- หน้าแรก
- ผมจะเป็นเศรษฐีด้วยการปลูกต้นไม้ ต้นละหนึ่งหยวน
- บทที่ 11 - ก้มหน้าก้มตาปลูกต้นไม้
บทที่ 11 - ก้มหน้าก้มตาปลูกต้นไม้
บทที่ 11 - ก้มหน้าก้มตาปลูกต้นไม้
เช้าวันรุ่งขึ้น ต้นกล้าก็มาส่ง
รถสามล้อเครื่องสามคันแล่นเรียงขบวนส่งเสียงดัง "ตึกๆๆ" เข้ามาในหมู่บ้าน
กระบะท้ายรถอัดแน่นไปด้วยต้นกล้าหยางโตเร็ว ใบสีเขียวขจีสั่นไหวไปตามสายลม
นี่คือลอตแรก 3,000 ต้น
ส่วนที่เหลืออีก 2,000 ต้นจะตามมาพรุ่งนี้
เฉินหลินยืนคุมการขนของลงอยู่หน้าบ้านตัวเอง
เฉินเจี้ยนกั๋วคอยช่วยประสานงานอยู่ข้างๆ ตะเบ็งเสียงสั่งการดังลั่น
"เบาๆ หน่อย! เอาทางรากทิ่มลง! ไอ้หลี่ต้าไห่ แกอย่าใช้วิธีเหวี่ยงสิวะ!"
คนงานทั้งยี่สิบคนมารอเตรียมพร้อมกันนานแล้ว
หลังจากลอตที่แล้วทำเสร็จและได้รับเงินค่าแรงไปหมาดๆ คนพวกนี้ก็กระตือรือร้นกันสุดขีด
เช้าตรู่ฟ้ายังไม่ทันสางก็มานั่งยองๆ รออยู่หน้าบ้านเฉินหลินกันแล้ว กลัวว่าใครจะมาแย่งโควตาไป
เมื่อขนต้นกล้าลงเสร็จ ก็นับจำนวนดู 3,000 ต้น ไม่ขาดไม่เกิน
เฉินหลินแบ่งคนออกเป็นสี่ทีม โครงสร้างทีมเหมือนคราวก่อนไม่มีผิด
แต่คราวนี้พื้นที่ปลูกมีการเปลี่ยนแปลง
"หลิ่วซู่ปัวทิศใต้รอบที่แล้วเราปลูกเต็มไปแล้ว คราวนี้ขยับขึ้นไปทางทิศเหนือกับตรงกลาง พื้นที่ประมาณ 120 หมู่ นอกจากนั้นก็ต้องเริ่มไปปลูกที่ตงหลิ่งด้านใต้ด้วยครับ"
เขาล้วงมือถือออกมา เปิดรูปแผนผังพื้นที่ปลูกที่วาดเตรียมไว้ ชี้ให้เฉินเจี้ยนกั๋วดู
"ทีมหนึ่งกับทีมสองทำต่อที่หลิ่วซู่ปัว ส่วนทีมสามกับทีมสี่ไปที่ตงหลิ่ง อาเจ็กคุมทีมสามกับทีมสี่นะ ส่วนทางนี้เดี๋ยวผมดูเอง"
เฉินเจี้ยนกั๋วมองแผนผังในมือถือแล้วพยักหน้า "ตงหลิ่งด้านใต้อาเจ็กเคยไป ทางมันชันกว่าหลิ่วซู่ปัวเยอะ"
"ใช่ครับ อาเจ็กถึงต้องคุมให้ดีไง เดี๋ยวช่วงบ่ายผมจะขึ้นไปเลือกตำแหน่งไว้ให้ หลุมไหนที่ผมทำเครื่องหมายไว้ถึงจะขุดได้ ตรงไหนไม่มีเครื่องหมายห้ามไปขุดเด็ดขาด"
"ตกลง"
ช่วงบ่าย เฉินหลินปีนขึ้นไปบนเนินเขาตงหลิ่งด้านใต้ล่วงหน้าเพียงลำพัง
ตอนที่มาสำรวจคราวก่อน เขาพอจะรู้สภาพพื้นที่คร่าวๆ แล้ว
พื้นที่ที่พอจะปลูกได้มีประมาณ 80 หมู่ ชั้นดินบางกว่าหลิ่วซู่ปัว แถมยังชันกว่า แต่ข้อดีคือหันหน้ารับแดด แสงแดดส่องถึงเต็มที่
เขาเดินวนเวียนอยู่บนเนินเขากว่าสามชั่วโมง
เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องนั่งยองๆ ดูดิน เอามือลูบคลำพื้นผิว
บางจุด แค่มองแวบเดียวในหัวก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า — ตรงนี้ปลูกรอดแน่
แต่บางจุด — ไม่ไหว ข้างล่างดินแข็งไป หรือไม่ก็น้ำระบายไม่ได้
เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันมาจากไหน
ตั้งแต่ระบบตื่นขึ้นมา เขาก็มีสัมผัสพิเศษนี้ พอเดินไปใกล้ต้นไม้ที่ยังมีชีวิต เขาก็จะรับรู้ได้ถึงสภาพของมัน รากหยั่งลึกไหม น้ำพอไหม ใบไม้สดชื่นหรือเปล่า
พอเดินไปเจอที่ดินว่างเปล่า เขาก็จะสัมผัสได้ลางๆ ว่าตรงนี้เหมาะจะปลูกต้นไม้ไหม
ถึงจะไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เกือบจะเป๊ะเลยล่ะ
เขาพกเชือกฟางสีแดงมาม้วนหนึ่ง พอเลือกตำแหน่งได้จุดหนึ่ง ก็จะผูกเชือกไว้กับกอหญ้าข้างๆ เป็นสัญลักษณ์
สามชั่วโมงผ่านไป เขาผูกเชือกทำเครื่องหมายไว้กว่าสองร้อยจุด
พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เขาถึงได้เดินลงจากเขา
หน้าแข้งมีรอยข่วนจากหนามเพิ่มมาอีกหลายรอย ขากางเกงเต็มไปด้วยโคลนและเศษหญ้า
พอกลับถึงบ้าน ล้างมือล้างไม้กินข้าวเสร็จ เขาก็เปิดแอปบันทึกในมือถือ จดอัปเดตข้อมูลของวันนี้
หลิ่วซู่ปัวช่วงเหนือและกลาง คาดว่าจะปลูกได้: ประมาณ 1,800 ต้น
ตงหลิ่งด้านใต้ คาดว่าจะปลูกได้: ประมาณ 1,200 ต้น
วางแผนพื้นที่สำหรับต้นกล้า 3,000 ต้นลอตแรกเรียบร้อย
พรุ่งนี้ลุยปลูกได้เลย
เที่ยงคืนตรง โทรศัพท์มือถือสั่นเตือนขึ้นมาเบาๆ
เขาหยิบขึ้นมาดู — 3,500 หยวน
ยังคงเป็น 3,500 หยวน
เพราะวันนี้ยังไม่มีต้นไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่ต้นไหนรอดชีวิตจนนับยอดได้
ก็ต้นกล้าพวกนี้เพิ่งจะลงจากรถ ยังไม่ได้ปลูกเลยนี่นา ระบบจะไปนับได้ยังไง
เขาล็อกหน้าจอ แล้วล้มตัวลงนอน
เช้าวันรุ่งขึ้น ทีมปลูกต้นไม้ก็เริ่มลุยงาน
ฝั่งหลิ่วซู่ปัวราบรื่นดี พวกคนงานเริ่มชินมือกันแล้ว จังหวะการทำงานเร็วขึ้นมาก
ขุดหลุม วางกล้าไม้ กลบดิน เหยียบให้แน่น ทุกขั้นตอนลื่นไหลเหมือนสายน้ำ
แต่ฝั่งตงหลิ่งด้านใต้นี่สิ งานหินเอาเรื่อง
ความลาดชันคือปัญหาแรก
บางจุดแค่จะยืนเอียงๆ ยังทรงตัวไม่อยู่เลย พอเหวี่ยงจอบที ตัวก็แทบจะไถลลงมา
ชั้นดินบางก็เป็นอีกปัญหา
บางหลุมขุดลงไปได้แค่สามสิบเซนติเมตรก็เจอกรวดหินแล้ว ต้องย้ายจุดขุดใหม่
เฉินเจี้ยนกั๋ววิ่งวุ่นไปมาจนหอบแฮ่ก
พอถึงตอนเที่ยง เฉินหลินก็ขึ้นไปตรวจงาน
ปรากฏว่าทีมสามกับทีมสี่ใช้เวลาทั้งเช้าเพิ่งจะปลูกไปได้แค่สี่สิบกว่าต้น ช้ากว่าทีมฝั่งหลิ่วซู่ปัวเป็นเท่าตัว
"ขุดยากชะมัดเลย"
ลุงเจ้าจากทีมสามปาดเหงื่อ "หินตรงนี้เยอะมาก หลายหลุมขุดไปได้ครึ่งทางดันเจอหิน ก็ต้องย้ายไปขุดใหม่"
เฉินหลินพยักหน้า เดินไปดูรอบๆ บริเวณนั้น
เขาตัดสินใจเปลี่ยนแผน
"ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ฝั่งตงหลิ่งเดี๋ยวผมจะเป็นคนเลือกจุดขุดหลุมให้เองทั้งหมด"
"พวกคุณไม่ต้องเสียเวลาหาตำแหน่งเองแล้ว ตรงไหนที่ผมผูกเชือกแดงไว้ ก็ขุดตรงนั้นได้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก"
"เอาแบบนั้นก็ดี"
ลุงเจ้าพยักหน้ารับ "เถ้าแก่เลือกทำเลแม่นอยู่แล้ว คราวก่อนที่หลิ่วซู่ปัว ขุดไม่เจอหินสักก้อนเดียว"
บ่ายวันนั้น เฉินหลินใช้เวลาอีกสองชั่วโมง เดินทำเครื่องหมายเลือกจุดใหม่บนตงหลิ่ง
คราวนี้เขาละเอียดกว่าเดิม จุดไหนที่ไม่ค่อยมั่นใจเขาข้ามไปหมด เลือกเฉพาะจุดที่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ผลปรากฏว่าวันต่อมา ประสิทธิภาพของฝั่งตงหลิ่งก็เพิ่มขึ้นทันตาเห็น
คนงานขุดหลุมตามจุดที่ผูกเชือกแดงไว้ แทบทุกหลุมสามารถขุดลงไปได้ลึกกว่าสี่สิบเซนติเมตรโดยไม่เจอปัญหา โอกาสขุดเจอหินน้อยลงมาก
"เถ้าแก่เรานี่มีของแฮะ"
"เรียนมหา'ลัยเขามีสอนวิชาปลูกต้นไม้ด้วยเหรอวะ"
พวกคนงานแอบกระซิบกระซาบกัน
"สมกับที่เป็นเด็กมหา'ลัยจริงๆ รู้ลึกรู้จริง"
"เถ้าแก่แกเคยสอนวิธีดูสีดินให้ฉันด้วยนะเว้ย ดินสีเทาๆ มักจะมีหินอยู่ข้างล่าง แกดูลายแทงสิ จุดที่เถ้าแก่เลือกมีแต่ดินสีเข้มๆ ทั้งนั้น"
"จริงดิ? ทำไมข้าดูไม่ออกวะ?"
"ก็เพราะเอ็งไม่ใช่เถ้าแก่เฉินไงล่ะ"
ผ่านไปไม่กี่วัน ต้นกล้า 3,000 ต้นก็ปลูกเสร็จเรียบร้อย
รวมกับ 3,500 ต้นก่อนหน้านี้ ยอดรวมก็พุ่งไปที่ 6,500 ต้นแล้ว
พอต้นกล้าลอตสองอีก 2,000 ต้นมาส่ง ก็ใช้เวลาปลูกอีกสี่วันจนเสร็จ
ยอดรวมแตะ 8,500 ต้น
ตัวเลขรายรับที่โอนเข้าตอนเที่ยงคืนค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างมั่นคง
3,500, 3,900, 4,400, 5,000, 5,700, 6,300, 7,100, 7,900, 8,500
เฉินหลินจดตัวเลขพวกนี้ลงในแอปบันทึกทุกวัน
เขามองดูแถวตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ
เหมือนการเดินขึ้นบันได ที่ค่อยๆ ก้าวสูงขึ้นทีละขั้นๆ
เขาล็อกหน้าจอมือถือ พลิกตัวนอน
พรุ่งนี้ลุยต่อ
ช่วงนี้เฉินไห่มีท่าทีแปลกๆ ไป
หลิวกุ้ยฮวาสังเกตเห็น
เมื่อก่อนตอนเฉินไห่กลับมาจากไซต์งานก่อสร้าง ล้างมือเสร็จก็กินข้าว กินข้าวเสร็จก็สูบบุหรี่ สูบบุหรี่เสร็จก็เข้านอน
ทำแบบนี้ซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน
แต่ช่วงสองสามวันมานี้ เวลาที่เขากลับบ้านเปลี่ยนไป
จากที่เคยถึงบ้านตอนหกโมงครึ่ง ตอนนี้หกโมงตรงก็โผล่มาแล้ว
เร็วกว่าเดิมตั้งครึ่งชั่วโมง
แถมพอกลับมาถึง ก็ไม่ได้เข้าบ้านทันที แต่ขี่มอเตอร์ไซค์วนดูรอบหมู่บ้านรอบหนึ่งก่อน
วนไปดูอะไรล่ะ?
หลิวกุ้ยฮวาไม่รู้
แต่เฉินหลินรู้
เพราะเขาแอบเห็นหลายครั้งแล้วว่า ตอนที่เขาเดินกลับลงมาจากหลิ่วซู่ปัวหลังจากทำงานเสร็จ เขามักจะเห็นมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์สีเทาของพ่อจอดอยู่ริมถนนตรงตีนเขาไกลๆ
มีรถจอดอยู่ แต่ไม่เห็นคน
เฉินหลินกวาดสายตามองไปบนเนินเขา ก็ไม่เห็นเงาใครเลย
แต่เขารู้ดีว่าพ่อต้องยืนดูอยู่ตรงไหนสักแห่งบนเขานั่นแหละ ยืนดูเงียบๆ
เขาไม่ได้ทักทาย หรือทำให้พ่อรู้ตัว
ตกเย็นวันหนึ่ง เฉินไห่กลับบ้านเร็วกว่าปกติอีก
ห้าโมงสี่สิบก็เข้าบ้านมาแล้ว
หลิวกุ้ยฮวาชะโงกหน้าออกมาจากครัว "ทำไมวันนี้กลับเร็วจังล่ะ?"
"เลิกงานเร็วน่ะ"
เฉินไห่ล้างมือล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดสะอาด
จากนั้นเขาก็ทำในสิ่งที่ร้อยวันพันปีไม่เคยทำ
เขาเดินไปที่หน้าห้องเฉินหลิน แล้วเคาะขอบประตู
"กินข้าวรึยัง?"
"ยังครับ" เฉินหลินเดินออกมาจากห้อง
"ไป ไปดูต้นไม้ของแกหน่อยสิ"
เฉินหลินอึ้งไปนิดหนึ่ง
"เดี๋ยวพ่อขี่รถพาไป"
เฉินไห่เดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์แล้ว
"ไม่ต้องขี่รถไปหรอกครับ เดินไปสิบกว่านาทีก็ถึงแล้ว"
"งั้นก็เดิน"
สองพ่อลูกเดินออกจากประตูบ้าน มุ่งหน้าไปตามถนนในหมู่บ้านมุ่งสู่หลิ่วซู่ปัว
หลิวกุ้ยฮวายืนมองแผ่นหลังของทั้งคู่จากในลานบ้าน อ้าปากเหมือนจะเรียก แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงออกไป
ตลอดทางเฉินไห่ไม่ยอมพูดอะไรเลย
พอเดินมาถึงตีนเขาหลิ่วซู่ปัว เขาก็หยุดเดิน แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไป
แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมท้องฟ้าครึ่งหนึ่งจนเป็นสีแดงฉาน
แสงสีทองสาดส่องลงบนแนวต้นหยางโตเร็วที่เรียงรายอยู่บนเนินเขา อาบไล้ขอบใบไม้สีเขียวอ่อนจนเปล่งประกายสีทองอร่าม
จากตีนเขามองขึ้นไป เห็นต้นไม้ปลูกเต็มพรืดไปหมด ไล่ระดับขึ้นไปจนถึงกลางเขา
เฉินไห่ยืนมองภาพนั้นอยู่นาน
"นี่แกปลูกเองหมดเลยเหรอ?"
"ครับ"
"ปลูกไปกี่ต้นแล้ว?"
"แปดพันกว่าต้นครับ"
เฉินไห่เงียบไป
เขาก้าวเท้าเดินขึ้นเขา
เฉินหลินเดินตามหลังไปเงียบๆ
สองพ่อลูกเดินมาจนถึงช่วงกลางเขา เฉินไห่หยุดยืนอยู่ข้างต้นหยางโตเร็วต้นหนึ่ง
เขานั่งยองๆ ลง ยื่นมือไปลูบคลำดินตรงโคนต้น
บีบดู แล้วก็พินิจพิเคราะห์
"กลบดินแน่นดีนี่"
"ครับ ตอนกลบดินต้องเหยียบให้แน่นทีละชั้นๆ ไม่ให้มีช่องว่างอากาศเหลืออยู่เลยครับ"
เฉินไห่ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ต้นข้างๆ ใช้นิ้วเขี่ยใบไม้ดู
"ใบสดชื่นดี"
"ครับ ต้นกล้าลอตนี้คุณภาพดีทีเดียว"
เฉินไห่เดินหน้าต่อไป กวาดสายตามองต้นไม้ไปทีละแถวๆ
เฉินหลินเดินตามหลัง ไม่ได้เร่งเร้า และไม่ได้เอ่ยปากแทรก
เดินดูอยู่ประมาณยี่สิบนาที เฉินไห่ก็หยุดกึกอยู่ที่จุดหนึ่ง
เขากระทืบเท้าลงบนพื้นดิน แล้วหันกลับมามองหน้าเฉินหลิน
"ดินตรงนี้ข้างล่างมันแข็ง"
"ใช่ครับ ข้างล่างมันเป็นชั้นหินกรวด ผมก็เลยไม่ได้ปลูกตรงนี้"
เฉินหลินชี้ไปที่พื้นดินใกล้ๆ "พ่อดูสิครับ พอขยับไปทางโน้น สีของดินมันก็เปลี่ยนไปแล้ว"
เฉินไห่มองตามทิศที่ลูกชี้ แล้วพยักหน้ารับรู้
เขายังคงนั่งยองๆ อยู่ที่เดิม กวาดสายตามองเนินเขาเบื้องหน้า
ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็เอ่ยปากขึ้นประโยคหนึ่ง
"ดินฝั่งตงหลิ่งนั่น ปลูกไหวเหรอ?"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นฝ่ายถามเรื่องรายละเอียดการปลูกต้นไม้ขึ้นมาก่อน
หัวใจเฉินหลินกระตุกวูบ
"สภาพฝั่งตงหลิ่งด้านใต้แย่กว่าฝั่งนี้เยอะครับ ดินบางแถมยังชันกว่า แต่ผมคัดเลือกเฉพาะจุดที่พอปลูกได้ ก็เลยไม่น่ามีปัญหาครับ"
"แล้วอัตรารอดล่ะ?"
"ตอนนี้ยังไม่ตายสักต้นเลยครับ"
เฉินไห่เงยหน้ามองลูกชาย
"ไม่ตายเลยสักต้น?"
"ครับ ไม่ตายเลย"
สีหน้าของเฉินไห่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
แต่แววตาที่เขามองเฉินหลินนั้น... ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขาลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากขากางเกง
"สือโถวกั่งน่ะ ไม่ต้องไปแตะมันหรอก ตอนเด็กๆ พ่อไปต้อนแกะแถวนั้น ยังเจ็บตีนเลย"
"มีแต่หินกรวดทั้งภูเขา ฝนตกทีก็ลื่นจนยืนไม่อยู่ อย่าว่าแต่ปลูกต้นไม้เลย หญ้ายังขึ้นไม่รอด"
"ผมรู้ครับ สือโถวกั่งผมเอาไว้คิวสุดท้ายเลย สภาพมันแย่เกินไป ไว้รอหาทางแก้ได้ค่อยว่ากันครับ"
เฉินไห่พยักหน้ารับรู้
สองพ่อลูกพากันเดินลงเขา
ตอนลงมาถึงตีนเขา ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
แสงไฟดวงเล็กๆ ตามบ้านเรือนในหมู่บ้านค่อยๆ สว่างไสวขึ้น
เฉินไห่เดินนำหน้า ฝีเท้าสม่ำเสมอไม่ช้าไม่เร็ว
จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง "เงินค่าสัมปทานนั่น... ไม่ใช่เงินเก็บที่แกทำงานในเมืองใช่ไหม"
ฝีเท้าของเฉินหลินชะงักไปนิดหนึ่ง
"พ่อ—"
"พ่อไม่ได้จะถามว่าแกไปกู้หนี้ยืมสินใครมาหรือเปล่าหรอกนะ"
เฉินไห่พูดแทรกขึ้นมา "คืนนั้นแม่แกมาเล่าให้ฟัง ว่าคนข้างนอกเขาลือกันว่าแกไปกู้เงินนอกระบบมาทำ พ่อไม่เชื่อหรอก ลูกพ่อไม่ใช่คนแบบนั้น"
เฉินหลินเงียบไป
"แต่เรื่องเงินพ่อก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดี"
น้ำเสียงของเฉินไห่ราบเรียบ "แกทำงานในเมืองมาสองปี ประหยัดให้ตายก็คงเก็บได้แค่ไม่กี่หมื่น แต่ที่แกควักจ่ายไปนี่ มันทะลุยอดนั้นไปไกลแล้ว"
เขาหยุดเดิน
"พ่อไม่ถามหรอกนะว่าแกไปเอาเงินมาจากไหน พ่อแค่อยากถามแกคำเดียว — แกรักษาคำพูดได้ไหม แกมั่นใจใช่ไหม"
เฉินหลินมองแผ่นหลังของพ่อ
แผ่นหลังที่ไม่สูงไม่เตี้ย ไหล่ลู่ลงเล็กน้อย สภาพของคนที่ทำงานก่อสร้างมาทั้งวันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น
"มั่นใจครับ" เขาตอบ
เฉินไห่พยักหน้า แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
พอกลับถึงบ้าน กับข้าวก็จัดวางเตรียมไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
หลิวกุ้ยฮวาเห็นทั้งสองคนเดินตามกันเข้ามา ก็เอ่ยถาม "ไปไหนกันมาน่ะ?"
"ไปเดินยืดเส้นยืดสายมา" เฉินไห่หยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว
"เดินไปไหนล่ะ?"
"ภูเขาด้านหลังนู่น"
สายตาของหลิวกุ้ยฮวากวาดมองสองพ่อลูกสลับไปมา
เธอเหมือนอยากจะถามอะไรต่อ แต่พอเห็นสีหน้าของเฉินไห่ เธอก็กลืนคำพูดลงคอไป
ครอบครัวสามคนนั่งกินข้าวกันเงียบๆ
กินเสร็จเฉินไห่ก็นั่งสูบบุหรี่อยู่ในลานบ้าน
เฉินหลินล้างชามเสร็จ เดินออกจากครัวมา ก็เห็นพ่อนั่งอยู่ใต้ต้นพุทราแก่ ปลายมวนบุหรี่สว่างวาบเป็นจังหวะ
เขากลับเข้าห้อง ปิดประตู ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง
กลางคืนช่างเงียบสงัด
ไม่มีเสียงพลิกตัวไปมาของหลิวกุ้ยฮวาดังมาจากห้องข้างๆ แสดงว่าคืนนี้พ่อกับแม่คงไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก
หรืออาจจะคุยกันจบไปแล้ว
เฉินหลินไม่รู้หรอกว่าพ่อพูดอะไรกับแม่บ้าง
แต่เขาเดาว่า พ่อคงไม่ได้อธิบายอะไรยืดยาวหรอก
พ่อของเขาเป็นคนพูดน้อยมาทั้งชีวิต แต่ทุกคำพูดล้วนมีน้ำหนักเสมอ
อย่างคำถามที่ว่า "แกมั่นใจใช่ไหม" ที่ถามบนภูเขาวันนี้ — นั่นแหละคือสไตล์ของเฉินไห่
เขาไม่ถามว่าทำไม ไม่ถามว่าทำยังไง ไม่ซักไซ้รายละเอียด
เขาแค่ถามว่ามั่นใจหรือเปล่า
ถ้ายืนยันว่ามั่นใจ เขาก็พร้อมจะเชื่อใจ
เที่ยงคืนตรง โทรศัพท์มือถือสั่นเตือน
8,500 หยวน
เฉินหลินเหลือบมองตัวเลขนั้น ล็อกหน้าจอ พลิกตัว แล้วก็หลับไป