- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 81 - ระเบิดชีวภาพ
บทที่ 81 - ระเบิดชีวภาพ
บทที่ 81 - ระเบิดชีวภาพ
บทที่ 81 - ระเบิดชีวภาพ
หลี่จวีซูและพวกทั้งสามคนเข้าใจเจตนาคำถามของเซียวซุยควนในทันที ห่างออกไปสองพันสี่ร้อยเมตร บนตึกเย่าติ่งมีระเบิดอานุภาพมหาศาลอยู่ลูกหนึ่ง ขอเพียงยิงโดนระเบิดลูกนั้น คลื่นกระแทกก็จะกวาดล้างแมงป่องไฟในรัศมีครึ่งจุดรวมพลไปในพริบตา ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะรอดตาย
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ระเบิดลูกนั้นจำเป็นต้องใช้แรงกระแทกจากภายนอกเพื่อจุดชนวน ซึ่งปืนซุ่มยิงสามารถทำได้ ปัญหาในตอนนี้ก็คือ ใครจะเป็นคนลั่นไก
"พลซุ่มยิงฝั่งเราทั้งสี่คนลองยิงดูแล้ว แต่พลาดหมด ตอนนี้เหลือกะสุนแค่นัดเดียวแล้ว" เซียวซุยควนบอก
"ปืนซุ่มยิงของผมคือหู่เปิน รุ่น 84 ระยะยิงหวังผลอยู่ที่หนึ่งพันสองร้อยเมตรครับ" พอเห็นทุกคนจ้องมาที่ตัวเอง หลี่จวีซูก็รีบออกตัว
"เรื่องปืนไม่ต้องห่วงหรอก พวกเรามีปืนซุ่มยิงหลงหยา-01" เซียวซุยควนบอก หลี่จวีซูมองตามสายตาของเขาไป ที่ริมดาดฟ้าด้านหนึ่ง มีปืนซุ่มยิงกระบอกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ตัวปืนสีเทาอ่อน แผ่กลิ่นอายความดุดันบ้าระห่ำ ชิ้นส่วนทุกชิ้นเปล่งประกายความคมกริบ ดูราวกับเทพเจ้าแห่งการสังหารที่พร้อมจะกลืนกินผู้คน เย็นชาและไร้ความปรานี
ปืนซุ่มยิงรุ่นใหญ่หลงหยา-01 น้ำหนักปืนยี่สิบหกจุดสองสองกิโลกรัม ความยาวรวมหนึ่งร้อยแปดสิบแปดจุดห้าห้าเซนติเมตร ความยาวลำกล้องแปดร้อยเก้าสิบสามจุดสองมิลลิเมตร ลำกล้องขนาดสิบสี่จุดเจ็ดมิลลิเมตร ความจุแม็กกาซีนสิบสองนัด ติดตั้งกล้องเล็งออปติคอลรุ่น K2 ระยะยิงหวังผลสองพันห้าร้อยเมตร
ชุดข้อมูลเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวของหลี่จวีซู ในสายตาของพลซุ่มยิงมืออาชีพ ปืนซุ่มยิงที่มีระยะยิงไกลกว่าสองพันเมตรเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติเรียกว่า 'ปืนซุ่มยิงรุ่นใหญ่' ได้ ส่วนปืนที่มีระยะยิงต่ำกว่าหนึ่งพันเมตร จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของปืนไรเฟิล
เขาเคยมีโอกาสได้สัมผัสปืนซุ่มยิงรุ่นใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง กลิ่นอายความดุดันน่าเกรงขามของมัน ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้
"กระสุนธรรมดาไม่สามารถจุดชนวนระเบิดได้ ตอนนี้เหลือแค่กระสุนเจาะเกราะเพลิงเพียงนัดเดียวเท่านั้น" เซียวซุยควนยื่นกระสุนนัดหนึ่งให้หลี่จวีซู มันส่องประกายสีทองอร่าม ความยาวเกือบยี่สิบเซนติเมตร เขามองเห็นแววตาที่ลุกวาวของหลี่จวีซู แววตาของคนเรามันหลอกกันไม่ได้หรอก
"นั่นมันระเบิดอะไรกันแน่?" ในจังหวะที่หลี่จวีซูยื่นมือออกไปรับกระสุน จู่ๆ เสี่ยวเม่ยก็เอ่ยปากถามขึ้นมา ทำเอาหลี่จวีซูใจหายวาบ ดึงสติกลับมาได้ทันที
ระเบิดนั่นต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ!
ถ้ามีอาวุธทำลายล้างสูงขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เอาออกมาใช้ตั้งแต่แรกล่ะ? ถ้ารีบใช้ตั้งแต่ต้น ก็คงไม่ต้องมีคนตายมากมายขนาดนี้ แถมทุกคนก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ด้วย คนฉลาดอย่างเซียวซุยควน ไม่มีทางทำพลาดเรื่องพื้นฐานแบบนี้แน่
เซียวซุยควนไม่ได้ตอบคำถาม แต่หันไปมองไช่จื่อรุ่ย ผู้ตรวจการแผ่นดินแทน ผู้รอดชีวิตบนดาดฟ้าต่างก็หันไปมองไช่จื่อรุ่ยเป็นตาเดียว พวกเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าระเบิดอานุภาพร้ายแรงนั่นมันคืออะไร และทำไมถึงไม่ยอมเอาออกมาใช้ตั้งแต่แรก พอหนีขึ้นมาบนดาดฟ้าแล้ว อิสรภาพของพวกเขาก็ถูกเซียวซุยควนริบไปจนหมด ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับเซียวซุยควน จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ
แมงป่องไฟกำลังไต่ขึ้นมาจากกำแพงทั้งสี่ด้าน ความตายอยู่ห่างแค่เอื้อม คนที่ดื้อรั้นแค่ไหนก็ต้องยอมจำนนต่อสถานการณ์ ถึงเวลาต้องสงบเสงี่ยมก็ต้องสงบเสงี่ยม คนที่รอดชีวิตมาได้จนถึงป่านนี้ไม่มีใครโง่หรอกนะ
ไช่จื่อรุ่ยไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ
"ระเบิดชีวภาพ!"
สามคำที่หลุดออกมาจากปากของเซียวซุยควน ทำเอาทุกคนบนดาดฟ้าเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก แม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กำลังซุ่มยิงแมงป่องไฟอยู่ทั้งสี่มุม ก็ยังชะงักไปหลายวินาที สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที ระเบิดชีวภาพ นี่มันระเบิดชีวภาพงั้นเหรอ!
ตั้งแต่สงครามครั้งใหญ่เมื่อร้อยปีก่อน ดาวเคราะห์แม่ก็แทบจะพินาศย่อยยับ พื้นที่กว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป ผู้รอดชีวิตต่างก็ร่วมลงนามในสนธิสัญญา หนึ่งในข้อตกลงนั้นคือการสั่งห้ามใช้อาวุธชีวภาพเด็ดขาด เพราะมันสร้างความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง
ใครกล้าฝ่าฝืน ต้องถูกประชาทัณฑ์!
ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา มีรายงานการใช้อาวุธชีวภาพเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น และผลลัพธ์สุดท้ายคือคนที่ใช้ถูกตัดสินประหารชีวิต ต้องเข้าใจนะว่า เมื่อแปดสิบปีก่อน กฎหมายของดาวเคราะห์แม่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว
นี่แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติเกลียดชังอาวุธชีวภาพมากแค่ไหน สายตาที่ทุกคนบนดาดฟ้ามองเซียวซุยควนเต็มไปด้วยความยำเกรงและแฝงไปด้วยความรังเกียจ มิน่าล่ะตั้งแต่หนีขึ้นมาบนดาดฟ้า สีหน้าของเขาก็ดูมีลับลมคมนัย ที่แท้ก็เป็นระเบิดชีวภาพนี่เอง มิน่าล่ะถึงไม่กล้าป่าวประกาศให้ใครรู้
"ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงไป นี่เป็นแค่ระเบิดชีวภาพขนาดเล็ก รัศมีการทำลายล้างแค่สิบกิโลเมตรเท่านั้น ถึงมันจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ขอแค่ทนอยู่ที่นี่ไม่เกินสิบชั่วโมง ก็จะฟื้นตัวได้เป็นปกติแล้ว บางคนที่ร่างกายแข็งแรงหน่อย แค่พึ่งพาระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองก็สามารถกำจัดผลข้างเคียงได้หมดแล้ว" เซียวซุยควนพยายามอธิบาย
ไม่มีใครเชื่อเขาเลยสักคน
อานุภาพระเบิดของอาวุธชีวภาพอาจจะสู้ระเบิดนิวเคลียร์ไม่ได้ แต่ความน่ากลัวของมันก็เหมือนกบต้มในน้ำอุ่น ตายทรมานกว่าเยอะ ลองคิดดูสิว่า ทำไมร้อยปีผ่านไปแล้ว มนุษย์ถึงยังไม่กล้ากลับไปเหยียบสมรภูมิรบเก่าบนดาวเคราะห์แม่อีก? กลัวกัมมันตภาพรังสีงั้นเหรอ? ไม่ใชหรอก ชุดป้องกันรังสีน่ะป้องกันกัมมันตภาพรังสีได้สบายมาก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือไวรัสจากอาวุธชีวภาพต่างหากล่ะ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่สามารถกำจัดพวกมันได้เลย
"ผมเข้าใจความกังวลของทุกคน และตัวผมเองก็ลังเลใจเหมือนกัน แต่ในเมื่อเปิดอกคุยกันแล้ว ทุกคนก็ลองแสดงความคิดเห็นมาหน่อยสิครับ ว่าเราควรจะใช้ระเบิดชีวภาพลูกนี้ดีไหม ใครไม่เห็นด้วย ยกมือขึ้น" เซียวซุยควนมองกราดไปที่ทุกคน ไม่มีใครยกมือเลยสักคน
เปลวไฟเริ่มลามออกมาจากทางเข้าดาดฟ้าแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงประตูตกใจจนรีบถอยกรูด
"ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบความผิดทั้งหมดเอง นายยิงได้เลย มั่นใจไหมล่ะ?" เซียวซุยควนไม่สนใจเปลวไฟ เขายังคงจ้องหน้าหลี่จวีซูเขม็ง
หลี่จวีซูเงียบไป การตัดสินใจเป็นของเซียวซุยควนก็จริง แต่คนที่ลั่นไกก็ต้องมีส่วนพัวพันด้วยแน่นอน ถ้าเกิดผลลัพธ์ที่ตามมามันเลวร้ายล่ะก็ เขาคงหนีความรับผิดชอบไม่พ้น เสี่ยวเม่ยมองเขาด้วยความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด คุณหนูหานขยับปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบไป
"อย่ามัวลังเลอยู่เลย ขืนชักช้าพวกเราได้ตายหมู่กันหมดแน่" มีเสียงบ่นอย่างรำคาญใจดังขึ้นมาจากในกลุ่มคน มีคนทนไม่ไหวแล้ว
"คนในจุดรวมพลตายกันไปเกือบหมดแล้ว เหลือก็แค่พวกเรากลุ่มนี้แหละ คงไม่มีผลกระทบอะไรตามมาหรอก ไม่ต้องห่วงไป"
"ยิงเถอะไอ้น้อง รอดตายไปได้ค่อยว่ากัน ไม่ต้องไปคิดมากหรอก ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ พวกเราจะช่วยกันรับหน้าเอง นายกำลังช่วยชีวิตพวกเราอยู่นะ ทุกคนต้องซาบซึ้งในบุญคุณของนายแน่ๆ"
……
ทุกคนต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน สีหน้าของเซียวซุยควนก็ดูผ่อนคลายลง ไช่จื่อรุ่ยที่ยืนรับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากบอดี้การ์ดทั้งสองคน ก็มีแววตาที่ฉายความโล่งใจออกมาเล็กน้อย
"ผมจะลองดู!" หลี่จวีซูตัดสินใจลั่นไกในที่สุด เวลาไม่คอยท่า ทุกคนพูดถูก ถ้ายิง อาจจะรอดหรืออาจจะตาย โอกาสก็ยังห้าสิบห้าสิบ แต่ถ้าไม่ยิง ตายร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน
"ตรงระเบียงชั้นเจ็ด ทาด้วยสารเรืองแสงสีเหลืองไว้" พลซุ่มยิงคนหนึ่งยื่นแว่นตามองกลางคืนมาให้ หลี่จวีซูไม่ปฏิเสธ พอสวมแว่นตา เขาก็เห็นจุดสีเหลืองเรืองแสงนั้นทันที
มันไกลเกินไป มองเห็นเป็นแค่จุดเล็กๆ เหมือนหิ่งห้อยที่กำลังจะบินลับสายตาไป พร่ามัวจนแทบจะกลืนหายไปกับความมืด ทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจนถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงสำหรับพลซุ่มยิง แต่หลี่จวีซูไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
เขาไม่ได้รีบเล็งเป้าทันที แต่ใช้มือลูบคลำปืนซุ่มยิงหลงหยา-01 เบาๆ สัมผัสอันเยียบเย็นแผ่ซ่านเข้ามา ทำเอาเขาถึงกับขนลุกซู่ด้วยความตื่นเต้น ความรู้สึกนี้มันรุนแรงยิ่งกว่าตอนได้สัมผัสผิวพรรณของหญิงงามระดับประเทศเสียอีก
หลี่จวีซูไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ ปรับจังหวะการหายใจ เสียงร้องโหยหวนดังมาจากทางขวามือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งโดนพิษสาดกระเซ็นใส่ ร้องลั่นก่อนจะร่วงตกลงไปจากดาดฟ้า เสียงร้องนั้นลากยาวน่าสยดสยอง เสียงปืนที่เคยยิงสกัดอย่างเป็นระเบียบก็เริ่มสะเปะสะปะ
ฝูงชนทางซ้ายมือก็เริ่มแตกตื่นวุ่นวาย รองเท้าของพวกเขาเริ่มละลาย ถึงได้รู้ว่าพื้นดาดฟ้ามันร้อนจนแดงเถือกไปหมดแล้ว เปลวไฟจากชั้นล่างกำลังจะลามทะลุขึ้นมาบนดาดฟ้า ทุกคนมัวแต่สนใจพวกแมงป่องไฟ จนไม่มีใครทันสังเกตเห็นเรื่องนี้เลย
ในขณะที่ฝูงชนกำลังถอยร่น เสียงปืนดังกัมปนาทก็แผดแหวกราตรีขึ้น
ปัง—
(จบแล้ว)