- หน้าแรก
- ว่างงานอย่างหมา กลับบ้านอย่างพญา เพราะระบบกาวจัด
- บทที่ 61 พวกเธอไปรู้จักกันได้ยังไง
บทที่ 61 พวกเธอไปรู้จักกันได้ยังไง
บทที่ 61 พวกเธอไปรู้จักกันได้ยังไง
บทที่ 61 พวกเธอไปรู้จักกันได้ยังไง
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ หวังเจาเจาพาเสี่ยวลวี่กับเสี่ยวหลันมาที่หมู่บ้านแกแล็กซี่เบย์
เด็กสาวทั้งสามคนอาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเผลอ แอบย่องหลุดรอดเข้าไปในเขตพื้นที่พักอาศัยสุดหรูได้อย่างแนบเนียน
เมื่อเสี่ยวลวี่และเสี่ยวหลันได้มาเห็นวิลล่าของจริงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งดูหรูหราอลังการราวกับปราสาทในเทพนิยาย พวกเธอก็ทั้งตื่นเต้นและประหม่าจนทำตัวไม่ถูก
“ที่นี่น่ะเหรอแกแล็กซี่เบย์ คงจะเป็นหมู่บ้านวิลล่าที่หรูหราที่สุดในแถบนี้แล้วมั้ง พี่ชายของพวกเรานี่รวยล้นฟ้าจริงๆ!”
“ถ้าฉันได้อยู่ที่นี่นะ ฉันจะหมกตัวอยู่แต่ในบ้านทั้งวัน ไม่ยอมออกไปไหนเลยคอยดู”
หวังเจาเจาผู้ซึ่งเคยผ่านการเห็นโลกกว้างมาแล้ว แสร้งทำทีเป็นสงบนิ่งเยือกเย็น “มันก็ไม่ได้แพงอะไรขนาดนั้นหรอก แค่ประมาณสองล้านเองมั้ง เงินแค่นั้นพี่เขาเอาไปซื้อรถหรูๆ มาจอดทิ้งไว้ที่นี่ได้อีกคันสบายๆ”
ถึงแม้วิลล่าหลังนี้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลยแม้แต่น้อย แต่เวลาที่พูดถึงเรื่องนี้ เธอกลับทำท่าทางราวกับว่ามันเป็นสมบัติของตัวเองซะอย่างนั้น
ข้าวของอาจจะเป็นของคนอื่น แต่เส้นสายการรู้จักคนรวยนั้นเป็นของเธอต่างหากล่ะ
เธอพาเพื่อนสาวทั้งสองเดินเลี้ยวซ้ายทีขวาที พลางสอดส่องสายตาไปรอบๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าวิลล่าหมายเลขแปด
“พี่เจาเจา พี่โจวจืออาศัยอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ”
“ใช่ พี่เขาบอกว่าพ่อกับแม่ไม่อยากอยู่ด้วย พอหมดช่วงเทศกาลปีใหม่ก็เลยย้ายออกไปแล้วน่ะ” หวังเจาเจาอธิบาย
“บ้านออกจะน่าอยู่ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีใครอยากอยู่ล่ะเนี่ย” เสี่ยวลวี่เกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ
“พวกเธอจะไปรู้อะไร พอคนเรามีเงินมากพอ ทัศนคติและมุมมองความคิดมันก็จะเปลี่ยนไป ทีนี้ก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองแล้วล่ะ” หวังเจาเจาพูดด้วยน้ำเสียงผู้ใหญ่ผ่านโลก
“ก็เหมือนพวกเราไง พวกเราก็ชอบทำอะไรตามใจตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ” เสี่ยวหลันพูดพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
หวังเจาเจาพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้านับกันที่ระดับจิตวิญญาณแล้วล่ะก็ พวกเราก็ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับพวกเศรษฐีนั่นแหละ”
สามสาวแก๊งหัวสีเดินคุยจ้อเจื้อยแจ้วพลางผลักประตูวิลล่าเข้าไป
แต่พอประตูเปิดออกเท่านั้นแหละ ให้ตายเถอะ โจวเซี่ยและหยางซือซือถึงกับผงะเมื่อเห็นสาวซ่าสามคนในสภาพผมสีแดง เขียว และน้ำเงินโผล่พรวดเข้ามา ส่วนแก๊งสามสาวหัวสีเองก็ยืนจ้องมองเด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง และข้างๆ เธอก็ยังมีหญิงสาวที่สวยสะพรั่งยิ่งกว่ายืนอยู่ด้วย
ทั้งสองฝ่ายต่างยืนนิ่งอึ้งเป็นหิน ประสานสายตากันไปมา
หวังเจาเจาเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้ “ที่นี่วิลล่าหมายเลขแปดใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ พวกคุณมาหาใครคะ” โจวเซี่ยลุกขึ้นยืนจากโซฟา
หวังเจาเจาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วถามกลับ “แล้วเธอเป็นอะไรกับพี่โจวจือล่ะ”
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น งานนี้ต้องข่มขวัญโชว์ความเหนือกว่าไว้ก่อน
โจวเซี่ยมองสำรวจหวังเจาเจาตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางแอบคิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาสะสวยมากเลยนะ แต่ไอ้ผมสีแดงแปร๊ดนี่มันอธิบายไม่ถูกจริงๆ จากนั้นเธอจึงตอบไปตามตรง “ฉันเป็นน้องสาวของโจวจือค่ะ”
“เธอเป็นน้องสาวของพี่โจวจือเหมือนกันเหรอ” เสี่ยวลวี่ยื่นหน้าชะโงกเข้ามา “พวกเราก็เป็นน้องสาวเหมือนกันนะ”
หวังเจาเจายกมือขึ้นเขกหัวเสี่ยวลวี่ดังโป๊ก “ยัยบ๊องเอ๊ย นี่มันน้องสาวสายเลือดเดียวกันแท้ๆ”
ทันใดนั้น ท่าทีแข็งกร้าวของหวังเจาเจาเมื่อครู่ก็มลายหายไปในพริบตา เธอรีบเปลี่ยนท่าทีแล้วฉีกยิ้มกว้าง “พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานของพี่โจวจือน่ะ”
คนที่เคยเจอกันต่อหน้าก็ถือว่าเป็นเพื่อน ส่วนคนที่เคยร่วมดื่มสุรากันมาก็ถือว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบาน
สำหรับคนในยุทธภพแล้ว ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหนหรือทำงานอะไร พวกเขาก็นับถือกันเป็นพี่เป็นน้องทั้งนั้นแหละ
โจวเซี่ยถึงกับยืนอึ้งกับการแนะนำตัวสไตล์นักเลงของหวังเจาเจา เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มหลายคนเอาแต่พ่นคำว่าพี่น้องร่วมสาบานออกมาหน้าตาเฉย
เธออดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมาบางๆ
“ดูสิ น้องสาวคนนี้ท่าทางใจดีนะ พอเห็นพวกเราเธอก็ยิ้มต้อนรับเลย”
หวังเจาเจาพูดด้วยท่าทางสบายๆ “ในเมื่อรู้จักกันแล้ว ต่อไปนี้พวกเราก็เป็นพี่น้องกันนะ”
จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปหาหยางซือซือ จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้อยากเห็น พลางแอบคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้สวยชะมัด สวยจนแทบหยุดหายใจเลย
ทางด้านหยางซือซือก็แอบประเมินอยู่ในใจเช่นกัน คนพวกนี้คือเพื่อนของโจวจือเหรอ โจวจือไปรู้จักเพื่อนสไตล์นี้ได้ยังไงกันเนี่ย หรือว่าเขาจะชอบผู้หญิงที่มีบุคลิกโดดเด่นจัดจ้านแบบนี้
หรือว่าฉันควรจะไปย้อมสีผมบ้างดีนะ
หวังเจาเจาเอ่ยถามขึ้น “แล้วคุณคนนี้คือใครล่ะคะ”
“ฉันเป็นเพื่อนร่วมบ้านของโจวจือค่ะ”
ทีแรกหยางซือซือกะจะบอกว่าเป็นเจ้าของบ้าน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าบ้านหลังนี้ขายให้โจวจือไปแล้ว ถึงแม้ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ในนามแล้วมันก็ถือเป็นทรัพย์สินของโจวจือ ส่วนตัวเธอในตอนนี้ก็มีสถานะเป็นแค่ผู้เช่า เธอจึงรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่
“ฉันเป็นผู้เช่าค่ะ แค่มาพักอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้นเอง”
หวังเจาเจาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าผู้หญิงที่สวยสะกดสายตาขนาดนี้จะเป็นแค่ผู้เช่าธรรมดาๆ
ขนาดคนอย่างเธอ โจวจือยังทนแรงยั่วหยวนได้ไม่ถึงสามยกเลย แล้วประสาอะไรกับสาวสวยหยาดเยิ้มระดับนี้ มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ
ไม่มีทางเสียล่ะ!
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอก เธอไม่ถือสาเลยสักนิดที่จะต้องเป็นบ้านเล็กบ้านน้อย ต่อให้เป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนเธอก็รับได้
กลยุทธ์หลักของเธอคือการเปิดเกมรุกและไม่เน้นตั้งรับ เธอสามารถถักหมวกสีเขียวสวมให้ศัตรูได้ แต่คนอื่นห้ามมาทำแบบนี้กับเธอเด็ดขาด
พอคิดได้แบบนี้ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าผู้หญิงพวกนี้ และอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
“พี่สาวคะ พี่สวยจังเลยค่ะ”
หยางซือซือตอบกลับด้วยความเขินอาย “ไม่หรอกค่ะ พวกคุณเองก็น่ารักมากๆ เหมือนกัน”
เมื่อเห็นหวังเจาเจาเปิดฉากทักทาย เสี่ยวลวี่และเสี่ยวหลันก็รีบเดินเข้ามาทักทายบ้าง “สวัสดีค่ะพี่สาว”
หวังเจาเจาจัดการแนะนำตัวสมาชิก “ฉันชื่อหวังเจาเจา ส่วนนี่หลี่หนาน แล้วก็นี่ซุนเฉียว หรือจะเรียกพวกเธอว่าเสี่ยวลวี่กับเสี่ยวหลันก็ได้นะคะ”
“สวัสดีจ้ะ” โจวเซี่ยและหยางซือซือเอ่ยทักทายตอบพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งสองคนไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการรับมือกับคนนอกสักเท่าไหร่ ถึงแม้ที่นี่จะเป็นถิ่นของพวกเธอ แต่ท่าทางที่ดูมั่นใจและเป็นกันเองจนเกินพอดีของหวังเจาเจา กลับทำให้พวกเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแขกเสียเอง
ในจังหวะนั้นเอง ถวนถวนก็ชะโงกหน้าออกมาจากหลังโซฟาแล้วพูดขึ้นเสียงใส “หนูชื่อถวนถวนค่ะ”
แก๊งสามสาวเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยซ่อนอยู่หลังโซฟา พวกเธอถึงกับร้องอุทานออกมาด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นหน้าเด็กน้อย
“ว้าว น่ารักจังเลยลูก”
“ขอหยิกแก้มทีนึงได้ไหมเนี่ย”
หยางซือซือยิ้มอ่อนโยน “นี่ลูกสาวฉันเองค่ะ”
หวังเจาเจาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าหยางซือซือจะมีลูกติด เธอแอบก่นด่าโจวจือในใจว่าไอ้หมอนี่มันช่างมักมากในกามเสียจริงๆ กินเรียบไม่เลือกหน้าเลยนะ
“เรียกพี่สาวสิจ๊ะ” เธอหันไปพูดกับถวนถวน
“พี่สาวคะ” ถวนถวนเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ดวงตากลมโตจ้องมองไปที่รอยสักบนตัวของทั้งสามคน “ทำไมบนตัวพี่สาวถึงมีดอกไม้บานอยู่ด้วยล่ะคะ”
“อันนี้เขาเรียกว่ารอยสักจ้ะ” หวังเจาเจาอธิบาย แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามันอาจจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับเด็ก เธอจึงรีบเสริมทันที “หนูห้ามไปสักเด็ดขาดเลยนะ รอยสักจะทำให้หนูกลายเป็นเด็กไม่ดี”
“แล้วพวกพี่สาวเป็นคนไม่ดีเหรอคะ” ถวนถวนเอียงคอถามด้วยความซื่อ
“อืม” หวังเจาเจาทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ในสายตาของคนส่วนใหญ่ พวกเราก็คงไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่หรอกจ้ะ”
ถวนถวนเอียงคอไปด้านหลัง ท่าทางเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ในที่สุดเธอก็เอ่ยถามขึ้น “งั้นพี่สาวมาเล่นของเล่นกับหนูได้ไหมคะ”
“ได้สิ พี่ชอบเล่นของเล่นพวกนี้มากเลยล่ะ” หวังเจาเจายิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“ถ้าอย่างนั้น พี่สาวก็เป็นคนดีมากๆ เลยล่ะค่ะ” ถวนถวนสรุปด้วยรอยยิ้ม
ร่างกายของหวังเจาเจาที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืนชะงักงันไปชั่วขณะ จู่ๆ คำพูดถากถางในอดีตก็ดังก้องขึ้นมาในหัวของเธอ
“สักลายพร้อยเต็มตัวแบบนี้มันตัวประหลาดอะไรกันฮะ ไม่มียางอายบ้างหรือไง”
“คราวหลังถ้ามีแขกมาที่บ้าน แกก็ไสหัวออกไปข้างนอกเลยนะ อย่ามาเกะกะขวางหูขวางตาคนอื่นเขา”
“ดูสภาพตัวแกสิ ฉันเบ่งตัวอะไรออกมาเนี่ย!”
ทว่าเพียงเสี้ยววินาที หวังเจาเจาปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอกระโดดโลดเต้นไปนั่งเล่นกับถวนถวน โดยมีเสี่ยวหลันและเสี่ยวลวี่เดินตามไปติดๆ
พวกเธอทั้งสามคนเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น ไม่เคยมีของเล่นหรือตุ๊กตาสวยๆ แบบเด็กคนอื่นเขาหรอก
แน่นอนว่าตอนนี้พวกเธอโตเกินวัยที่จะมานั่งเล่นของเล่นพวกนี้แล้ว
แต่การได้เล่นสนุกโดยไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว มันก็ทำให้พวกเธอมีความสุขได้เหมือนกัน
แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่าพวกเธอทั้งสามคนดันเล่นของเล่นสู้ถวนถวนไม่ได้เสียอย่างนั้น ของเล่นเสริมพัฒนาการบางชิ้นมันก็เล่นยากจริงๆ นั่นแหละ
สุดท้ายก็กลายเป็นว่า ถวนถวนต้องสวมบทเป็นพี่สาว คอยสอนแก๊งสามสาวเล่นของเล่นแทนเสียนี่
โจวเซี่ยและหยางซือซือนั่งมองพวกเธอเล่นสนุกกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งสองหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกที่ทั้งงุนงงและขบขัน
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น หยางซือซือเอ่ยถามหวังเจาเจาว่าอยากทานอะไร พวกเธอบอกว่าอยากกินแฮมเบอร์เกอร์กับหม่าล่าทั่ง
หยางซือซือจัดการสั่งอาหารมาให้ทุกอย่างตามที่ขอ แถมยังสั่งอาหารจานหลักมื้อใหญ่มาเพิ่มอีกเพียบ
เมื่ออาหารเดลิเวอรีมาส่ง ทุกคนก็ล้อมวงทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
แก๊งสามสาวหัวสีเป็นคนคุยเก่งและมีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคึกคักอย่างไม่น่าเชื่อ
โจวเซี่ยซึ่งอายุไล่เลี่ยกับพวกเธอ พอมานั่งรวมกลุ่มด้วยกันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคุณป้าแก่ๆ ไปเลย
ในจังหวะนั้นเอง โจวจือก็ผลักประตูเดินเข้ามาในบ้าน
วินาทีแรกที่โจวจือเห็นสถานการณ์ตรงหน้า ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ ฉิบหายแล้ว ความลับเรื่องความเป็นผู้ชายเจ้าชู้ของเขากำลังจะถูกแฉแล้วสินะ
ถึงแม้เขาจะไม่ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์เป็นผู้ชายรักเดียวใจเดียวอะไรขนาดนั้น แต่การถูกสาวๆ บุกมาจับโป๊ะต้อนให้จนมุมถึงหน้าประตูบ้าน มันก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เขาอยากจะเผิญหน้าสักเท่าไหร่
เมื่อถวนถวนเห็นโจวจือกลับมา เด็กน้อยก็ตะโกนเรียกด้วยความดีใจ “คุณลุงโจว รีบมาทางนี้เร็วเข้า วันนี้มีเพื่อนๆ มาเที่ยวที่บ้านเราเยอะแยะเลยค่ะ”
คำพูดของถวนถวนทำให้โจวจือเริ่มตระหนักได้ว่า สถานการณ์มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด
ดูเหมือนทุกคนจะเข้ากันได้ดีทีเดียว
โจวจือจึงเดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยความสบายใจ
ถึงแม้เขาจะทานข้าวมาแล้ว แต่เขาก็ยังสามารถกินของว่างต่อได้อีกเรื่อยๆ
ตอนนี้สุขภาพร่างกายของเขาฟิตสมบูรณ์เต็มร้อย แต่การรักษาสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ย่อมต้องการพลังงานมหาศาล ซึ่งมากกว่าความต้องการของคนปกติทั่วไปหลายเท่า
หยางซือซือเอ่ยถามขึ้นมา “น้องชาย ไปทำความรู้จักกับน้องสาวกลุ่มนี้ได้ยังไงกันจ๊ะ”
โจวจือจึงเล่าเหตุการณ์วีรกรรมสุดฮาตอนที่เขากลับมาถึงบ้านเกิด แล้วถูกทั้งสามสาวเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ทุกคนฟัง
หยางซือซือแอบคิดในใจ อ้อ ที่แท้ก็เป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ สินะ
ทางด้านหวังเจาเจาก็เอ่ยถามบ้าง “พี่ชาย แล้วพี่เป็นอะไรกับพี่สาวคนสวยคนนี้เหรอ”
โจวจือจึงเล่าเรื่องราวที่เขาได้พบกับหยางซือซือ และตัดสินใจซื้อบ้านวิลล่าหลังนี้ต่อจากเธอ
หวังเจาเจาพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่แท้ก็แค่เจ้าของบ้านคนเก่านี่เอง
หึหึหึ โจวจือกระตุกยิ้มที่มุมปาก พลางแอบคิดในใจ ฉันเกือบพลาดแล้วเชียว
จากนั้นเขาก็ปรายตามองไปที่ถวนถวน เด็กน้อยที่กำลังนั่งจ้องมองท้องฟ้าด้วยดวงตากลมโตใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับผ้าขาว