- หน้าแรก
- ขีดเขียนบทกวี พลิกปฐพีโลกแดนกลาง
- บทที่ 57 - ขอเชิญน้องร่วมสาบานปกครองปรโลก
บทที่ 57 - ขอเชิญน้องร่วมสาบานปกครองปรโลก
บทที่ 57 - ขอเชิญน้องร่วมสาบานปกครองปรโลก
บทที่ 57 - ขอเชิญน้องร่วมสาบานปกครองปรโลก
ค่ำคืนนี้
จ้าวเจิ้งฝันอีกแล้ว
แต่แตกต่างจากคราวก่อน
ความฝันในครั้งนี้ไม่มีเสียงฆ้องกลองกึกก้อง ไม่มีขุนนางสวมชุดคลุมสีแดงสั่งให้คนหามเกี้ยวมาพาตัวเขาไปยังพระราชวังเพื่ออัญเชิญให้เขาขึ้นครองราชย์
ทว่ากลับเป็นเงาร่างของจักรพรรดิผู้สวมมงกุฎและชุดมังกรสีดำทะมึน แผ่ซ่านกลิ่นอายความน่าเกรงขามอันไร้ที่สิ้นสุดร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
และปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขา!
ใบหน้าของจักรพรรดิผู้นี้ช่างแปลกประหลาดนัก
ใบหน้าซีกหนึ่งเป็นกระดูกขาวโพลน ส่วนอีกซีกหนึ่งกลับอวบอิ่มราวกับหยก
มองดูรวมๆ แล้วราวกับว่าเขาเดินทางมาจากขุมนรก!
และยังคล้ายกับจักรพรรดิในยุคโบราณกาลที่ถูกฝังอยู่ในส่วนลึกของนรกมาเนิ่นนานนับปีได้ฟื้นคืนชีพและปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง!
ใบหน้าซีกซ้ายที่เป็นกระดูกขาวโพลนของจักรพรรดิผู้นั้นฉายแววเหี้ยมเกรียมในขณะที่กำลังแย้มยิ้ม ทว่าใบหน้าซีกขวาที่อวบอิ่มกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับสายลมห่มฤดูใบไม้ผลิ
ในความฝันนี้ บรรดาผู้อาวุโสของตระกูลฉินต่างพากันคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัวและเคารพเทิดทูน
ในความฝันนี้ ท้องฟ้าเหนือเมืองม่อเฉิงสั่นสะเทือน เงาร่างของเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นับไม่ถ้วนก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาหันมามองทางนี้ด้วยความเคารพเลื่อมใส และยังค้อมกายทำความเคารพจักรพรรดิรวมถึงจ้าวเจิ้งด้วย!
จ้าวเจิ้งรู้สึกหวั่นไหว
นี่คือการที่เชิญเขาไปครองราชย์ไม่สำเร็จ เลยยกขบวนขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊มาหาเขา เพื่อให้เขาขึ้นครองราชย์ที่จวนตระกูลฉินเลยงั้นหรือ
ถ้าอย่างนั้นก็เท่ากับว่า...
สีหน้าของจ้าวเจิ้งเปลี่ยนไป
"ท่านน้องอย่าได้หวาดกลัวไปเลย! คราวก่อนเป็นพี่ใหญ่ที่ผิดเอง เพราะคิดถึงแต่อนาคตของสรรพสัตว์ในปรโลก จึงได้อัญเชิญท่านน้องไปขึ้นครองราชย์ โดยไม่ได้ถามไถ่ความสมัครใจของท่านน้องและคนในครอบครัวของท่านน้องเสียก่อน! พี่ใหญ่ขออภัยท่านน้องมา ณ ที่นี้ด้วย!"
จักรพรรดิประสานมือคารวะพร้อมกับเอ่ยขึ้น
เขาขอโทษจริงๆ!
แม้แต่เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊นับไม่ถ้วนที่ปรากฏตัวอยู่กลางอากาศก็ยังประสานมือคารวะเขาด้วยเช่นกัน
จ้าวเจิ้งรีบทำความเคารพตอบทันที
"การที่พี่ใหญ่มาในครั้งนี้ ย่อมไม่ได้มาเพื่อเชิญท่านน้องไปขึ้นครองราชย์! ท่านน้องไม่ต้องตกใจไป! พี่ใหญ่ได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ปรโลกแม้จะขาดจักรพรรดิไปเพียงวันเดียวก็ไม่อาจรวมเป็นหนึ่งและก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้! แต่นั่นเป็นเพราะปรโลกขาดผู้มีคามสามารถมาคอยปกครองต่างหาก! ท่านน้องเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ พี่ใหญ่จึงคิดว่าหากท่านน้องสามารถช่วยปกครองปรโลกแทนได้ก็คงจะดีไม่น้อย ไม่ทราบว่าท่านน้องจะยินดีหรือไม่"
"แน่นอนว่าท่านน้องโปรดวางใจ การปกครองปรโลกนั้นไม่จำเป็นต้องรอให้ท่านน้องสิ้นอายุขัยแล้ววิญญาณหลุดลอยไปยังปรโลกหรอก! เพียงแค่ท่านน้องหาเวลาว่างในแต่ละวัน เข้ามาว่าราชการในปรโลกผ่านทางความฝันก็พอแล้ว! ไม่ทราบว่าท่านน้องมีความคิดเห็นเช่นไร"
จักรพรรดิกล่าวต่อ
ทว่าในครั้งนี้ดูเหมือนเขาจะละทิ้งความดุดันน่าเกรงขามแบบก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น น้ำเสียงของเขากลับแฝงไปด้วยการขอร้องปรึกษาหารือเสียด้วยซ้ำ
ปรึกษาหารืองั้นหรือ
นี่มัน...
จ้าวเจิ้งมีสีหน้ามึนงง
นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น
หรือว่าท่านอาจารย์ของเขาจะทุบตีจักรพรรดิผู้นี้จนหวาดกลัวและได้รับบาดเจ็บสาหัสกันนะ
จ้าวเจิ้งยิ้มขื่นในใจ
เกรงว่าจะไม่ใช่เช่นนั้นหรอก!
จักรพรรดิผู้นี้ดูไม่ต่างจากคราวก่อนเท่าใดนัก แม้บนตัวเขาจะไม่ได้แผ่กลิ่นอายอันตรายใดๆ ออกมา แต่ความแข็งแกร่งที่เผยให้เห็นอย่างไม่ตั้งใจนั้น ก็ยังคงทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกได้อยู่ดี!
จักรพรรดิผู้นี้...
ก็คือจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งปรโลกที่เคยปรากฏตัวขึ้นระหว่างที่ส่งคนมาเชิญเขาไปขึ้นครองราชย์ในสองครั้งก่อนหน้านั้น!
ราชันย์ปรโลก!
แต่เหตุใดเขาถึง...
จู่ๆ ก็มาสุภาพอ่อนน้อมเช่นนี้
ไม่น่าจะเป็นไปได้!
ต้องมีเรื่องทะแม่งๆ แน่!
จ้าวเจิ้งรู้สึกระแวดระวังขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน
"ท่านน้องยังคงไม่เชื่อใจพี่ใหญ่งั้นหรือ!" จักรพรรดิทอดถอนใจ
"ท่านน้อง พี่ใหญ่มาเชิญท่านน้องไปช่วยปกครองปรโลกด้วยความจริงใจนะ! ท่านน้องยังจำนิทานเรื่องสอบเป็นเฉิงหวงที่ท่านน้องเคยเล่าได้หรือไม่ ซ่งเซิงผู้นั้นก็ไปยมโลกหลังจากสิ้นอายุขัยไม่ใช่หรือ ท่านน้องวางใจได้เลย พี่ใหญ่ขอสาบานต่อมรรคาแห่งปรโลกเลยว่า พี่ใหญ่มาเชิญท่านน้องไปช่วยปกครองปรโลกด้วยความจริงใจ! ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงอย่างแน่นอน! ท่านน้อง!" จักรพรรดิยังคงไม่ยอมแพ้และพยายามเกลี้ยกล่อมต่อไป
จ้าวเจิ้งรู้สึกผ่อนคลายลงมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เชื่อใจนัก
อีกฝ่ายไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจริงๆ งั้นหรือ
ครืน!
ในตอนนั้นเอง
ฟ้าดินก็เปลี่ยนสี โลกแห่งความฝันทั้งใบมีพายุโหมกระหน่ำ ฟ้าแลบฟ้าร้องอย่างรุนแรง
สายฟ้าหลายเส้นแล่นปลาบประสานกันกลางอากาศ ก่อนจะก่อตัวเป็นตราประทับสีดำทะมึนขนาดมหึมา!
ลวดลายใต้ตราประทับนั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก มองเห็นไม่ชัดเจน
แต่คล้ายกับแฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินอันไร้ที่สิ้นสุด!
เพียงแค่มองแวบเดียว จ้าวเจิ้งก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย ทว่าก็มีความรู้สึกคุ้นเคยและผูกพันอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นมาด้วย
และในตอนนั้นเอง
ในขณะที่เขายังคงรู้สึกหน้ามืดตาลายอยู่นั้น
ฟุ่บ!
จักรพรรดิก็ยื่นมือออกไปคว้าตราประทับสีดำทะมึนนั้นเอาไว้ ก่อนจะวางมันลงบนมือของจ้าวเจิ้ง!
วูบ...
ความรู้สึกอันลี้ลับซับซ้อนหลั่งไหลเข้ามา จ้าวเจิ้งรู้สึกได้ในทันทีว่าตนเองมีความผูกพันอันใกล้ชิดกับตราประทับนี้อย่างบอกไม่ถูก!
ตราประทับในมือของเขาหดเล็กลงจนมีขนาดเท่าฝ่ามือสามฝ่ามือรวมกัน และถูกเขายกประคองเอาไว้!
"ข้า..."
"ท่านน้อง! นี่คือตราประทับจักรพรรดิที่ฟ้าดินแห่งปรโลกสร้างขึ้นมาเพื่อท่านน้องโดยเฉพาะ! หากท่านน้องมีเวลาว่างก็สามารถศึกษาทำความเข้าใจมันได้ ตราประทับนี้บรรจุกฎเกณฑ์ทั้งหมดของฟ้าดินแห่งปรโลกเอาไว้! ขอเพียงวิญญาณของท่านน้องอยู่ในปรโลก ท่านน้องก็จะไร้เทียมทานในปรโลก! ภูตผีปีศาจตนใด ท่านน้องก็สามารถสะกดพวกมันได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือ!"
ขณะที่จ้าวเจิ้งกำลังสับสนอยู่นั้น
เสียงของจักรพรรดิก็ดังก้องอยู่ข้างหูเขา
"ท่านน้องโปรดวางใจ! พี่ใหญ่ไม่มีเจตนาร้ายจริงๆ! เพียงแต่หวังว่าท่านน้องจะช่วยแบ่งเบาภาระของพี่ใหญ่ ช่วยปกครองปรโลกในความฝันก็เท่านั้น!"
สิ้นคำพูดนั้น
ทัศนียภาพเบื้องหน้าของจ้าวเจิ้งก็เปลี่ยนไป
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊นับไม่ถ้วนที่กำลังค้อมกายทำความเคารพเขาได้หายวับไป
แต่ทว่า
จู่ๆ ก็มีเงาร่างอันงดงามหยาดเยิ้มและสูงโปร่งสองร่างเดินกรีดกรายมาจากสุดปลายขอบฟ้า พวกนางคุกเข่าลงต่อหน้าจ้าวเจิ้งโดยไม่พูดไม่จา
ขณะที่จ้าวเจิ้งกำลังตกตะลึง เงาร่างของสตรีทั้งสองก็ส่ายไหวไปมาก่อนจะพุ่งเข้าหาจ้าวเจิ้งราวกับควันสีฟ้าสองสาย
จ้าวเจิ้งตั้งตัวไม่ทัน
สตรีทั้งสองกลับกลายเป็นรอยสักสองรอย ประทับอยู่บนแขนซ้ายและขวาของจ้าวเจิ้งเสียแล้ว!
จากนั้นรอยสักก็จางหายไปจนมองไม่เห็นร่องรอย!
จ้าวเจิ้ง "..."
จ้าวเจิ้งถึงกับพูดไม่ออก
นี่มันเรื่องอันใดกัน
สุดท้ายแล้วเขาก็เทียบเท่ากับได้เป็นจักรพรรดิแห่งปรโลกไปแล้วงั้นหรือ!
แถมยังมีสาวงามสองคนมาสิงสู่อยู่ในร่างของเขาอีก
นี่มัน... จ้าวเจิ้งรู้ดีว่าความฝันนี้มีโอกาสเป็นเรื่องจริงสูงมาก!
เหมือนกับในนิทานเรื่องสอบเป็นเฉิงหวงจากบันทึกเรื่องประหลาดที่เขาเล่า การสอบเป็นการสอบในความฝัน แต่เหตุการณ์กลับเกิดขึ้นจริง!
และเรื่องราวก็เป็นไปตามที่จ้าวเจิ้งคาดการณ์ไว้
เมื่อจ้าวเจิ้งตื่นขึ้นมา สาวงามในอ้อมกอดยังคงหลับสนิท ในครั้งนี้จ้าวเจิ้งไม่ได้มีเหงื่อท่วมตัว ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
เขาสัมผัสได้ว่าพลังของจิตวิญญาณดั้งเดิมที่อยู่ในตำหนักอักษรของเขาดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นมาก!
ทำให้พลังจิตวิญญาณของเขาเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วย!
ในเวลาเดียวกัน
ที่ท่อนแขนทั้งสองข้างของเขา เขาคล้ายกับมองเห็นเงาร่างของหญิงงามล่มเมืองสองคน และหญิงงามล่มเมืองทั้งสองคนนั้นก็กำลังหันหน้ามาทางเขา บนใบหน้าที่เย็นชาปรากฏรอยยิ้มที่ดูราวกับจะทำให้สรรพสัตว์หลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
จ้าวเจิ้งเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือ ภายในตำหนักอักษรของเขา มีตราประทับสีดำทะมึนปรากฏขึ้น จิตวิญญาณดั้งเดิมที่มีศีรษะเปล่งประกายสีทองและมีของวิเศษแห่งบุญบารมีลอยวนเวียนอยู่รอบๆ ได้ยื่นมือออกไปรับตราประทับนั้นเอาไว้!
จ้าวเจิ้งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
บัดซบเอ๊ย จบสิ้นกัน!
ตัวเขาถูกดึงเข้าไปพัวพันกับปรโลกอย่างเต็มตัวแล้วจริงๆ!
"ท่านเขย ท่าน... เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ"
สาวงามในอ้อมกอดสะดุ้งตื่น นางเงยหน้าขึ้นมองจ้าวเจิ้ง
จ้าวเจิ้งยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า
"นอนเถอะ!"
ในขณะเดียวกัน
ณ ดินแดนใหม่เอี่ยมที่อยู่เลยแดนเถื่อนออกไปอันไกลโพ้น ข้ามผ่านความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต
ชายชรารูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งที่กำลังถือคัมภีร์หลุนอวี่และกำลังสอนหนังสือให้กับกลุ่มคนที่มารวมตัวกันอยู่เบื้องหน้าบนทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างใหญ่ จู่ๆ ก็หยุดชะงัก
"เอ๊ะ"
"ศิษย์ทรยศผู้นี้! ทำไมถึงยังไปยุ่งเกี่ยวกับปรโลก..."
"ไม่ถูกสิ! เป็นเขาต่างหาก..."
...
ชายชรามีสีหน้าประหลาดใจ เขายื่นมือออกไปหยิบไม้เรียวขึ้นมา ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปจากฟ้าดินแห่งนั้น
[จบแล้ว]