- หน้าแรก
- เมื่อผมมีมิติทำฟาร์มสุดโกงในวันสิ้นโลก
- บทที่ 13 เพื่อนสนิทวัยเด็ก เฉินหาน
บทที่ 13 เพื่อนสนิทวัยเด็ก เฉินหาน
บทที่ 13 เพื่อนสนิทวัยเด็ก เฉินหาน
บทที่ 13 เพื่อนสนิทวัยเด็ก เฉินหาน
เมื่อเห็นบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ลู่หย่วนก็นึกถึงปู่กับย่าที่ยอมแพ้และไม่ยอมจากไปตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกเพราะอายุมากแล้ว เขาไม่รู้เลยว่าผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ตอนที่ลู่หย่วนกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง ที่นั่นก็กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว เศษอิฐเศษหินฝังกลบทั้งหมู่บ้าน ลู่หย่วนกับพ่อแม่ค้นหาอยู่สามวันเต็มๆ ก็ไม่เจอผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว แต่ตอนนี้เมื่อมองดูปู่กับย่าที่กำลังพูดคุยและหัวเราะกันอยู่ ลู่หย่วนก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมา
ยังไม่ถึงหนึ่งทุ่ม ลู่หย่วนกับพ่อก็ออกมาจัดการวัชพืชรอบๆ บ้าน นี่ก็เข้าเดือนพฤศจิกายนแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ ก็เริ่มกินอาหารตุนไว้เพื่อเตรียมจำศีลในฤดูหนาว ชนบทต่างจากในเมืองตรงที่มีสัตว์ป่าเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในภูเขา มักจะมีสัตว์เล็กๆ อย่างกระต่ายป่าหรือเก้งแอบเข้ามาขโมยธัญพืชในบ้านของชาวนา หรือแม้กระทั่งงู เพื่อป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวเหยียบงูในพงหญ้า พ่อของลู่หย่วนจึงพาลู่หย่วนมาช่วยกันกำจัดหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามแนวกำแพงออกไป แบบนี้จะได้ไม่เหยียบงูแล้ว
เพิ่งจะตัดหญ้าไปได้ไม่นาน ลู่หย่วนก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตัวเองใกล้จะหมดแล้ว มือก็โดนใบหญ้าบาดเป็นรอยแผลหลายแห่ง เจ็บแปลบจนแทบจะทนไม่ไหว แต่ในใจกลับรู้สึกเติมเต็มอย่างบอกไม่ถูก
ตอนนี้ในใจของเขากำลังคิดว่าจะโน้มน้าวพ่อแม่และปู่ย่าให้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของตัวเองด้วยกันก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึงได้อย่างไร
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ลู่หย่วนได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังกระหึ่มมาจากไม่ไกล จากนั้นไฟหน้ารถปอร์เช่ คาเยนน์สีขาวคันหนึ่งก็ส่องมาที่ประตูบ้านของเขาพอดี ก่อนจะจอดลงตรงหน้าบ้าน
เฉินหานลงมาจากรถพร้อมกับชายหนุ่มอีกสองสามคน เมื่อเห็นลู่หย่วนที่กำลังตัดหญ้าอยู่ก็อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ลู่หย่วน นายนี่ไม่ได้เรื่องเลยนะ กลับมาแล้วก็ไม่บอกกันสักคำ หรือว่าดูถูกพวกพี่น้องบ้านนอกอย่างพวกเราแล้ว!” เป็นเฉินหานนั่นเอง เขาดูอ้วนขึ้นกว่าเมื่อหลายปีก่อนเล็กน้อย บนคอสวมสร้อยทองเส้นหนาเท่านิ้วโป้ง ปากคาบบุหรี่ เห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีไม่น้อย
พูดจบเขาก็นั่งยองๆ ลงตรงหน้าลู่หย่วน แล้วพิจารณามองลู่หย่วนอย่างละเอียด
“เฮ้ย! หลายปีมานี้นายยังไม่เปลี่ยนไปเลยนะ! มาๆ! ฉันได้ยินพ่อบอกว่านายมา ก็เลยรีบพาพวกเลี่ยงจื่อมาหานี่แหละ ไปดื่มกันที่ในเมืองหน่อย! ไม่เจอกันตั้งหลายปี ไปรำลึกความหลังกันหน่อย!”
พูดตามตรง ลู่หย่วนไม่อยากไปเลยจริงๆ แม้ว่าเขากับพวกเฉินหานจะเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว คงไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกันเท่าไร ถ้าจะให้รำลึกความหลัง ก็คงต้องขุดคุ้ยจากความทรงจำที่เลือนรางเท่านั้น อีกอย่างดูจากการแต่งตัวของพวกเขาก็เห็นได้ชัดว่าแต่ละคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชีวิตไปได้ดีทีเดียว ส่วนตัวเขาที่ใส่แต่ของแผงลอย การไปอยู่กับพวกเขาคงดูไม่เข้าพวกอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นลู่หย่วนยืนนิ่งไม่พูดอะไร ชายหนุ่มร่างเตี้ยผอมคนนั้นก็เดินเข้ามาทุบหน้าอกลู่หย่วนเบาๆ แล้วพูดว่า “ลู่หย่วน ได้ดีในเมืองแล้วก็เลยดูถูกพวกพี่น้องเก่าๆ อย่างพวกเราแล้วใช่ไหม!” สีหน้ากวนประสาทของเขาเหมือนกับตอนเด็กไม่มีผิด ลู่หย่วนจำเขาได้ ในปีที่สามของวันสิ้นโลก เสบียงสำรองของทั้งประเทศแทบจะหมดเกลี้ยง ผู้คนจำนวนมากอดตาย ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมกองทัพกินคน พวกเขามุ่งเป้าไปที่คนแก่ เด็ก และผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ วิธีการของพวกเขาโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง
ต่อมาครอบครัวเพื่อนบ้านของเขาสามคนถูกคนพวกนี้จับตัวไป หัวหน้าก็คือเลี่ยงจื่อคนนี้ พวกมันข่มขืนเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสองคน แล้วยังกินเนื้อแม่ของพวกเธอทีละชิ้นต่อหน้าต่อตาอีกด้วย ภายหลังดูเหมือนจะถูกตำรวจจับได้และวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ก็ถือว่าสมควรตายแล้ว ไม่สิ น่าจะเรียกว่าปรานีเขาเกินไป
ลู่หย่วนไม่สนใจพวกเขา ถือเคียวในมือแล้วพูดอย่างเฉยเมยว่า “วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว คงไม่ไปหรอก พวกนายไปสนุกกันเถอะ!”
เฉินหานเดินเข้ามาโอบไหล่ลู่หย่วนแล้วพูดว่า “ไม่เอาน่าเพื่อน ทำอะไรอยู่เนี่ย พวกเราอุตส่าห์มารวมตัวกันได้ครบทีม ขาดแค่นายคนเดียว ไปๆๆ ไปดื่มด้วยกันสักแก้วเถอะ!”
จากนั้นก็หันไปยิ้มให้พ่อของลู่หย่วนแล้วพูดว่า “อาลู่ครับ ไม่ต้องทำแล้วครับ เดี๋ยววันหลังผมจะเอาเครื่องตัดหญ้าที่บ้านมาช่วยจัดการให้ ดึกแล้วพักผ่อนเถอะครับ คืนนี้ขอยืมตัวลู่หย่วนก่อนนะครับ!”
ปกติแล้วพ่อของลู่หย่วนเป็นคนที่ไม่ค่อยมีตัวตนในหมู่บ้าน จำนวนครั้งที่กลับมาในแต่ละปีก็มีน้อย ส่วนใหญ่จะไปทำงานตกแต่งภายในที่ต่างถิ่น เขารู้ดีถึงพฤติกรรมของพวกลูกคนรวยลูกคนมีอำนาจในหมู่บ้านเป็นอย่างดี แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงครอบครัว จึงพูดอย่างเรียบเฉยว่า “ก็ได้ อาหย่วนเอ๊ย งั้นก็ไปเถอะ อย่าดื่มเยอะล่ะ เดี๋ยวจะเสียสุขภาพ!”
พูดจบก็รับเคียวจากมือลู่หย่วนแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป
ด้วยความจำใจ ลู่หย่วนจึงต้องขึ้นรถของเฉินหานไป
ตลอดทางพวกเขาเปิดเครื่องเสียงดังลั่น เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม คนแก่และเด็กในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็เข้านอนกันแล้ว แต่การที่พวกเขาสร้างความเดือดร้อนรำคาญโดยไม่เกรงใจใครแบบนี้ทำให้ลู่หย่วนขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
เมื่อมาถึงร้านบาร์บีคิวตลาดโต้รุ่งในเมือง ทั้งห้าคนสั่งเบียร์สิบลังแล้วนั่งล้อมวงรอบเตาไฟคุยโวโอ้อวดกัน ส่วนลู่หย่วนแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่เป็นฝ่ายนั่งฟัง
เฉินหานหยิบเนื้อย่างไม้หนึ่งขึ้นมากัดจนน้ำมันเยิ้มเต็มปาก แล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “ลู่หย่วน ได้ข่าวว่านายทำงานในเมือง เป็นไงบ้างล่ะ ถ้าไม่ไหวก็มาทำกับพวกเราสิ ฉันกับพวกเลี่ยงจื่อเปิดตลาดค้าส่งของป่า ส่งให้โรงแรมในเมืองโดยเฉพาะ ตอนนี้ช่องทางการขายเปิดกว้างหมดแล้ว”
เลี่ยงจื่อที่อยู่อีกฝั่งก็หยิบเนื้อแพะย่างขึ้นมาไม้หนึ่งแล้วเป่าลมใส่เพราะมันยังร้อนอยู่ เมื่อได้ยินเฉินหานพูด เขาก็วางเนื้อแพะที่ร้อนจี๋ลงแล้วพูดเสริมว่า “ใช่แล้ว หลายปีมานี้พวกเราทุ่มเทกันน่าดูเลยนะกว่าจะเจาะตลาดในเมืองได้ ถ้านายมาร่วมกับพวกเราตอนนี้ การหาเงินมันง่ายนิดเดียว เหมือนเก็บเงินได้เลยละ ปีหนึ่งทำเงินได้สามสี่แสนนี่สบายๆ เหมือนเล่นขายของเลย!”
ลู่หย่วนจิบเบียร์เย็นๆ แล้วกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นก่อนจะพูดว่า “อย่าเลยดีกว่า ฉันเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง ทำงานแบบนี้ไม่ได้หรอก”
“ไม่เอาน่า ดูสิตอนเด็กๆ พวกเราห้าคนเล่นกันสนุกแค่ไหน ตอนนี้นายก็มีเงินอยู่ในมือแล้ว เก็บไว้เฉยๆ ไม่ใช้มันก็เป็นเงินตาย สู้เอามาลงทุนสักหน่อยให้มันกลายเป็นเงินเป็นดีกว่า พอถึงสิ้นปีก็รอรับเงินอย่างเดียว สบายจะตาย!” เฉินหานเหลือบมองลู่หย่วน
“ฉันไม่มีหัวด้านธุรกิจ แล้วก็ไม่มีพ่อแม่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเหมือนพวกนายด้วย ฉันกลัวว่าถ้าทำเจ๊งขึ้นมาจะทำให้พวกนายขาดทุนไปด้วย แบบนั้นมันจะไม่ดี”
“ลู่หย่วน นายพูดแบบนี้ก็เท่ากับไม่เห็นพวกเราเป็นพี่เป็นน้องน่ะสิ ขาดทงขาดทุนอะไร ต่อให้ขาดทุนจริงๆ พวกเราก็ยอมเถอะ มีเงินก็หาด้วยกัน มีภัยก็ต้านด้วยกัน! นี่ไม่ใช่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเราตอนเด็กๆ เหรอ!” เลี่ยงจื่อฟังคำพูดของลู่หย่วนแล้วรู้สึกโมโหขึ้นมา แต่สิ่งที่ลู่หย่วนเห็นในแววตาของเขากลับเป็นความโลภเสียมากกว่า ส่วนเรื่องมีเงินก็หาด้วยกัน มีภัยก็ต้านด้วยกันนั้น เขาเชื่อแค่ครึ่งหลังเท่านั้น
ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว หลังจากดื่มกันไปหลายรอบ แต่ละคนก็เมาจนโงนเงน เฉินหานลากลู่หย่วนไปปัสสาวะด้วยกัน ที่ร้านบาร์บีคิวไม่มีห้องน้ำ ป่าละเมาะเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากประตูร้านจึงกลายเป็นห้องน้ำไปโดยปริยาย
................................................................................