวกนาง แต่พอเห็นเถี่ยนิววิ่งนำหน้าไปแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นมันก็ห้ามไม่ไหว เลยตัดสินใจวิ่งตามไปดูด้วยคน

เมื่อไปถึงสวนหลังบ้าน ก็เห็นพวกสาวใช้และคนรับใช้กำลังวิ่งหนีแตกกระเจิง ร้องกันระงมไปหมด

มีรอยเลือดลากเป็นทางยาวอยู่ที่ทางเดิน

โคมไฟหินที่ตั้งอยู่สองข้างทางแตกกระจายเกลื่อนกลาด

ยังไม่ทันที่เหลิ่งซินหนานและพรรคพวกจะตั้งตัว ร่างของใครบางคนก็ลอยละลิ่วมาเหมือนกระสอบทราย กระแทกเข้ากับกำแพงบ้านเข้าอย่างจัง

เป็นคนรับใช้คนหนึ่งนั่นเอง

โชคดีที่หมอนั่นยังไม่ตาย ยังพอส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดออกมาได้

ส่วนที่กลางลานบ้าน มีตัวประหลาดสูงกว่าสองเมตรยืนตระหง่านอยู่

มันมีรูปร่างใหญ่โตกำยำ กล้ามเนื้อแขนขาปูดโปน เส้นเลือดดำปูดนูนขึ้นมาบนผิวหนัง ราวกับว่ามีพลังงานมหาศาลพร้อมจะระเบิดออกมาจากร่างได้ทุกเมื่อ

มันไม่มีผม แต่ก็ไม่ได้หัวล้านซะทีเดียว เพราะบนหัวมีอะไรบางอย่างคล้ายๆ มอสขึ้นอยู่เต็มไปหมด

กำปั้นทั้งสองข้างใหญ่โตเทียมหม้อแกง

ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวจนดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร ดวงตาสีแดงก่ำปูดโปนเหมือนลูกตาจระเข้ แผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างน่ากลัว

“มารปีศาจนี่นา!”

กัวกังร้องลั่นด้วยความตกใจ

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่หนานเคอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ถอยไปหลบอยู่หลังคนอื่นๆ อย่างแนบเนียน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 13 - มารปีศาจปรากฏกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว