เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 ล้อรถจักรยานหาย

บทที่ 40 ล้อรถจักรยานหาย

บทที่ 40 ล้อรถจักรยานหาย


เพื่อป้องกันไม่ให้ฉินหวยหรูวางกับดักอะไรอีก เหออวี่จู้จึงตัดสินใจลงมือให้เร็วที่สุด

วันต่อมา หลังจากจัดการเรื่องของเหยียนปู้กุ้ยเสร็จ เวลาก็ยังเช้าอยู่ เหออวี่จู้ไม่มีนิสัยชอบนอนตื่นสาย จึงกะจะออกไปหาข้าวเช้ากินข้างนอก

ใกล้จะถึงช่วงปีใหม่แล้ว อากาศข้างนอกยังค่อนข้างหนาวจัด บนถนนแทบจะไม่มีคนเดิน และยิ่งไม่มีรถสัญจรไปมา

เหออวี่จู้จึงเดินทอดน่องไปตามทางอย่างสบายอารมณ์

จู่ ๆ ก็มีเสียงหวานใสและไพเราะดังมาจากข้างหลัง

"สหายข้างหน้าคะ อย่าเพิ่งขยับนะ!"

เหออวี่จู้เพิ่งจะหันตัวกลับไปได้แค่ครึ่งเดียว ก็รู้สึกได้ถึงรถจักรยานคันหนึ่งที่พุ่งทะยานตรงเข้ามาหาเขา ด้วยสัญชาตญาณ เขาจึงรีบกระโดดหลบไปด้านข้าง

รถจักรยานคันนั้นจึงพุ่งชนเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างหน้าอย่างจัง

ในช่วงเวลาชุลมุน เหออวี่จู้ทำได้เพียงยื่นมือออกไปช่วยพยุงคนที่ขี่จักรยานคันนั้นไว้

พออีกฝ่ายทรงตัวยืนได้มั่นคง ถึงได้เห็นชัด ๆ ว่าเป็นสหายหญิงที่แต่งตัวมิดชิดจนแทบไม่เห็นหน้า

"สหาย คุณออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ขนาดนี้ คงไม่ได้กะจะมาขับรถชนคนเล่นบนถนนหรอกใช่ไหมครับ"

สหายหญิงคนนั้นรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เอ่ยขอโทษว่า "ขอโทษด้วยนะคะสหาย พอดีเบรกจักรยานฉันมันพังน่ะค่ะ ด้วยความตกใจก็เลยเผลอพูดผิดไป คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ"

เหออวี่จู้ไม่ได้เป็นอะไรอยู่แล้ว เขาช่วยหล่อนพยุงจักรยานขึ้นมา แล้วถามกลับ "ผมไม่เป็นไรครับ แล้วคุณล่ะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า"

สหายหญิงส่ายหน้า ตอบว่า "ฉันก็ไม่เป็นไรค่ะ"

"แต่ล้อหน้าจักรยานของคุณชนจนพังยับเยินเลย ดูท่าคงจะใช้ไม่ได้แล้วล่ะครับ"

สหายหญิงพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน "แล้วจะทำยังไงดีล่ะคะเนี่ย ที่นี่อยู่ห่างจากที่ทำงานฉันตั้งไกล"

เหออวี่จู้มองไปรอบ ๆ แล้วบอกว่า "ข้างหน้าในตรอกมีร้านซ่อมรถอยู่ ให้ผมพาไปไหมครับ"

สหายหญิงยิ้มอย่างเขินอาย แล้วตอบว่า "ขอบคุณมากเลยนะคะสหาย"

เหออวี่จู้แบกรถจักรยานขึ้นบ่าทันที แล้วพาหล่อนเดินไปที่ร้านซ่อม ร้านซ่อมรถยังไม่เปิด เขาจึงช่วยเคาะประตูเรียกให้

"ซาจู้ แกมาทำอะไรแต่เช้าเนี่ย นี่มันเพิ่งจะกี่โมงเอง"

"เถ้าแก่จาง มีลูกค้ามาน่ะ"

เถ้าแก่จางช่างซ่อมรถมองจักรยานที่กองอยู่บนพื้น แล้วถามว่า "แกไปเอาจักรยานมาจากไหนเนี่ย คงไม่ได้ขโมยมาหรอกนะ"

"ลุงนั่นแหละขโมย จักรยานคันนี้ของสหายหญิงท่านนี้ต่างหาก ลุงดูหน่อยสิว่าต้องเปลี่ยนล้อหรือเปล่า"

เถ้าแก่จางมองเหออวี่จู้สลับกับสหายหญิงคนนั้น ราวกับกำลังดูของแปลก

อันที่จริงสหายหญิงคนนั้นก็พันผ้าพันคอซะมิดชิดเหลือแค่ลูกตา แทบจะมองไม่ออกเลยว่าเป็นใคร

เหออวี่จู้ถามย้ำ "ตกลงลุงมีล้อเปลี่ยนไหมเนี่ย"

"มีสิ"

"เท่าไหร่"

"สภาพแปดสิบเปอร์เซ็นต์ สิบเจ็ดหยวนห้าเหมา"

"เถ้าแก่จาง ลุงโก่งราคาปะเนี่ย แค่ล้อเก่า ๆ ล้อเดียว ลุงจะเอาตั้งสิบเจ็ดหยวนห้าเหมาเลยเหรอ"

"ฉันไปโก่งราคาตอนไหน ร้านฉันเป็นร้านซ่อมรถที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเขตถูกต้องตามกฎหมายนะเว้ย ไม่มีการโก่งราคาแน่นอน"

"งั้นทำไมถึงขายแพงขนาดนี้ล่ะ"

"ล้อรถมันก็ราคานี้แหละ"

"ราคานี้อะไรกัน ผมเห็นว่าลุงก็หาเงินลำบากนะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน สิบห้าหยวน ลุงช่วยเปลี่ยนล้อ ซ่อมเบรก แล้วก็ดูโซ่ให้สหายหญิงคนนี้หน่อยก็แล้วกัน"

เหออวี่จู้หันกลับไปถามสหายหญิง "สิบห้าหยวน คุณพกมาใช่ไหมครับ"

"พกมาค่ะ"

"งั้นก็ตกลงตามนี้ เถ้าแก่จาง รีบลงมือเลย สหายเขายังต้องไปทำงานอีก อย่าทำให้เสียเวลาสิ"

"ซาจู้ แกนี่มันหลอกกดราคาฉันชัด ๆ ว่าแต่สหายหญิงคนนี้เป็นอะไรกับแกเนี่ย"

"ลุงจะไปอยากรู้ทำไมเยอะแยะ รีบซ่อมรถไปเถอะ ผมไปก่อนล่ะ"

สหายหญิงยืนมองตามแผ่นหลังของเหออวี่จู้ที่เดินจากไปอย่างเหม่อลอย กว่าจะเรียกสติกลับมาได้ ร่างของเขาก็เดินไปไกลลับสายตาแล้ว

"สหายคะ ผู้ชายคนเมื่อกี้เขาเป็นใครเหรอคะ"

เถ้าแก่จางมองสหายหญิงด้วยความแปลกใจ "อ้าว คุณไม่รู้จักเขาหรอกเหรอ"

"พวกเราเพิ่งเจอกันเมื่อกี้นี้เองค่ะ พอดีจักรยานฉันเบรกแตกตรงทางแยก ก็เลยเกือบจะชนเขาน่ะค่ะ"

"อ้อ ฉันก็นึกว่าพวกคุณรู้จักกันซะอีก เขาเป็นพ่อครัวอยู่ที่โรงงานรีดเหล็ก ชื่อซาจู้น่ะ"

สายตาของเถ้าแก่จางแฝงความหมายบางอย่างเอาไว้ สหายหญิงจึงรู้สึกเขินอาย ไม่กล้าซักไซ้ถามต่อ

กว่าจะซ่อมจักรยานเสร็จ ท้องฟ้าก็สว่างโร่แล้ว คนในลานสี่ประสานก็เริ่มตื่นนอนกันแล้วเช่นกัน

เหยียนปู้กุ้ยตื่นแต่เช้าเตรียมจะออกไปทำงาน จู่ ๆ ก็พบว่าล้อจักรยานของตัวเองหายวับไปแล้ว

"ใครก็ได้ช่วยด้วย! ขโมยขึ้น ขโมยขึ้นบ้าน!"

เสียงตะโกนโวยวายของเหยียนปู้กุ้ย ทำให้ทั้งลานสี่ประสานแตกตื่น ทุกคนแทบจะกรูกันออกมาที่ลานหน้า แล้วชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์จักรยานที่เหลือแต่โครงของเขา

สำหรับคนทั่วไปในลานบ้าน เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ต้องรายงานให้ลุงทั้งสามจัดการ แต่ถ้าเกิดเรื่องกับบ้านของพวกลุงทั้งสามเสียเอง ก็ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของพวกเขานั่นแหละ

ล้อจักรยานของเหยียนปู้กุ้ยหายไปทั้งล้อ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย ครั้งนี้อี้จงไห่ไม่มีเหตุผลอะไรไปห้ามไม่ให้เขาแจ้งความได้เลย

อี้จงไห่เดินกลับมาที่ลานกลางด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

ฉินหวยหรูแอบย่องเข้าไปหาอี้จงไห่เงียบ ๆ

สีหน้าของอี้จงไห่อ่อนโยนลงทันที เขาเอ่ยถาม "หวยหรู มีอะไรหรือเปล่า"

ฉินหวยหรูลังเลอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจพูดออกมาได้ "ลุงใหญ่จ๊ะ มีเรื่องนึง ฉันไม่รู้ว่าจะพูดดีไหม ช่วงก่อนหน้านี้ ลุงสามบอกว่าจะแนะนำคู่ดูตัวให้จู้จื่อ ก็เลยหลอกเอาของจากจู้จื่อไปตั้งเยอะแยะเลยจ้ะ"

ฉินหวยหรูชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อ "ฉันอยากจะประสานรอยร้าวกับจู้จื่อ ก็เลยให้ป้างเกิงไปลองถามที่โรงเรียนดู ปรากฏว่าครูคนนั้นเขาไม่รู้เรื่องดูตัวอะไรนี่เลยจ้ะ เมื่อวานฉันก็เลยเผลอหลุดปากเล่าให้จู้จื่อฟังไปแล้ว"

อี้จงไห่เข้าใจแจ่มแจ้งทันที ฉินหวยหรูก็คงกังวลเหมือนเขา ว่าเหออวี่จู้จะหลุดมือไป ถึงได้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอด อีกอย่าง คราวก่อนเหออวี่จู้หิ้วเนื้อครึ่งชั่งกลับมา ก็ต้องโดนเหยียนปู้กุ้ยหมายตาไว้อยู่แล้ว การเอาเรื่องดูตัวมาหลอกล่อก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

ส่วนเรื่องที่เหออวี่จู้จะแก้แค้นเหยียนปู้กุ้ย นั่นก็ยิ่งเป็นเรื่องปกติเข้าไปใหญ่ เพราะนิสัยชอบใช้กำลังแก้ปัญหาพวกนี้ ก็เป็นเขาเองนั่นแหละที่คอยยุยงส่งเสริมอยู่ลับหลัง

อี้จงไห่รู้สึกโกรธเคืองฉินหวยหรูอยู่ลึก ๆ ทำไมหล่อนถึงไม่รีบมาบอกให้เร็วกว่านี้ ถ้าสามารถจับได้คาหนังคาเขาตอนที่เหออวี่จู้กำลังลงมือ มันก็จะเป็นโอกาสดีในการประสานความสัมพันธ์ของทั้งสองบ้านไม่ใช่หรือไง

ฉินหวยหรูเองก็อ่านความคิดของอี้จงไห่ออก หล่อนเงยหน้าที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาขึ้นมอง แล้วพูดว่า "โทษฉันเองแหละจ้ะ ถ้าฉันไม่เผลอไปหลุดปากบอกจู้จื่อก็คงดี ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าวันนี้เขาจะใช้วิธีนี้มาแก้แค้นลุงสาม"

"ลุงใหญ่จ๊ะ ลุงสามไปแจ้งความแล้วนะ ผู้กำกับจางคนนั้นเป็นพวกตงฉิน ยอมหักไม่ยอมงอซะด้วย ถ้าเขาเกิดสืบเจอความจริงขึ้นมา ชีวิตจู้จื่อไม่พังพินาศเลยเหรอจ๊ะ"

อี้จงไห่ก็คิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้เหมือนกัน เมื่อกี้เขาควรจะห้ามไม่ให้เหยียนปู้กุ้ยไปแจ้งความ ขอแค่เรื่องมันจบลงในลานบ้าน การจะจัดการยังไง มันก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของเขาแค่คำเดียวไม่ใช่หรือไง

แล้วตอนนี้จะให้ทำยังไงล่ะ จะให้เขาไปหาผู้กำกับจาง แล้วบอกว่าไม่ต้องสืบแล้ว พวกเราขอจัดการกันเองในลานบ้านก็แล้วกันงั้นเหรอ

ขืนไปพูดแบบนั้นต่อหน้าผู้กำกับจาง มีหวังโดนจับข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับขโมยกันพอดี

อี้จงไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า "เธออย่าเพิ่งร้อนใจไป เดี๋ยวฉันไปหาจู้จื่อ ไปเอาล้อรถคืนมาให้เหล่าเหยียน แล้วให้เขาเป็นคนไปคุยกับผู้กำกับจางเองก็แล้วกัน"

เรื่องแจ้งตำรวจนี่ถือว่าอยู่เหนือความคาดหมายของฉินหวยหรูไปมาก

ขืนปล่อยให้ตำรวจเข้ามาจัดการ แล้วหล่อนจะไปหาเรื่องเอาเปรียบได้ยังไงล่ะ

ถ้าเกิดเหออวี่จู้โดนตำรวจจับไปเพราะเรื่องนี้ ยายเฒ่าหูหนวกก็คงไม่มีทางปล่อยหล่อนไว้แน่

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าเหออวี่จู้ต้องติดคุก ปลาที่เคยเชื่องที่สุดของหล่อนก็คงหมดประโยชน์ไปเลยไม่ใช่เหรอ พอไม่มีเหออวี่จู้ อี้จงไห่จะยังคอยช่วยเหลือบ้านหล่อนเหมือนเดิมหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

เหออวี่จู้นั่งอยู่ในห้องทำงานที่โรงงานรีดเหล็ก กำลังนึกถึงเรื่องราวในลานสี่ประสาน เวทีงิ้วถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว รอแค่ให้นักแสดงแต่ละฝ่ายขึ้นเวที ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งนี้จะตกปลาได้สักกี่ตัว

ในขณะเดียวกัน เขาก็แอบเสียใจนิดหน่อยที่ตัวเองน่าจะอยู่รอดูเรื่องสนุกในลานบ้านต่อ น่าจะช่วยยุยงให้คนในลานบ้านไปแจ้งความเลยยิ่งดี

ลุงทั้งสามทำให้คนในลานสี่ประสานเคยชินกับระบบการปกครองแบบนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและควรจะได้รับการแก้ไข มีปัญหาอะไรก็ควรไปหาตำรวจประชาชนสิ นั่นต่างหากล่ะคือวิธีที่ถูกต้องที่สุด ต้องทำลายการปิดหูปิดตาของพวกลุงทั้งสามให้ได้ เขาถึงจะไม่ต้องมาคอยทนนั่งฟังการประชุมอันน่าเบื่อหน่ายของลานสี่ประสานอีก

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 40 ล้อรถจักรยานหาย

คัดลอกลิงก์แล้ว