เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 เขาอายุแค่สิบแปดก็ได้เป็นระดับผู้บังคับกองร้อย? ใครจะเชื่อ!

บทที่ 39 เขาอายุแค่สิบแปดก็ได้เป็นระดับผู้บังคับกองร้อย? ใครจะเชื่อ!

บทที่ 39 เขาอายุแค่สิบแปดก็ได้เป็นระดับผู้บังคับกองร้อย? ใครจะเชื่อ!


ดวงตะวันในวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสิบสองฉายแสงซีดขาวอยู่บนยอดไม้ หิมะที่ทับถมในป่าเก่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือหนาจนฝังลึกถึงหัวเข่า

หลินฮั่ววั่งถูหูที่หนาวจนกลายเป็นสีม่วง เขาพันกายด้วยหมวกหนังหมาป่าที่แม่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอขาวเกาะเป็นเกล็ดน้ำแข็งบนขนตา

เสียงกึกกักของล้อเกวียนลาที่บดขยับลงบนพื้นหิมะ ทำให้นกกาบนกิ่งไม้แห้งข้างทางตกใจบินหนีไป

หลิว หรูเมิ่ง พิงกายอยู่ข้างหลินฮั่ววั่ง เธอสวมเสื้อนวมที่แม่ซื้อมาให้ในราคาสูงก่อนที่จะลงมาชนบท ด้านนอกยังสวมทับด้วยเสื้อคลุมทหารสีเขียวที่กรมทหารมอบให้หลินฮั่ววั่ง แม้ลมหนาวจะแรงเพียงใดเธอก็ยังรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก

ส่วนหลินฮั่ววั่งสวมเสื้อคลุมหนังหมาป่าที่เย็บอย่างประณีต เสื้อตัวนี้ใช้หนังหมาป่าถึงสี่ตัว เป็นผลงานที่หลิว หรูเมิ่ง และแม่หลินช่วยกันเย็บติดกันถึงสองคืนเต็มโดยไม่หลับไม่นอน

มีทั้งเมียและแม่คอยรักและเอาใจใส่แบบนี้ ชีวิตช่างหอมหวานเหลือเกิน!

หลินฮั่ววั่งนึกถึงชีวิตก่อนกลับมาเกิดใหม่ แม้จะมีทรัพย์สินนับพันล้าน สวมเสื้อกันหนาวแบรนด์แคนาดากูส (Canada Goose) ตัวละหลายหมื่น อยู่ในคฤหาสน์หรูมูลค่านับร้อยล้าน แต่กลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหน็บหนาว ในแต่ละวันไม่มีความสุขเลยสักนิด

เทียบไม่ได้เลยกับตอนนี้ ที่ก่อนนอนได้โอบกอดเมียรักอย่างหลิว หรูเมิ่ง และเมื่อตื่นมาก็ได้เห็นแม่ผู้มีสุขภาพแข็งแรงกำลังวุ่นวายอยู่หน้าเตาทำมื้อเช้าให้

ชีวิตเช่นนี้... ต่อให้เทพเซียนมาขอแลกเขาก็ไม่ยอม!

หลิว หรูเมิ่ง เองก็มีความคิดไม่ต่างกัน เมื่อก่อนตอนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เธอเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในครอบครัวนายทหารระดับสูง เพราะแม่ของเธอเป็นคนเซี่ยงไฮ้ จึงมีความเข้มงวดและพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพชีวิตรวมถึงกิริยามารยาทอย่างมาก

มักจะไม่อนุญาตให้เธอทำอย่างนั้น ห้ามทำอย่างนี้ เธอไม่สามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเหมือนเด็กคนอื่น ๆ ในบ้านพักทหาร จนรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาเมื่อครอบครัวเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากลงมาชนบทก็ถูกกีดกันและจ้องจับผิดไปเสียทุกที่ จนสุขภาพจิตของหลิว หรูเมิ่ง แทบจะระเบิดออกมา ไม่เป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่า ในตอนนั้นการฆ่าตัวตายคือทางออกเดียวที่เธอคิดได้เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์

โชคดีที่...

หลินฮั่ววั่งปรากฏตัวขึ้นได้ทันเวลา เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามากลางใจอันมืดมิดของเธอ

"อาวั่ง! ถ้าไม่มีคุณ ฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนี้จะเป็นยังไง มีคุณอยู่ด้วย... ดีที่สุดเลย"

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิว หรูเมิ่ง ก็ขยับเข้าไปพิงสามีให้แน่นขึ้น เสื้อนวมทหารสีเขียวเบียดเข้ากับข้อศอกของอีกฝ่าย มุมปากผุดรอยยิ้มอันแสนหวานออกมา

"ข้างหน้าอีกห้าลี้ก็ถึงซานเต้าโกวแล้ว พอพ้นซานเต้าโกวไปก็จะเห็นคอมมูนหงซิง"

หลิน สุ่ยเซิง คนขับเกวียนสะบัดแส้เสียงดังเพียะ เพื่อเร่งให้เจ้าลาจอมขี้เกียจของหน่วยผลิตก้าวเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิด

เขาเป็นรองหัวหน้าหน่วยผลิต แต่ตอนนี้กลับเต็มใจอย่างยิ่งที่จะมาทำหน้าที่เป็นคนขับเกวียนให้หลินฮั่ววั่ง ผมแสกข้างของเขาถูกลมพัดจนยุ่งเหยิง แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะเอ่ยว่า:

"อาวั่ง! คราวก่อนตอนอยู่กรมทหารที่ 323 ผู้บังคับการกรมหวังไม่ได้บอกเหรอว่าจะทำเรื่องขอสถานะและสวัสดิการระดับนายทหารชั้นสัญญาบัตรเทียบเท่าผู้บังคับกองร้อยให้แกน่ะ? ถ้าครั้งนี้ขอมาได้จริง ๆ ละก็ ฮื้อหือ! แกก็ได้เป็นนายทหารทันทีเลยนะเนี่ย"

"ถ้าเทียบตามตำแหน่งแล้ว นั่นใหญ่กว่าตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยผลิตอย่างฉันตั้งเยอะ อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับรองผู้อำนวยการคอมมูนหงซิงเลยละ! แกนี่เป็นเจ้าคนนายคนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่หลินเจียโกวเคยมีมาเลยนะ"

หลิน สุ่ยเซิง นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเมื่อเดือนก่อน หลินฮั่ววั่งยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มน่าสงสารที่ถูกพ่อเลี้ยงไล่ออกจากบ้าน ต้องพาแม่ระหกระเหินไปทั่ว แต่เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หลินฮั่ววั่งกลับพลิกชะตาฟ้าลิขิต โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์สังหารฝูงหมาป่าเมื่อคืนก่อน ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังไปทั่วทั้งหน่วยผลิตหลินเจียโกวแบบไม่มีใครเทียบได้

"อาสุ่ยเซิงพูดเล่นแล้วครับ ต่อให้ผู้บังคับการกรมหวังจะทำเรื่องสถานะให้จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงตำแหน่งลอย ๆ เพื่อให้ผมพกปืนได้สะดวกและเอาไว้ช่วยฝึกทหารหน่วยรบพิเศษเท่านั้นแหละครับ"

"ในอนาคตต่างหาก อาต่างหากที่จะเป็นคนใหญ่คนโตที่สุดในหน่วยผลิตหลินเจียโกว จะทำให้ชาวบ้านในหน่วยผลิตของเราอิ่มท้อง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ไหม ก็ต้องหวังพึ่งอาแล้วละครับ!" หลินฮั่ววั่งกล่าวพลางยิ้ม

เขาจงใจทำให้หลิน เจี้ยนกั๋ว กลายเป็นคนพิการ แม้จะเหลือชีวิตไว้ให้ แต่สภาพนั้นย่อมไม่สามารถดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยผลิตได้อีกต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลังจากผ่านพ้นปีใหม่ไปและรายงานเรื่องนี้ให้ทางคอมมูนจัดการ หลิน สุ่ยเซิง ในฐานะรองหัวหน้าหน่วยย่อมจะได้ขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยผลิตแทนแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ หลินฮั่ววั่งจึงต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหลิน สุ่ยเซิง ไว้ เพื่อให้การใช้ชีวิตในหน่วยผลิตหลินเจียโกวต่อจากนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายที่สุด

และอีกอย่าง...

หลินฮั่ววั่งกำลังรอคอยโอกาส ในอนาคตเมื่อมีการปฏิรูปและเปิดประเทศ ทุกอย่างจะมุ่งไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เมื่อถึงเวลานั้น ให้หลิน สุ่ยเซิง อยู่เบื้องหน้า ส่วนตัวเขาอยู่เบื้องหลัง โดยมีหลินเจียโกวเป็นฐานที่มั่น พึ่งพาทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาฉางไป๋ซาน ผนวกกับหัวการค้าจากชาติก่อนและความรู้แจ้งในอนาคตของเขา ย่อมมีโอกาสสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน

"จะว่าไป อาวั่ง... เมื่อก่อนแกตามพวกอาจารย์ที่อยู่ในคอกวัว แกคงได้วิชาความรู้มาจริง ๆ สินะ? พูดจาออกมาดูแตกต่างจากคนอื่นเลย ทั้งที่แกเรียนจบแค่ประถม แต่ดูเหมือนผู้มีการศึกษาไม่มีผิด ฉันว่าพวกจือชิงบางคนยังมีความรู้สู้แกไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิน สุ่ยเซิง ก็นึกขึ้นได้ว่าบนเกวียนลานี้มีจือชิงอยู่อีกคนหนึ่ง! เขาจึงรีบเสริมทันที: "ฮ่า ๆ! แน่นอนว่าจือชิงพวกนั้นไม่รวมถึงจือชิงหลิวหรอกนะ จือชิงหลิวเป็นนักเรียนมัธยมปลายตัวจริง แถมมาจากเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ เรื่องความรู้ความสามารถย่อมต้องเก่งกว่าอาวั่งของเราอยู่แล้ว ฮ่า ๆ..."

หลิว หรูเมิ่ง หน้าแดงระเรื่อ: "ฉัน... ฉันพูดไม่เก่งเท่าเขาหรอกค่ะ อาสุ่ยเซิง ความจริงแล้วระดับความรู้ของอาวั่งน่ะสูงมากนะคะ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แค่บทกวีที่เขาเขียนให้ฉันบทหนึ่ง ฉันกล้าพูดเลยว่าทั่วประเทศจีนคงหาคนเขียนได้ดีขนาดนี้ไม่ได้กี่คนหรอกค่ะ"

แต่งกับไก่ก็ต้องตามไก่ แต่งกับหมาก็ต้องตามหมา ตอนนี้หลิว หรูเมิ่ง ก็เรียกหลิน สุ่ยเซิง ว่า "อาสุ่ยเซิง" ตามหลินฮั่ววั่งแล้ว แทนที่จะเรียกตำแหน่งรองหัวหน้าหลินเหมือนเมื่อก่อน

"เขียนกลอน? เจ้านี่เขียนกลอนเป็นด้วยเหรอ? นั่นมันงานของพวกปัญญาชนเขาทำกันนะจ๊ะจือชิงหลิว ฉันว่าหนูจงใจยกยอพ่อหนุ่มคนนี้เกินไปหรือเปล่า? กลอนที่เขาเขียนน่ะนะ จะหาคนในประเทศเขียนเทียบไม่ได้? พูดเกินจริงไปแล้ว!"

หลิน สุ่ยเซิง หัวเราะร่า คิดว่าหลิว หรูเมิ่ง พูดเกินความจริงไปหน่อยตามประสาเมียที่ต้องช่วยพูดส่งเสริมผัวตัวเอง เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่า เพียงเพราะบทกวีบทนี้ของหลินฮั่ววั่ง ในอนาคตจะทำให้หมู่บ้านหลินเจียโกวกลายเป็น "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งกวีนิพนธ์" ที่เหล่าเยาวชนผู้รักวรรณกรรมทั่วประเทศจีนต่างพากันมาเยี่ยมชมและเช็กอิน

"อาวั่งเอ๊ย! แกนี่มันคนมีบุญจริง ๆ ที่ได้แต่งงานกับเมียดี ๆ แบบนี้ สวยหยาดฟ้ามาดินเหมือนนางฟ้าบนสวรรค์ไม่มีผิด"

หลิน สุ่ยเซิง เอ่ยล้อขึ้นมาอีกประโยค หลินฮั่ววั่งได้ยินดังนั้นก็โอบกอดหลิว หรูเมิ่ง ให้แน่นขึ้นไปอีก เขาขยิบตาอย่างเจ้าเล่ห์แล้วพูดกับเธอว่า:

"งั้นผมต้องกอดนางฟ้าตัวน้อยของผมไว้ให้แน่น ๆ ซะแล้วล่ะ เดี๋ยววันดีคืนดีบินกลับไปอยู่บนวิมานสวรรค์จะทำยังไง?"

"ไม่บินไปไหนหรอกค่ะ! ต่อให้มีวิมานสวรรค์จริง ๆ แต่ถ้าไม่มีคุณอยู่ที่นั่น ฉันก็ไม่คิดจะไปหรอก"

หลิว หรูเมิ่ง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่เม้มเนียนใสน่าเอ็นดูจนหลินฮั่ววั่งอดใจไม่ไหว ก้มลงไปจุมพิตเบา ๆ หนึ่งที

"ว้าย! อาสุ่ยเซิงยังอยู่นะคะ..." หลิว หรูเมิ่ง ต่อว่าเสียงเบา ใบหน้าแดงก่ำจนต้องซุกหน้าลงกับอกของหลินฮั่ววั่ง ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา

"ฮ่า ๆ ๆ ๆ... ย่าห์! ย่าห์!" อาสุ่ยเซิงไม่พูดอะไร ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาขับเกวียนลาต่อไป

เมื่อเห็นความสนิทสนมของสามีภรรยาคู่นี้ หลิน สุ่ยเซิง ก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองหนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง เขานึกถึงตอนที่ขับเกวียนลาแบบนี้ไปที่หน่วยผลิตอื่น เดินทางผ่านป่าเขากว่าสิบลี้เพื่อไปรับเมียแต่งเข้าบ้านในวันนั้น

ทว่าในตอนนั้นเอง...

มีควันดำสองสายพวยพุ่งขึ้นมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงคำรามของรถแทรกเตอร์ที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

"หืม? รถแทรกเตอร์ของคอมมูนเหรอ แถมมาตั้งสองคัน? หิมะตกหนักขนาดนี้ พวกเขาจะรีบไปไหนกัน?" หลิน สุ่ยเซิง จำได้ทันทีจากระยะไกลและเอ่ยถามด้วยความสงสัย

เพราะในช่วงฤดูหนาวเดือนสิบสองแบบนี้ งานเกษตรต่าง ๆ ก็หยุดพักกันหมดแล้ว การติดต่อระหว่างคอมมูนกับหน่วยผลิตมักจะใช้โทรศัพท์สั่งการเอา มีเรื่องอะไรก็แค่บอกกล่าวกัน ไม่จำเป็นต้องนำคนออกมาด้วยตัวเองเช่นนี้

แต่ตอนนี้กลับมีรถแทรกเตอร์ออกมาถึงสองคัน แสดงว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน

"รถแทรกเตอร์ของคอมมูนเหรอ? เหมือนจะมี... คนยืนอยู่ข้างบนเยอะเลย แถมถือปืนกันหมด?" หลินฮั่ววั่งหรี่ตามองไปแต่ไกล หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ

เขามีลางสังหรณ์ว่าคนกลุ่มนี้มีโอกาสสูงมากที่จะมุ่งเป้ามาที่เขา แต่ในตอนนี้จะให้อาสุ่ยเซิงกลับเกวียนลาหนีไปก็คงไม่ทันแล้ว ฝ่ายตรงข้ามย่อมเห็นพวกตนแล้วเช่นกัน และเกวียนลาที่เชื่องช้าจะไปวิ่งหนีรถแทรกเตอร์ที่ใช้น้ำมันดีเซลได้อย่างไร?

"นั่นสินะ! หรือว่าในหมู่บ้านไหนจะเจอสายลับหรือโจรหนีคดีเข้าล่ะมั้ง! เมื่อหลายปีก่อน พวกกากเดนหุ่นเชิดแมนจูกับสายลับพรรคก๊กมินตั๋งแฝงตัวอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด แต่ก็หนีไม่พ้นหูตาของประชาชน ถูกลากตัวออกมาจนหมด แต่ตอนนี้ยังมีพวกโจรป่าซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก ซึ่งน่าปวดหัวกว่า เมื่อไม่นานมานี้ หน่วยผลิตในคอมมูนข้าง ๆ ก็เพิ่งเจอโจรป่าแอบลงเขามาปล้นเสบียงในหมู่บ้าน แถมยังทำร้ายคนบาดเจ็บด้วย..."

หลิน สุ่ยเซิง ไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนหลินฮั่ววั่ง เขาเป็นรองหัวหน้าหน่วยผลิต เมื่อเห็นกองกำลังมินปิง (อาสาสมัครป้องกันตนเอง) จากกองงานป้องกันฝ่ายพลเรือนของคอมมูน เขาจึงไม่รู้สึกกังวลหรือหวาดกลัว แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยและเป็นมิตรเสียด้วยซ้ำ

ส่วนหลิว หรูเมิ่ง ที่อยู่ข้าง ๆ ดูเหมือนจะรับรู้ถึงความเครียดของหลินฮั่ววั่งได้ เธอจึงรีบถามทันที:

"อาวั่ง มีอะไรหรือเปล่า? หรือว่าคุณคิดว่า... มินปิงของคอมมูนจะมาหาเรื่องพวกเรา?"

แม้จะใช้ชีวิตร่วมกับหลินฮั่ววั่งเพียงไม่กี่วัน แต่หลิว หรูเมิ่ง ก็มอบทั้งกายและใจให้เขาไปแล้ว เธอจึงอ่อนไหวต่ออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเขาอย่างมาก

"อืม!"

หลินฮั่ววั่งเองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เมิ่งเมิ่ง! พวกเขามีคนเยอะและมีปืนเยอะ อีกอย่างเราจะไปปะทะกับมินปิงของคอมมูนไม่ได้เด็ดขาด ถ้าพวกเขาจะหาเรื่องผม คุณกับอาสุ่ยเซิงอย่าเข้ามาขวางนะ ให้รีบไปที่กรมทหารที่ 323 ทันที แล้วตามผู้บังคับการกรมหวังมาช่วย"

รถแทรกเตอร์วิ่งด้วยความเร็วสูง ในขณะที่หลินฮั่ววั่งกำลังพูดกับหลิว หรูเมิ่ง พวกเขาก็มาถึงตรงหน้าพอดี

"อืม! ฉันจำไว้แล้วค่ะ อาวั่ง หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรนะ"

หลิว หรูเมิ่ง เตรียมพร้อมรับมือราวกับเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ ในขณะเดียวกันเธอก็เห็นคนคุ้นเคยคนหนึ่ง หนึ่งในคนขับรถแทรกเตอร์คือหลิว เหวินเจิ้ง คนเดียวกับที่เคยอาสาพาเธอไปส่งที่คอมมูนคราวก่อน

หลิว เหวินเจิ้ง เองก็ประหลาดใจเช่นกัน เมื่อเห็นหลิว หรูเมิ่ง อยู่บนเกวียนลา ใบหน้าของเขาก็ปรากฏแววดีใจขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่พอเห็นเธอพิงอยู่ข้างกายหลินฮั่ววั่ง หัวใจของเขาก็พลันรู้สึกบิดเบี้ยวและอึดอัดใจจนแทบกระอัก

ในความคิดของเขา จือชิงสาวที่สวยที่สุดอย่างหลิว หรูเมิ่ง ทำไมถึงต้องมาแต่งงานกับไอ้บ้านนอกคอกนาแสนหยาบกระด้างอย่างหลินฮั่ววั่งด้วย! ช่างเป็นการทำร้ายตัวเองเหลือเกิน!

ตั้งแต่วันที่ได้พบหลิว หรูเมิ่ง และรู้ว่าเธอแต่งงานกับหลินฮั่ววั่งแล้ว หลิว เหวินเจิ้ง ก็รู้สึกไม่สบายใจมาโดยตลอด ทุกคืนก่อนนอนพอคิดถึงเรื่องนี้เขาก็เจ็บปวดใจจนนอนไม่หลับ!

ถึงขนาดที่... ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขามีความรู้สึกวูบหนึ่งที่อยากจะขับรถแทรกเตอร์ไปที่หน่วยผลิตหลินเจียโกวเพื่อตามหาหลิว หรูเมิ่ง และโน้มน้าวให้เธอหย่ากับหลินฮั่ววั่งเสีย โดยที่เขาจะสวมบทบาทเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาวไปช่วยเธอให้พ้นจากขุมนรกเอง

ทว่า... สุดท้ายเขาก็ไม่มีความกล้าพอ ทั้งที่อยากเจอหน้าเธอใจจะขาด แต่ก็กลัวที่จะไปพบเธอ

แต่ใครจะไปนึกว่า เช้าวันนี้จะถูกผู้อำนวยการคอมมูนจ้าว เถี่ยฉุย เรียกตัวแต่เช้าเพื่อไปปฏิบัติภารกิจลับพิเศษ แล้วดันมาเจอหลิว หรูเมิ่ง เข้าจนได้ ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นเธอ สายตาของเขาก็ไม่คลาดเคลื่อนไปจากตัวเธอเลย

จนถึงขนาดที่เขาเกือบจะลืมหยุดรถแทรกเตอร์ และเกือบจะพุ่งเข้าชนเกวียนลาของหลิน สุ่ยเซิง อยู่แล้ว

"หยุด ๆ ๆ! ผมว่าผู้อำนวยการจ้าวครับ พวกคุณยกโขยงกันไปที่ไหนเนี่ย? นี่จะไปจับอาชญากรหรือสายลับจารชนที่ไหนกันอีกล่ะ?"

หลิน สุ่ยเซิง รีบควบคุมเกวียนลาให้หลบไปด้านข้าง ก่อนจะตะโกนถามด้วยรอยยิ้ม

หลิว เหวินเจิ้ง รีบดึงสติกลับมาและจอดรถแทรกเตอร์ให้สนิท ผู้อำนวยการคอมมูนหงซิง จ้าว เถี่ยฉุย ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มเย็นเยือกออกมาก่อนจะส่งสัญญาณมือแล้วตะโกนว่า:

"อาชญากรที่ฉันจะจับน่ะ ก็อยู่บนเกวียนลาของแกนั่นไง! มานี่! จับตัวไอ้หัวขโมยหลินฮั่ววั่งที่บังอาจลอบเข้าค่ายทหารไปขโมยปืนคนนี้ไปเดี๋ยวนี้!"

เคร้ง!

ทันทีที่สิ้นคำสั่ง มินปิงเจ็ดแปดคนในชุดนวมสีเหลืองก็กระโดดลงมาจากรถแทรกเตอร์ทั้งสองคัน เข้าล้อมเกวียนลาของหลิน สุ่ยเซิง ไว้ทุกทิศทาง

คนที่นำหน้าคือผู้อำนวยการกอง孙建设 (ซุน เจี้ยนเซ่อ) แห่งฝ่ายป้องกันพลเรือนของคอมมูน ปกเสื้อขนสัตว์ของเขามีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ หนวดทรงแปดนาฬิกาบนริมฝีปากเป็นน้ำแข็งขุ่นมัว ซองปืนหนังวัวตรงเอวขัดจนขึ้นเงา เวลาเดินจะมีเสียงกระดุมทองแดงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง

ส่วนมินปิงที่ตามหลังเขามาต่างก็สะพายปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 แบบเดียวกับหลินฮั่ววั่ง ลำกล้องปืนที่เป็นเหล็กกรมท่าทอประกายเย็นเยือกท่ามกลางหิมะ

"อะไรนะ? พวกคุณจะมาจับอาวั่งเหรอ? ล้อเล่นหรือเปล่าครับ? ผู้อำนวยการจ้าว ผู้อำนวยการซุน ผมเป็นพยานได้นะ ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 กระบอกนี้ของหลินฮั่ววั่งน่ะ เขาไม่ได้ขโมยมาแน่นอน"

"พวกคุณไปถามผู้บังคับการกรมหวังแห่งกรมทหารที่ 323 ได้เลย วันนั้นท่านเป็นคนมอบให้หลินฮั่ววั่งเองกับมือในค่ายทหารเลยนะ" พูดมาถึงตรงนี้ หลิน สุ่ยเซิง ก็รีบเสริมอีกประโยค: "ผู้บังคับการกรมหวังยังบอกอีกว่าจะให้สถานะและสวัสดิการระดับนายทหารสัญญาบัตรเทียบเท่าผู้บังคับกองร้อยแก่หลินฮั่ววั่งด้วย ปืนของเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ!"

"ถุย! พูดจาเหลวไหลสิ้นดี!"

"หลิน สุ่ยเซิง แกคงถูกไอ้หลินฮั่ววั่งนี่ต้มจนเปื่อยแล้วมั้ง? มันอายุเท่าไหร่ มีหัวนอนปลายเท้ายังไง ถึงจะได้รับสถานะและสวัสดิการระดับผู้บังคับกองร้อย? นี่แกเห็นฉันเป็นลิงหรือไง? คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ? ทหารคนหนึ่งตั้งแต่เข้ากรมจนถูกเลื่อนขั้นเป็นระดับผู้บังคับกองร้อยน่ะ ต้องใช้เวลากี่ปี่ ต้องสร้างความดีความชอบขนาดไหน?"

"แล้วนี่แกมาบอกฉันว่า ไอ้เด็กกะโปโลอายุสิบแปดที่โตมาในชนบทแถมไม่เคยเป็นทหารอย่างหลินฮั่ววั่งน่ะ กองทัพจะให้สวัสดิการระดับผู้บังคับกองร้อยเนี่ยนะ?"

จ้าว เถี่ยฉุย แค่นเสียงหัวเราะอย่างดูถูก ความจริงเขาก็พอจะเชื่ออยู่บ้างว่าปืนกระบอกนี้ผู้บังคับการกรมหวัง เปียว เป็นคนมอบให้หลินฮั่ววั่ง แต่การมอบให้เช่นนี้ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบวินัยแน่นอน

เป้าหมายของเขาชัดเจนมาก ในแง่หนึ่งคือเพื่อล้างแค้นหลินฮั่ววั่ง และอีกแง่หนึ่งคือถือโอกาสนี้เล่นงานไอ้ผู้บังคับการกรมหวัง ต้าปิยวจื่อ (ไอ้บ้าหวัง) ผู้โอหังคนนั้นเสียเลย

ดังนั้น... ไม่ว่าหลิน สุ่ยเซิง จะอธิบายอย่างไร เขาก็จะไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว และต่อให้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง เขาก็ต้องจับหลินฮั่ววั่งให้ได้อยู่ดี

"โธ่เอ๊ย! นี่มันเรื่องเข้าใจผิดกันใหญ่โตแล้วครับ! อาวั่งไม่ได้ขโมยปืนจริง ๆ นะ ผู้อำนวยการจ้าว ผมต้องพูดยังไงคุณถึงจะเชื่อล่ะเนี่ย?"

หลิน สุ่ยเซิง ร้อนใจจนแทบบ้า เขาอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดและรู้เรื่องราวดีกว่าใครเพื่อน เขาเห็นกับตาว่าหลินฮั่ววั่งโชว์ฝีมือยิงปืนในค่ายทหารจนเป็นที่ยอมรับ และผู้บังคับการกรมหวัง เปียว ก็เป็นคนชักชวนเขาด้วยตัวเอง

แต่เรื่องเหล่านี้ดันไปเกี่ยวข้องกับความลับเรื่อง "การฝึกยุทธวิธีพิเศษ" ที่หลินฮั่ววั่งเคยกำชับไว้ เขาจึงไม่สามารถเปิดเผยให้จ้าว เถี่ยฉุย ฟังเพื่ออธิบายได้

"จับคนสิ! พวกแกยืนบื้ออยู่ทำไม ยึดปืนมันมาก่อน ถ้ามันกล้าขัดขืน... วิสามัญได้ทันที!" จ้าว เถี่ยฉุย หรี่ตาลงและสั่งการอย่างเด็ดขาด

โดยเฉพาะเมื่อเห็นปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 ในมือหลินฮั่ววั่ง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าจับโจรได้พร้อมของกลางแล้ว ตราบใดที่ยึดปืนกระบอกนี้มาจากตัวหลินฮั่ววั่งได้ เขาก็จะสามารถบงการชะตากรรมของหลินฮั่ววั่งรวมถึงหวัง เปียว ได้ตามใจชอบ

"ไม่ยอมให้พวกคุณจับอาวั่งนะ อาวั่งไม่ได้ทำผิดกฎหมาย!" หลิว หรูเมิ่ง มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตระหนก แม้หลินฮั่ววั่งจะเคยเตือนเธอไว้ก่อนแล้ว แต่หัวใจเธอก็ยังเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมา

เธอเอาตัวเข้าบังหลินฮั่ววั่งไว้ตามสัญชาตญาณ กางแขนออกทั้งสองข้างและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

"ถอยไป! เธอเป็นแค่ผู้หญิง ระวังจะโดนลูกหลงเข้า" ผู้อำนวยการซุน เจี้ยนเซ่อ ถือปืนพกชี้ไปทางหลินฮั่ววั่งแล้วคาดคั้นว่า:

"หลินฮั่ววั่ง! แกจะวางปืนลงแล้วยอมตามพวกเราไปดี ๆ หรือจะให้พวกเรายึดปืนแล้วใส่กุญแจมือแกไป?" คำพูดของเขาถือว่ายังเกรงใจอยู่บ้าง ถ้าเป็นจ้าว เถี่ยฉุย คงพุ่งเข้ามาฟาดด้วยพานท้ายปืนไปแล้ว

"ผมจะไปกับพวกคุณครับ เพื่อให้ความร่วมมือกับการทำงานของเจ้าหน้าที่! ผมเชื่อว่าองค์กรของเราจะไม่ใส่ร้ายคนดีแน่นอน" หลินฮั่ววั่งตบบ่าหลิว หรูเมิ่ง เป็นสัญญาณให้เธอหลีกไป

จากนั้นเขาก็ส่งปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 ที่สะพายอยู่ให้อีกฝ่าย และเดินลงจากเกวียนลาด้วยตัวเอง

"อืม! ถือว่าแกยังมีความสำนึกอยู่บ้าง องค์กรจะไม่ใส่ร้ายคนดี แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ปล่อยคนชั่วให้ลอยนวลเด็ดขาด" ซุน เจี้ยนเซ่อ คุมตัวหลินฮั่ววั่งขึ้นรถแทรกเตอร์ไปอย่างราบรื่น เพราะหลินฮั่ววั่งให้ความร่วมมือดี เขาจึงไม่ได้ใส่กุญแจมือให้

ส่วนผู้อำนวยการคอมมูนจ้าว เถี่ยฉุย เมื่อเห็นหลิว หรูเมิ่ง ผู้เลอโฉม ในใจก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขาก้าวเข้าไปหาแล้วเอ่ยเสียงเย็น: "หลิว หรูเมิ่ง เธอเป็นสามีภรรยากับหลินฮั่ววั่ง ไม่แน่อาจจะเป็นสมรู้ร่วมคิดกัน ต้องถูกคุมตัวไปด้วยกัน"

ทันใดนั้น หลินฮั่ววั่งที่อยู่บนรถแทรกเตอร์ก็ถลึงตาใส่และสวนกลับทันที: "ผู้อำนวยการจ้าว ใครทำใครรับสิครับ ตอนนี้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คุณยังคิดจะใช้ระบบลงโทษยันครอบครัวแบบยุคศักดิ์ดินาอยู่อีกเหรอ?"

หลิว เหวินเจิ้ง คนขับรถแทรกเตอร์ได้ยินดังนั้นก็เริ่มร้อนรน เขาพอมองออกว่าจ้าว เถี่ยฉุย กำลังคิดจะทำอะไรชั่ว ๆ ผู้หญิงสวย ๆ คนไหนที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของตาแก่นี่ เคยมีจุดจบที่ดีบ้างล่ะ?

และเมื่อได้ยินหลินฮั่ววั่งโต้แย้งจ้าว เถี่ยฉุย อย่างมีเหตุผลเช่นนั้น เขาก็รู้สึกประหลาดใจและทึ่งอยู่ไม่น้อย นึกไม่ถึงว่าไอ้บ้านนอกอย่างหลินฮั่ววั่งจะพูดจาแบบนี้ออกมาได้

"หึ!" เมื่อถูกหลินฮั่ววั่งสวนกลับเช่นนั้น จ้าว เถี่ยฉุย ก็หาข้ออ้างดี ๆ มาบังคับพาตัวหลิว หรูเมิ่ง ไปไม่ได้อีก

ทว่า เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นเนื้อหมูป่าและเนื้อหมาป่าที่วางอยู่บนเกวียนลา เขาก็เกิดไอเดียขึ้นมาทันที เขาสั่งการว่า: "เฮ้ย! มานี่สิ เอาเนื้อบนเกวียนนี่ขนขึ้นรถแทรกเตอร์ให้หมด"

"หลินฮั่ววั่งเอ๊ยหลินฮั่ววั่ง! แกนอกจากจะขโมยปืนแล้ว ยังมีพฤติกรรมเข้าข่ายการเก็งกำไรผิดกฎหมายอีกด้วย บอกมา! พวกแกขนเนื้อสัตว์มากมายขนาดนี้ออกไป จะเอาไปขายที่ไหน?"

หลิน สุ่ยเซิง ตะโกนห้ามเสียงดังทันที: "ผู้อำนวยการจ้าว คุณทำเกินไปแล้วนะ! เนื้อหมูป่ากับเนื้อหมาป่าพวกนี้ อาวั่งล่ามาได้ในฐานะพรานเฝ้าป่า (โฉ่วซานเหริน) นะครับ"

"แถมเนื้อพวกนี้ยังจะเอาไปส่งให้ผู้บังคับการกรมหวังที่กรมทหารที่ 323 ด้วย ไม่ได้มีการเก็งกำไรผิดกฎหมายอะไรทั้งนั้น!"

"เหอะ! จะให้ฉันเชื่อคำพูดพล่อย ๆ ของแกเหรอ? แกบอกว่าให้ผู้บังคับการกรมหวัง แล้วมันจริงหรือเปล่าล่ะ?"

"เอาเป็นว่า ตราบใดที่แกยังหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ว่าเนื้อพวกนี้จะเอาไปส่งให้หน่วยทหารของผู้บังคับการกรมหวังจริง ๆ เราก็จะขอยึดเนื้อพวกนี้กลับไปที่คอมมูนก่อน แกอยากได้คืนก็ไปตามผู้บังคับการกรมหวังมาทวงจากเราที่คอมมูนเอาเองแล้วกัน..."

สิ้นคำสั่ง มินปิงภายใต้การบงการของจ้าว เถี่ยฉุย ก็ช่วยกันขนเนื้อหมูป่าและเนื้อหมาป่าหลายร้อยจินที่หลินฮั่ววั่งเตรียมไว้ขึ้นรถแทรกเตอร์จนหมดสิ้น จากนั้นจ้าว เถี่ยฉุย ก็หัวเราะอย่างลำพองใจ รถแทรกเตอร์พ่นควันดำพุ่งทะยานจากไปทันที

"อาสุ่ยเซิง พวกเขาทำเกินไปแล้วค่ะ!!" หลิว หรูเมิ่ง มองตามรถแทรกเตอร์ที่ลับตาไปอย่างโมโหและร้อนใจ

"จะทำยังไงดีล่ะครับจือชิงหลิว? อาวั่งต้องถูกใส่ร้ายแน่ ๆ แต่จ้าว เถี่ยฉุย นั่นชัดเจนว่าเจตนาไม่หวังดี เขาจงใจจะเล่นงานอาวั่งให้ถึงตายเลยนะเนี่ย! ถ้าถูกยัดข้อหาขโมยปืนทหารเข้าไปจริง ๆ มีหวังโดนโทษประหารชีวิตแน่!" หลิน สุ่ยเซิง เอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยและลนลาน

"อย่าเพิ่งลนลานค่ะอาสุ่ยเซิง! เมื่อกี้ตอนที่เห็นรถแทรกเตอร์มา อาวั่งก็รู้แล้วว่ามาไม่ดีแน่ เขาเตือนฉันล่วงหน้าไว้แล้วว่าถ้าเขาถูกจับไปจริงๆ..."

"ห้ามเสียเวลาเด็ดขาด ให้พวกเรามุ่งหน้าไปที่คอมมูนทันที แล้วตรงไปที่ค่ายทหารกรมที่ 323 เพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้บังคับการกรมหวัง ขอเพียงมีท่านเป็นพยานให้ อาวั่งก็จะพ้นผิดแน่นอนค่ะ" หลิว หรูเมิ่ง พยายามดึงสติกลับมา เธอทบทวนทุกคำพูดที่หลินฮั่ววั่งเพิ่งบอกเธอไว้ในหัวอย่างละเอียด

"ตกลง! งั้นเราออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย รีบไปช่วยอาวั่งออกมาให้เร็วที่สุด เขาจะได้ไม่ต้องทนลำบากนาน" หลิน สุ่ยเซิง รีบเร่งเกวียนลา มุ่งหน้าสู่ตัวคอมมูนด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้

...

ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง จ้าว เถี่ยฉุย มองดูเนื้อหลายร้อยจินที่กองอยู่บนรถแทรกเตอร์ ในใจของเขาก็เบิกบานราวดอกไม้ผลิ

ช่างเป็นโชคลาภที่คาดไม่ถึงจริง ๆ! นึกไม่ถึงเลยว่าการออกมาจับหลินฮั่ววั่งครั้งนี้ จะได้เนื้อเป็นของแถมมากมายขนาดนี้

จะให้ขนกลับเข้าคลังส่วนกลางของคอมมูนน่ะเหรอ? ไม่มีทางเด็ดขาด! นี่เป็นสิ่งที่เขาอุตส่าห์ลงแรงหามาเอง จะกลายเป็นของส่วนรวมได้ยังไงกัน? อย่างมากก็แบ่งให้พวกมินปิงพวกนี้คนละจินสองจินเพื่อปิดปาก ที่เหลือก็ต้องขนกลับบ้านตัวเองสิ

"ผู้อำนวยการจ้าวครับ ดูไอ้หลินฮั่ววั่งสิ มันดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยนะ ข้อมูลของคุณผิดพลาดหรือเปล่า ปืนนั่นอาจจะมาจากช่องทางที่ถูกต้องจริง ๆ ก็ได้นะ อาจจะเป็นผู้บังคับการกรมหวังนั่นส่งให้มันจริง ๆ?"

"เพราะการประชุมประจานคราวก่อน เราก็เห็นกันอยู่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับการกรมหวังกับเมียมันที่ชื่อหลิว หรูเมิ่ง น่ะไม่ธรรมดา การจะมอบปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 ให้มันไว้ป้องกันตัวก็พอกล่อมแกล้มฟังขึ้นอยู่นะ" ผู้อำนวยการซุน เจี้ยนเซ่อ กระซิบข้างหูจ้าว เถี่ยฉุย

"หึ! แกจะไปกลัวอะไร? ไอ้หวัง ต้าปิยวจื่อ นั่นมันก็แค่ผู้บังคับการกรมคนหนึ่ง มีสิทธิ์อะไรเอาปืนของหลวงไปเที่ยวแจกคนอื่น? ต่อให้เป็นเรื่องจริงที่มันให้มา ฉันก็จะจัดการไอ้หวัง ต้าปิยวจื่อ ไปพร้อมกันเลยนี่แหละ..." จ้าว เถี่ยฉุย หรี่ตาลงพร้อมกับท่าทางที่ดูเหมือนถือไพ่เหนือกว่า

"คุณเนี่ยนะ? จะจัดการผู้บังคับการกรมหวัง? ตำแหน่งคุณก็ไม่ได้สูงกว่าเขา แถมกำลังพลก็น้อยกว่า ระวังเขาจะฉีกหน้าคุณเข้านะ!" ซุน เจี้ยนเซ่อ หัวเราะพลางเอ่ย

จ้าว เถี่ยฉุย แค่นเสียงเย็นแล้วพูดว่า: "ฉันจัดการเขาไม่ได้ ฉันก็หาคนที่จัดการเขาได้มาสิ! ก่อนออกเดินทางฉันโทรศัพท์ไปรายงานเคสนี้กับกองงานป้องกันพลเรือนระดับอำเภอแล้ว ผู้อำนวยการจางให้ความสำคัญมาก และบอกว่าจะรีบเดินทางมาที่คอมมูนของเราทันที"

"หึ! ถึงตอนนั้นถ้าไอ้หวัง ต้าปิยวจื่อ กล้าใช้อำนาจผู้บังคับการกรมมาข่มขู่ขอตัวคน ก็ให้เขาไปเคลียร์กับผู้อำนวยการจางเอาเอง ถ้าเขาแอบเอาปืนของกองทัพมอบให้เอกชนจริง ๆ อย่าว่าแต่จะมาช่วยไอ้หลินฮั่ววั่งเลย ตัวเขาเองนั่นแหละที่ต้องเตรียมตัวถูกส่งขึ้นศาลทหาร!"

"หรือไม่อย่างนั้น... เขาก็ต้องคุกเข่าอ้อนวอนให้พวกเราช่วยปกปิดเรื่องนี้ให้ แล้วเราค่อยพิจารณาว่าจะปล่อยเขาไปดีไหม แต่ยังไงซะ ไอ้หลินฮั่ววั่งนี่ก็ไม่รอดแน่ เหล่าซุน... เดี๋ยวแบ่งเนื้อหมูป่าสิบจินเอากลับไปกินที่บ้านนะ..."

...

จบบท

จบบทที่ บทที่ 39 เขาอายุแค่สิบแปดก็ได้เป็นระดับผู้บังคับกองร้อย? ใครจะเชื่อ!

คัดลอกลิงก์แล้ว