- หน้าแรก
- ว่างงานอย่างหมา กลับบ้านอย่างพญา เพราะระบบกาวจัด
- บทที่ 23 วิกฤตนาทีชีวิต
บทที่ 23 วิกฤตนาทีชีวิต
บทที่ 23 วิกฤตนาทีชีวิต
บทที่ 23 วิกฤตนาทีชีวิต
ภายในรถยนต์
ภาพสะท้อนจากกระจกมองหลังเผยให้เห็นหญิงสาวที่มีเส้นผมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง ดวงตาของเธอแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก
"อาการของเด็กเป็นยังไงบ้างครับ" โจวจือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ลูก... ลูกของฉันชักเพราะไข้สูงค่ะ ขอบคุณคุณมากนะคะ แล้วตอนนี้ฉันควรทำยังไงดี ลูกฉัน..." หญิงสาวตื่นตระหนกจนพูดจาวกวนจับต้นชนปลายไม่ถูก
"เพราะว่าไข้ขึ้นสูง... จู่ๆ เธอก็ชักกระตุกขึ้นมา ฉันตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยจริงๆ"
"ก่อนอื่นโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน อธิบายสถานการณ์ให้พวกเขาฟัง แล้วดูว่ามีวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นไหม" โจวจือออกคำสั่งอย่างชัดเจนและรัดกุม นี่คือผลลัพธ์จากการอัปเกรดพลังจิตวิญญาณ ในเวลานี้สมาธิของเขาจดจ่อและเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ฉัน... ฉันไม่ได้หยิบโทรศัพท์ติดตัวมาเลยค่ะ เมื่อกี้ลูกจู่ๆ ก็ชัก ฉันก็เลยรีบอุ้มแกวิ่งพรวดพราดออกมา"
"เดี๋ยวผมโทรเอง คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ" ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ โจวจือก็ต่อสายตรงหาโรงพยาบาลทันที
ทันทีที่ปลายสายรับสาย โจวจือก็อธิบายสถานการณ์อย่างรวดเร็ว "พอดีมีเด็กชักเพราะไข้สูงครับ ตอนนี้พวกเรากำลังเดินทางไปที่โรงพยาบาล ระหว่างนี้ต้องปฐมพยาบาลยังไงบ้างครับ"
"เด็กอายุเท่าไหร่คะ"
หญิงสาวรีบชะโงกหน้ามาตอบ "ห้าขวบครึ่งค่ะ ตอนนี้ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ"
"ตอนนี้คุณ... จับเด็กนอนตะแคงก่อนนะคะ ให้นอนตะแคงข้างค่ะ" เห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ปลายสายก็แอบลนลานอยู่เล็กน้อย
"ค่ะ ค่ะ นอนตะแคง... แล้วยังไงต่อคะ" หญิงสาวทวนคำและรีบจัดท่าทางให้ลูกน้อยตามคำแนะนำ
"ต้องจับศีรษะเด็กให้หันไปด้านข้างด้วยนะคะ"
"หันศีรษะไปด้านข้าง..."
"ถ้ามีอาเจียน คุณต้องเช็ดออกให้หมดนะคะ เช็ดพวกสารคัดหลั่งออกจากปากและจมูกของเด็กด้วยค่ะ" เจ้าหน้าที่เริ่มตั้งสติได้และอธิบายต่อ
"เอ๊ะ เช็ด... เช็ดทำความสะอาดปากกับจมูกใช่ไหมคะ"
"ใช่ค่ะ เช็ดทำความสะอาดปากและจมูก"
"เช็ดแล้วค่ะ... แต่แกยังชักอยู่เลย ยังชักไม่หยุดเลย..."
"อย่าพยายามใช้แรงกดทับหรือจับแขนขาของเด็กเอาไว้นะคะ"
"ไม่ได้กดค่ะ ไม่ได้กดเอาไว้ แต่แกยังชักอยู่เลย"
"ปลดเสื้อผ้าของเด็กออกค่ะ คลายกระดุมคอเสื้อให้หลวมหน่อยเพื่อช่วยระบายความร้อน"
"ปลดเสื้อ... แกดูเหมือนจะนิ่งไปแล้วค่ะ นิ่งไปแล้ว แบบนี้คืออาการดีขึ้นหรือเปล่าคะ แล้วตอนนี้ฉันต้องทำยังไงต่อ..."
"เอ่อ ถ้าอย่างนั้นคุณก็แค่พยายามรักษาท่าทางนั้นเอาไว้ค่ะ ให้นอนตะแคง คอยเช็ดตัวลดไข้ ทำความสะอาดอาเจียน แล้วรีบพามาที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุดนะคะ รีบมาเลยค่ะ" ถึงจุดนี้ เจ้าหน้าที่ปลายสายก็เริ่มกลับมาลนลานอีกครั้งเพราะมองไม่เห็นสถานการณ์จริงตรงหน้า
โจวจือเหลือบมองกระจกหลังเป็นระยะ สลับกับจ้องมองถนนเบื้องหน้าด้วยความร้อนใจ แต่ในช่วงใกล้เทศกาลสิ้นปีแบบนี้ ใจกลางเมืองเต็มไปด้วยผู้คนและรถราที่พลุกพล่าน การจราจรติดขัดอย่างหนัก
โจวจืองัดเอาทักษะการขับขี่ระดับเทพออกมาใช้ เขาอาศัยเทคนิคอันยอดเยี่ยมบังคับรถพุ่งทะยานลัดเลาะไปตามช่องว่างของการจราจรอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่นี้เขาก็เพิ่งจะฝ่าไฟแดงรวดเดียวมาถึงสองแยก
รถซีดานสีดำสนิทแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางดงรถติด ราวกับปลาคาร์ปที่กำลังว่ายทวนน้ำ มันดุดันและดึงดันเปิดทางให้ตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต
แต่เมื่อดริฟต์รถเลี้ยวโค้งเข้าสู่ถนนสายหลัก โจวจือก็ถึงกับอ้าปากค้าง
ถนนทั้งสายอัดแน่นไปด้วยกองทัพรถยนต์และผู้คน มันติดหนึบจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เวลาอันมีค่าคงต้องสูญเปล่าไปบนถนนแน่ๆ โจวจือตะโกนถามโทรศัพท์ "หมอครับ เราต้องทำอะไรเพิ่มอีกไหม"
"รีบพาเด็กมาที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุดค่ะ ทางเราเตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลาแล้ว"
"เข้าใจแล้วครับ ผมวางสายล่ะนะ" โจวจือกดตัดสาย แล้วรีบกดเบอร์โทรแจ้งสายด่วนตำรวจจราจรทันที
ในสถานการณ์แบบนี้ เขาจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น บนถนนที่รถติดวินาศสันตะโรขนาดนี้ ระยะทางที่ควรจะใช้เวลาขับแค่สิบนาที อาจจะลากยาวไปเป็นครึ่งชั่วโมงได้สบายๆ เวลาคือชีวิต จะมัวชักช้าไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อสัญญาณตอบรับดังขึ้น โจวจือก็สรุปสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แจ้งพิกัดปัจจุบัน และยืนยันว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเบิกทางด่วนที่สุด
เจ้าหน้าที่ปลายสายตอบกลับมาว่า "ขับตรงไปเรื่อยๆ เลยครับ ผมประสานงานแจ้งตำรวจจราจรในพื้นที่ให้แล้ว"
"ตกลงครับ ขอบคุณมาก"
หลังจากวางสาย โจวจือก็ขับรถเคลื่อนเข้าสู่ทางแยก ซึ่งรถคันหน้าได้จอดต่อท้ายกันยาวเหยียดเป็นหางว่าว รถแต่ละคันจอดเบียดเสียดกันแน่นขนัด จนไม่มีช่องว่างให้แทรกหรือแซงขึ้นไปได้เลย
ต่อให้เป็นคนที่เยือกเย็นอย่างโจวจือก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องมาเผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นหัวใจแบบนี้
ภาพในกระจกมองหลังสะท้อนให้เห็นหญิงสาวที่กำลังทำหน้าตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก ส่วนใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยก็แดงก่ำเพราะพิษไข้
ทุกนาทีทุกวินาทีที่ถูกเผาผลาญไปกับการรอคอยอยู่ที่นี่ มันเหมือนกับการนับถอยหลังชีวิตของเด็กน้อย ไม่มีใครรู้เลยว่าอาการของเด็กในวินาทีนี้วิกฤตแค่ไหนแล้ว
ลมหายใจของโจวจือเริ่มหนักหน่วงขึ้น
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะกระจกหนักๆ ดึงสติของโจวจือให้กลับคืนสู่ความเป็นจริง เมื่อหันไปเห็นเครื่องแบบตำรวจจราจร โจวจือก็รีบเลื่อนกระจกลงทันที "คุณคือคันที่แจ้งขอความช่วยเหลือใช่ไหมครับ"
"ใช่ครับผม" โจวจือรีบตอบรับ
"เดี๋ยวขับตามผมมาเลยนะ"
"ได้ครับ ไม่มีปัญหา"
ตำรวจจราจรขี่รถมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปประกบด้านหน้า แล้วคอยเคาะกระจกรถคันอื่นทีละคันเพื่อขอทาง
ในจังหวะนั้นเอง บรรดารถยนต์ที่เคยจอดนิ่งสนิทบนถนนก็เริ่มขยับเขยื้อน รถทุกคันพยายามหักพวงมาลัยเบี่ยงหลบไปด้านข้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเปิดทางตรงกลางให้กว้างพอที่รถยนต์หนึ่งคันจะแล่นผ่านไปได้
ภาพเบื้องหน้าคือถนนที่ถูกเปิดทางจนโล่ง
ตำรวจจราจรหันกลับมาโบกมือให้สัญญาณกับโจวจือ วินาทีต่อมา เสียงไซเรนฉุกเฉินก็ดังกังวานขึ้น โจวจือเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานตามไปติดๆ
แสงไฟสีแดงวาบวับหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางให้กับโจวจือ เสียงไซเรนที่ดังกึกก้องคอยเร่งเร้าให้รถคันหน้าช่วยหลีกทางให้
ด้วยทักษะการขับขี่ระดับเทพ เขาเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปตามท้องถนนในเมืองอย่างบ้าคลั่ง
เพราะนี่คือ... วิกฤตนาทีชีวิต
ภายใต้การนำขบวนของรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจ โจวจือสามารถขับรถฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ตลอดรอดฝั่ง
เจ็ดนาทีต่อมา โจวจือก็หักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่โรงพยาบาลประจำอำเภอ มันเร็วกว่าเวลาที่ประเมินไว้ในตอนแรกถึงสามนาทีเต็ม
ทันทีที่จอดรถสนิท โจวจือก็ผลักประตูรถออก อุ้มร่างของเด็กน้อยขึ้นมา แล้ววิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในอาคารโรงพยาบาล
เนื่องจากพวกเขาโทรมาแจ้งล่วงหน้าแล้ว ทางทีมแพทย์จึงรับมือได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที แพทย์เวรพร้อมด้วยเตียงเข็นรีบเข้ามารับตัวเด็กน้อยไปทันที
เขายืนมองดูร่างเล็กๆ ถูกเข็นหายเข้าไปในห้องฉุกเฉินด้วยสายตาที่เป็นห่วง
โจวจือพรูลมหายใจออกมายาวเหยียดราวกับยกภูเขาออกจากอก เขาเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พักคอยที่อยู่ใกล้ๆ หัวใจที่เต้นรัวด้วยความลุ้นระทึกมาตลอดทาง ในที่สุดก็กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติเสียที
"ขอบคุณมากนะคะ"
โจวจือถึงเพิ่งสังเกตเห็นหญิงสาวที่เดินตามมานั่งลงข้างๆ "ไม่เป็นไรครับ ยินดีครับ"
"ถ้าไม่ได้คุณ ฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงดี" หญิงสาวนั่งก้มหน้า ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขนของตัวเอง
"ขอแค่เด็กปลอดภัยก็พอแล้วครับ คุณอย่าคิดมากเลย"
"ฉันชื่อหยางซือซือค่ะ ขอบคุณคุณมากจริงๆ นะคะ" หญิงสาวยกมือขึ้นจัดระเบียบเส้นผมที่ยุ่งเหยิง แล้วเงยหน้าขึ้นมองโจวจือ
"ผมโจวจือครับ"
เขาแนะนำตัวกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ภายในใจกลับเกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดสาด
เนื่องจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมันบีบคั้นและวุ่นวายเกินไป เขาจึงไม่ได้จดจ่อหรือสังเกตใบหน้าของหญิงสาวคนนี้เลย แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าของเธอชัดๆ เขาก็ถึงกับตกตะลึงในความงดงามของเธอ
เธอเป็นผู้หญิงที่สวยสะกดสายตา แถมยังมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนสมบูรณ์แบบ ท่าทางที่เธอนั่งเอนหลังพิงกำแพงอยู่นั้น มันช่างดูคล้ายคลึงกับ 'ภาพแอบถ่ายนางฟ้าหลิวที่โรงพยาบาล' ที่เคยเป็นไวรัลโด่งดังในอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่นานมานี้ไม่มีผิดเพี้ยน
ต่อให้เธอจะสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ ต่อให้ใบหน้าจะดูอิดโรยไปบ้าง ต่อให้เส้นผมจะยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง แต่เพียงแค่เธอนั่งอยู่ตรงนั้น เธอกลับเปล่งประกายออร่าความงามออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
แม้แต่ดวงตาที่แดงก่ำและบวมเป่งจากการร้องไห้ ก็ยังแฝงไปด้วยความเปราะบางที่ชวนให้คนมองรู้สึกอยากทะนุถนอม
เธอทิ้งความประทับใจที่ดูอ่อนเยาว์อย่างน่าประหลาด
"ขอเสียมารยาทถามหน่อยนะครับ ไม่ทราบว่าคุณอายุเท่าไหร่แล้วครับ"
"สามสิบหกค่ะ"
โจวจือแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง หน้าตาของเธอดูยังไงก็ไม่น่าจะเกินยี่สิบสามหรือยี่สิบสี่ปีด้วยซ้ำ
"คุณดูเด็กมากเลยนะครับ ตอนที่เจอกันที่หน้าหมู่บ้าน ผมนึกว่าคุณเป็นแค่พี่สาวของเด็กซะอีก"
หยางซือซือพยายามฝืนยิ้มบางๆ ออกมา
โจวจือไม่ได้ตั้งใจจะพูดติดตลก แต่การเอ่ยปากชมแบบนี้ในสถานการณ์นี้มันก็ดูจะหยาบคายและไม่รู้จักกาลเทศะไปสักหน่อย เพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวานมาหมาดๆ แถมยังนั่งอยู่ในโรงพยาบาล มันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะมาพูดจาหยอดคำหวานเลยจริงๆ
"อะแฮ่ม" โจวจือแกล้งกระแอมไอกลบเกลื่อนความอึดอัด จากนั้นก็ยันตัวลุกขึ้นยืน "เอาล่ะครับ ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอตัวก่อน พอดีผมต้องไปธุระตระเวนดูบ้านต่อน่ะครับ คงไม่ได้อยู่รอเป็นเพื่อน"
"คุณกำลังจะไปดูบ้านเหรอคะ" หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรง เลิกพิงกำแพงทันที
"ใช่ครับ"
"ที่หมู่บ้านอี้หลงวานเหรอคะ"
โจวจือพยักหน้ารับ
"แล้วเจอหลังที่ถูกใจหรือยังคะ" โจวจือแอบฉงนใจอยู่ลึกๆ ทำไมจู่ๆ อีกฝ่ายถึงดูสนใจใคร่รู้เรื่องบ้านขึ้นมาทันทีล่ะ
"ตอนแรกผมตั้งใจจะไปสอบถามที่สำนักงานขายครับ แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยบอกว่าบ้านโครงการขายหมดไปแล้ว ผมก็เลยกะว่าจะลองไปติดต่อถามทางนิติบุคคล ไม่ก็นายหน้าดูน่ะครับว่าพอจะมีบ้านมือสองหลุดมาบ้างไหม"
"คุณวางแผนจะซื้อเมื่อไหร่คะ" หยางซือซือถามต่อ
"ความจริงผมค่อนข้างรีบน่ะครับ ถ้าเจอหลังที่สเปกถูกใจ ผมก็กะจะจัดการซื้อขายให้จบภายในวันนี้เลย"
"คุณสะดวกจ่ายสดเต็มจำนวนไหมคะ" หญิงสาวถามขึ้น
โจวจือแอบคิดในใจ หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะมีบ้านที่ต้องการขายอยู่ในมือกันนะ
และก็เป็นไปตามที่โจวจือคาดเดาไว้ไม่มีผิด เธอมีบ้านอยู่ในมือจริงๆ
หญิงสาวรีบเอ่ยขึ้น "คืออย่างนี้ค่ะ พอดีฉันมีบ้านที่กำลังเตรียมจะประกาศขายอยู่หลังหนึ่ง ถ้าคุณสามารถจ่ายเงินสดได้รวดเดียว หลังจากจัดการธุระที่นี่เสร็จแล้ว ฉันพาคุณไปดูบ้านได้นะคะ คุณช่วยชีวิตลูกสาวฉันไว้ แถมยังช่วยปกป้องครอบครัวของฉัน ฉันยินดีลดราคาให้คุณเป็นพิเศษเลยค่ะ"
นี่มันเข้าตำรา 'พลิกแผ่นดินหาแทบตาย สุดท้ายก็โผล่มาตรงหน้าโดยไม่ต้องออกแรง' ชัดๆ
โจวจือยืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับ "ได้สิครับ แบบนั้นก็ดีเลย ผมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตระเวนหาให้เหนื่อยด้วย"
"ถ้าอย่างนั้นเรามาแอดวีแชตกันไว้ก่อนดีไหมคะ" หญิงสาวพูดพลางล้วงมือหาของ ก่อนจะชะงักไป "ตายจริง ขอโทษด้วยค่ะ ฉันลืมไปเลย... ลืมหยิบโทรศัพท์มือถือติดมาด้วย"
เมื่อเห็นท่าทางเลิ่กลั่กเด๋อด๋าของหญิงสาวตรงหน้า โจวจือก็แทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่
[ติ๊ง! ตรวจพบว่าโฮสต์ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือสองแม่ลูกในช่วงเวลาวิกฤต เป็นการแสดงออกถึงความกล้าหาญและไหวพริบอันยอดเยี่ยมในฐานะเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับภาพลักษณ์เชิงบวกของการ 'กลับบ้านอย่างผู้ทรงเกียรติ' ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น]
[ได้รับรางวัล: หัวใจที่แข็งแรงสมบูรณ์อย่างถาวร 1 ดวง]