เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - ห้าสิบชีวิตขึ้นเขา

บทที่ 22 - ห้าสิบชีวิตขึ้นเขา

บทที่ 22 - ห้าสิบชีวิตขึ้นเขา


ฟ้าเพิ่งจะสาง ใต้ต้นหวยแก่ตรงทางเข้าหมู่บ้านก็มีคนมายืนออเต็มไปหมดแล้ว

ห้าสิบคน

ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่ก็มีผู้หญิงทะมัดทะแมงปะปนอยู่ด้วยสองสามคน

ทุกคนมีเครื่องไม้เครื่องมือติดมือมาด้วย... ทั้งจอบ ทั้งเสียม ทั้งเคียว

บางคนพกถุงมือมาเอง บางคนยัดขากางเกงลงในรองเท้าบูตยาง

เฉินเจี้ยนกั๋วยืนอยู่หน้าสุด มือถือรายชื่อที่เฉินหลินให้ไว้เมื่อคืน แล้วเริ่มขานชื่อทีละคน

"ลุงเจ้า?"

"มา!"

"หลี่ต้าไห่?"

"มา!"

"หลิวต้าจู้?"

"มาแล้วๆ—"

หลิวต้าจู้แทรกตัวเบียดมาจากข้างหลัง มือยังกำหมั่นโถวครึ่งลูก เคี้ยวตุ้ยๆ อยู่ในปาก

"ป้าหวัง?"

"อยู่นี่จ้า อยู่นี่"

"จางเสี่ยวเหล่ย?"

เงียบไปอึดใจหนึ่ง

"...มาครับ"

เสียงลอยมาจากข้างหลังสุดของกลุ่ม

จางเสี่ยวเหล่ยยืนอยู่รั้งท้าย ก้มหน้าก้มตา บนหลังแบกต้นกล้าไว้มัดหนึ่ง

คนข้างๆ เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็มองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไร

เช็กชื่อเสร็จ เฉินเจี้ยนกั๋วก็ยัดใบรายชื่อใส่กระเป๋ากางเกง แล้วตะโกนสั่งการ "แบ่งกลุ่ม! กลุ่มหนึ่งกลุ่มสองตามข้าไปที่หลิ่วซู่ปัว! กลุ่มสามกลุ่มสี่ตามลุงเจ้าไปที่เนินฝั่งใต้ของตงหลิ่ง! กลุ่มห้าตามหลิวต้าจู้ไปที่เนินใต้หมู่บ้าน! ลุยได้!"

คนห้าสิบคนแบ่งออกเป็นห้าสาย แบกเครื่องมือเดินมุ่งหน้าขึ้นเขา

แถวยาวเหยียดหลายเส้นทาง เงาคนทอดยาวในสายหมอกยามเช้า เสียงฝีเท้าย่ำลงบนพื้นดินดังทึบๆ

ดวงอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้าดี หญ้าบนเนินเขายังเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้าง

เฉินหลินไม่ได้เดินตามกลุ่มไหนไปเป็นพิเศษ

เขาเริ่มจากเนินฝั่งใต้ของหมู่บ้าน เดินสำรวจสภาพภูมิประเทศของเขตห้าก่อน

เขตห้าคือเขตปลูกต้นท้อโดยเฉพาะ

เนินลาดหันทางทิศใต้ แดดดี ดินหนา

เมื่อวานตอนบ่ายเขามาดูพื้นที่ไว้รอบหนึ่งแล้ว ผูกเชือกแดงทำเครื่องหมายไว้ตามจุดสำคัญๆ

แต่วันนี้เริ่มงานจริง เขาต้องมาเช็กให้ชัวร์อีกรอบ

เดินดูเขตห้าเสร็จ เขาก็ข้ามไปดูความคืบหน้าของกลุ่มสามกับกลุ่มสี่ที่เนินฝั่งใต้ของตงหลิ่ง

ปัญหาเกิดแล้ว

คนงานใหม่หลายคนเพิ่งเคยปลูกต้นไม้เป็นครั้งแรก

พวกเขารู้ว่าต้องขุดหลุมยังไง แต่ไม่รู้ว่าต้องขุดตรงไหน

"เถ้าแก่เฉิน ตรงนี้ได้ไหมครับ?"

คนงานใหม่คนหนึ่งชี้ไปที่พื้นที่ราบๆ ตรงเท้า

เฉินหลินเดินเข้าไปนั่งยองๆ เอามือแตะดินดู

สีออกเทา แห้งๆ บีบปุ๊บก็ร่วนปั๊บ

"ไม่ได้ ขยับไปทางซ้ายอีกสามเมตร"

"แล้วตรงซ้ายนั่นล่ะครับ?"

"ลองขุดดูสักจอบก่อน"

คนงานลงจอบไปหนึ่งที ปลายจอบกระแทกโดนหินเข้าเต็มๆ สะเทือนจนข้อมือชา

"เห็นไหมล่ะ?"

เฉินหลินชี้ไปที่สีของดิน "แถวนี้ดินสีเทาอ่อนหมดเลย หินชั้นใต้ดินมันอยู่ตื้น เอ็งมองไปทางนู้นสิ ตรงที่ดินสีเข้มๆ หน่อยนั่นแหละถึงจะปลูกได้"

แค่ช่วงเช้าช่วงเดียว เขาต้องคอยชี้แนะแบบนี้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบหน

วิ่งวุ่นตั้งแต่เนินฝั่งใต้ของตงหลิ่งไปจนถึงหลิ่วซู่ปัว แล้วก็วิ่งจากหลิ่วซู่ปัวกลับมาที่เนินใต้หมู่บ้าน

เขาแวะไปดูทุกกลุ่ม กลุ่มละสองรอบ พอไปถึงโซนใหม่ ก็จะมีคนงานที่กะตำแหน่งไม่ถูกมาถามเขาตลอด

พอเขาเดินไปหยุดหน้าต้นไม้ต้นไหน ในหัวก็จะมีสัญชาตญาณบอกทันที... ตรงนี้ปลูกได้ ตรงนั้นปลูกไม่ได้

รากจะเดินไหม น้ำจะพอหรือเปล่า เขาอธิบายไม่ถูกหรอกว่ารู้ได้ยังไง แต่มันก็รู้เองโดยอัตโนมัติ

สิบโมงกว่า เฉินหลินก็มาถึงเขตห้า

หลิวต้าจู้กำลังนำทีมกลุ่มห้าปลูกต้นกล้าท้ออยู่

จางเสี่ยวเหล่ยอยู่ตรงริมสุด ก้มหน้าก้มตาขุดหลุมเงียบๆ

เฉินหลินยืนมองอยู่ห่างๆ พักหนึ่ง

ความเร็วในการขุดของจางเสี่ยวเหล่ยไม่ได้ไวอะไรนัก แต่ขุดได้ลึกกำลังดีทุกจอบ

เอาเท้าเหยียบจอบลงดิน งัดเอาดินขึ้นมากองไว้ข้างๆ อย่างเป็นระเบียบ

เขาไม่ปริปากคุยกับใครเลย และไม่ยอมเงยหน้ามองใครด้วย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน

หลิวต้าจู้เดินเข้ามาบ่นกระปอดกระแปดกับเฉินเจี้ยนกั๋ว "ดูจางเสี่ยวเหล่ยสิ ไม่หือไม่อือ แต่ทำงานใช้ได้เลยนะ ดีกว่าพ่อมันเยอะ"

เฉินเจี้ยนกั๋วเหลือบมองแวบหนึ่ง ไม่ได้ตอบอะไร

เฉินหลินยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนกัน

เที่ยงตรง พักกินข้าว

เฉินหลินติดต่อป้าหยาง แม่ครัวในหมู่บ้านไว้ล่วงหน้าแล้ว ให้ทำกับข้าวมาส่งมื้อเที่ยงทุกวัน

กับข้าวหม้อใหญ่ ข้าวสวยร้อนๆ มีเมนูเนื้อหนึ่งอย่าง ผักหนึ่งอย่าง

ตักใส่กะละมังข้าวสเตนเลส ขนขึ้นรถซาเล้งมาส่งถึงตีนเขา

พวกคนงานนั่งยองๆ กินข้าวกันริมถนนตีนเขานั่นแหละ

"โห มีเนื้อด้วย!"

"หมูสามชั้นผัดพริก! หมูสามชั้นผัดพริกของแท้เลยเว้ย!"

"ฉันไปรับจ้างแบกปูนในอำเภอมาตั้งสามปี มื้อเที่ยงไม่เคยได้เห็นเศษเนื้อเลยสักชิ้น"

"เถ้าแก่เฉินเลี้ยงดีกว่ากับข้าวที่บ้านฉันอีก"

คนงานคนหนึ่งพุ้ยข้าวเข้าปากพลางหันไปคุยกับคนข้างๆ "เมื่อก่อนฉันเคยไปทำโรงอิฐในตำบล ค่าแรงวันละแปดสิบ กับข้าวเหรอ... อย่าให้พูดเลย มีแต่เศษผักกาดขาวต้มน้ำเกลือ"

"แบบนี้สิถึงจะเรียกว่ามาทำงานหน่อย ได้วันละร้อยห้าสิบ มีข้าวให้กิน แถมมีเนื้ออีกต่างหาก"

เฉินหลินนั่งยองๆ อยู่ริมกลุ่มคนงาน ถือกะละมังข้าวแบบเดียวกับทุกคน ค่อยๆ กินทีละคำ

ฝีมือทำหมูสามชั้นผัดพริกของป้าหยางอร่อยใช้ได้เลย

กินข้าวเสร็จพักครึ่งชั่วโมง บ่ายก็ลุยต่อ

ทำกันจนแดดร่มลมตก ห้าโมงเย็นก็เลิกงาน

วันแรก ทั้งห้ากลุ่มรวมพลังกันปลูกได้แปดร้อยสามสิบต้น

เป็นต้นหยางห้าร้อยกว่าต้น ต้นหวยป่าสองร้อยกว่าต้น ส่วนต้นท้อได้ร้อยกว่าต้น

ถือว่าทำเวลาได้โอเค แต่ยังไม่ถึงเป้าหนึ่งพันต้นที่เฉินหลินกะไว้

หลักๆ เป็นเพราะคนงานใหม่ยังไม่ค่อยชินงาน บวกกับเขาต้องวิ่งรอกคอยเลือกจุดปลูกให้แต่ละกลุ่ม ทำให้งานเดินช้า

กลับถึงบ้านฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว

หลิวกุ้ยฮวารออยู่ที่ลานบ้าน กับข้าวจัดเตรียมไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

กับข้าวสี่อย่าง ซุปหนึ่งอย่าง... เมนูมาตรฐานของนางช่วงนี้

เฉินหลินล้างมือแล้วมานั่งกินข้าว เฉินไห่ยังไม่กลับ ช่วงนี้ที่ไซต์งานเร่งงาน เลยเลิกดึกหน่อย

กินไปได้สองคำ จู่ๆ หลิวกุ้ยฮวาก็โพล่งขึ้นมา "คนห้าสิบคน ค่าข้าววันนึงตกเท่าไหร่?"

"ค่าข้าววันละสามร้อยกว่าครับ"

ตะเกียบของหลิวกุ้ยฮวาชะงักไปนิดหนึ่ง

"แล้วรวมค่าแรงล่ะ?"

"ค่าแรงเจ็ดพันห้าครับ"

"วันเดียวเนี่ยนะ?"

"ครับ วันเดียว"

หลิวกุ้ยฮวาไม่ได้พูดอะไรต่อ

นางก้มหน้าก้มตากินข้าว แต่ความเร็วในการเคี้ยวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

เฉินหลินรู้ว่านางกำลังดีดลูกคิดในใจอีกแล้ว

ก็ปล่อยให้ดีดไปเถอะ

ยังไงนางก็คำนวณตัวเลขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ดี

กินข้าวเสร็จกลับเข้าห้อง เขาปิดประตูแล้วนั่งลงริมเตียง หยิบมือถือขึ้นมาดู SMS แจ้งยอดเงินเข้าตอนเที่ยงคืนก่อนเป็นอันดับแรก— 10,900 หยวน

จากนั้นก็เปิดแอปโน้ต เริ่มคำนวณรายจ่ายของวันนี้

ค่าแรง 50 คน: 7,500 หยวน

ค่าอาหาร: 350 หยวน

ค่าต้นกล้าที่ใช้ไปวันนี้: 830 ต้น เฉลี่ยต้นละ 9 หยวน รวม 7,470 หยวน

ค่าขนส่งและเบ็ดเตล็ด: 200 หยวน

รวมรายจ่ายวันนี้: 15,520 หยวน

รายรับวันนี้: 10,900 หยวน

รายจ่ายมากกว่ารายรับ

ขาดทุนวันละสี่พันกว่า

สถานการณ์แบบนี้จะอยู่ไม่นานหรอก

เดี๋ยวพอต้นไม้ที่เพิ่งปลูกเริ่มผ่านการยืนยันการรอดตายจากระบบในอีกสามถึงห้าวันข้างหน้า รายได้ก็จะค่อยๆ ขยับขึ้นมาเอง

แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ทุกวันคือการเผาเงินทิ้งล้วนๆ

เขาเช็กยอดเงินในบัญชี

สองแสนสามหมื่นกว่า

ถ้าคิดจากยอดขาดทุนสุทธิวันละสี่พันก็น่าจะยื้อได้ประมาณสองเดือน

สองเดือนน่ะเหลือเฟือ

ขอแค่ระบบเริ่มทยอยรับรองต้นไม้ที่ปลูกใหม่ ไม่เกินสองอาทิตย์ รายรับก็จะตีตื้นขึ้นมาเท่ากับรายจ่าย แล้วก็จะแซงหน้า จากนั้นช่องว่างก็จะยิ่งห่างขึ้นเรื่อยๆ

เข้าสู่วันที่สามของการทำงาน โซนเขตห้ามีปัญหาเข้าให้แล้ว

สี่โมงเย็น เฉินหลินเดินลงมาจากเนินฝั่งใต้ของตงหลิ่ง ข้ามไปดูสถานการณ์ปลูกต้นท้อที่เนินทางใต้ของหมู่บ้าน

กลุ่มห้าของหลิวต้าจู้ใช้เวลาสามวันปลูกต้นท้อไปแล้วกว่า 400 ต้น

พอมองจากที่ไกลๆ เนินดินเริ่มปรากฏแนวต้นกล้าท้อสีเขียวอ่อนๆ ต้นเตี้ยๆ เรียงกันเป็นระเบียบ

แต่พอเฉินหลินเดินเข้าไปใกล้ๆ เขาก็รู้สึกตงิดๆ

ไม่ได้เป็นทั้งหมดหรอก เป็นแค่โซนโซนหนึ่ง

ประมาณหกสิบต้นได้

ตอนที่เขาเดินเข้าไปใกล้ ในหัวมันมีความรู้สึกประหลาดผุดขึ้นมา... ต้นไม้พวกนี้รากมันรู้สึกอึดอัด

จบบทที่ บทที่ 22 - ห้าสิบชีวิตขึ้นเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว