- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 39 - คว้าน้ำเหลว
บทที่ 39 - คว้าน้ำเหลว
บทที่ 39 - คว้าน้ำเหลว
บทที่ 39 - คว้าน้ำเหลว
เสี่ยวเม่ยเหลือบมองซากหมาป่าสีเทาที่อยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่ยอมปริปากพูด
"บาดเจ็บแล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ คิดว่าตัวเองเลือดเยอะนักหรือไง?" หลี่จวีซูเอ็ด
"แค่แผลเล็กๆ ไม่เป็นไรหรอก" เสี่ยวเม่ยตอบเสียงแผ่ว
"เดี๋ยวพอฝูงหมาป่าแห่กันมา เธอค่อยไปบอกพวกมันแล้วกันว่าไม่เป็นไร" หลี่จวีซูแค่นเสียงเหอะ เสี่ยวเม่ยเงียบกริบ ก้มหน้างุดเหมือนเด็กทำผิด หลี่จวีซูไม่พูดพร่ำทำเพลง กดตัวเธอให้นั่งลงกับพื้น ใช้มีดสั้นกรีดขากางเกงของเธอออก รอยเขี้ยวหลายรอยฝังลึกจนเห็นกระดูก แผลเริ่มเน่าเฟะแล้วเพราะหมักหมมอยู่ในความร้อนระอุของทะเลทรายเป็นเวลานาน ดูแล้วน่าสยดสยองมาก สภาพแบบนี้ยังกล้าบอกว่าไม่เป็นไรอีก ไม่รู้ว่าเส้นประสาทของเสี่ยวเม่ยหนาขนาดไหน ถึงได้ทนมาได้นานขนาดนี้
การมาครั้งนี้ของหลี่จวีซูถือว่าเตรียมตัวมาอย่างดี เขาฉีดยาชาให้เธอ หยิบมีดผ่าตัดสำหรับจัดการบาดแผลโดยเฉพาะออกมา ฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ แล้วค่อยๆ เฉือนเนื้อที่เน่าเสียออกทีละนิดๆ จากนั้นก็ใส่ยาและพันแผลให้ เป็นนักล่ามาหลายปี การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติ ฝีมือการทำแผลของเขาจึงเทียบชั้นพยาบาลมืออาชีพได้เลย จัดการเสร็จสรรพภายในเวลาไม่นาน
ตลอดกระบวนการทั้งหมด เสี่ยวเม่ยไม่ร้องออกมาสักแอะ ทำเหมือนกับว่าขานี้ไม่ใช่ขาของเธอ หลี่จวีซูหยิบก้านสำลีมาค่อยๆ เช็ดคราบเลือดบนขาของเธอออกจนสะอาดหมดจด จากนั้นก็โยนก้านสำลีทิ้งให้ลมพายุพัดปลิวไปสี่ทิศทาง การทำแบบนี้จะช่วยลวงตาฝูงหมาป่าได้ พวกเขายังต้องไปตามหาคนอีก ถ้าถูกฝูงหมาป่าตามมาเจอคงยุ่งยากน่าดู
สุดท้ายเขาก็หยิบยาออกมาสองเม็ดแล้วยัดใส่ปากเสี่ยวเม่ย
"นี่มันยาอะไรน่ะ?" เสี่ยวเม่ยกระซิบถาม
"เม็ดหนึ่งยาแก้อักเสบ อีกเม็ดกันพิษสุนัขบ้า" หลี่จวีซูตอบ
"นายคิดรอบคอบจัง" เสี่ยวเม่ยอมรับนับถือ ก่อนมาเธอก็ซื้อเสบียงของใช้มาเพียบ คิดว่าเตรียมตัวมาดีพร้อมแล้ว แต่กลับลืมนึกถึงยาป้องกันพิษสุนัขบ้าไปซะสนิท
"เธอสะพายเป้สิ" หลี่จวีซูสั่ง
"ฉันเดินเองได้น่า" เสี่ยวเม่ยเข้าใจความหมายของเขาทันที
"เราต้องรีบทำเวลาไปหาคนนะ" หลี่จวีซูหยิบเป้ขึ้นมาส่งให้เธอสะพาย แล้วก็ย่อตัวลง "มาเถอะน่า ก่อนหน้านี้เธอเคยแบกฉัน ตอนนี้ให้เธอขี่หลังฉันบ้าง ถือเป็นการเอาคืนไง"
"เขาเรียกว่าตอบแทนน้ำใจต่างหากล่ะ" เสี่ยวเม่ยโถมตัวมาข้างหน้า โอบรอบคอเขาอย่างเอียงอาย น้ำหนักของเสี่ยวเม่ยน่าจะประมาณ 95 ชั่ง หลี่จวีซูรู้สึกหนักนิดหน่อย แต่ก็ยังพอรับไหว แน่นอนว่าต้องยกความดีความชอบให้ยาเสริมพลังทั้งสองหลอดนั้น ถ้าเป็นเขาในอดีต คงต้องทิ้งกระเป๋าเป้ไว้กลางทางแน่ๆ
เสี่ยวเม่ยบาดเจ็บแบบนี้ ทางที่ดีที่สุดคือกลับไปรักษาตัวที่รถ ในทะเลทราย กลางวันร้อนอบอ้าว กลางคืนหนาวเหน็บ ไม่เป็นผลดีต่อการสมานแผลเลย แต่พวกเขาก็ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว ถ้ากลับไปตอนนี้ แล้วค่อยกลับมาใหม่ ก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก หลี่จวีซูชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในใจ แล้วก็ตัดสินใจจะแบกเสี่ยวเม่ยเดินต่อไปให้ถึงจุดหมาย
พายุทรายลูกนั้นลบร่องรอยทุกอย่างไปจนหมดสิ้น หลี่จวีซูเดินไปถึงจุดที่เคยซุ่มยิงฝูงหมาป่า แต่ก็ไม่พบอะไรเลยแม้แต่น้อย ไม่เจอแม้แต่ซากศพ ไม่รู้ว่าถูกพายุทรายกลบมิด หรือถูกสัตว์ป่าคาบไปกินแล้ว หลี่จวีซูยังไม่ยอมแพ้ เดินหน้าต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงบริเวณที่มีกอหญ้าแม่มดสีน้ำเงิน หญ้าพวกนั้นแห้งเหี่ยวตายหมดเกลี้ยง ไม่เหลือรอดเลยสักต้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพายุทรายหรือเปล่า พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวา กลับกลายเป็นรกร้างว่างเปล่า
หลี่จวีซูเดินสำรวจอย่างละเอียดอีกรอบ แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ เลย จำใจต้องหันหลังกลับ เสี่ยวเม่ยเงียบกริบตลอดทาง ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย ถึงแม้ตอนขามา จะพอเดาได้อยู่แล้วว่าโอกาสที่จะเป็นแบบนี้มีสูงมาก แต่พอมาเจอกับความเป็นจริงเข้าจริงๆ ในใจก็ยังคงปวดร้าวอย่างแสนสาหัสอยู่ดี
"ตราบใดที่ยังไม่เห็นศพ ก็ถือว่ายังมีหวังนะ" หลี่จวีซูพูดเหมือนจะปลอบใจเสี่ยวเม่ย แต่ลึกๆ ก็เหมือนกำลังปลอบใจตัวเองด้วย เขาก็ผิดหวังไม่แพ้กัน แต่ในฐานะผู้ชาย ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาต้องยืนหยัดขึ้นมาให้ได้
ขากลับ หลี่จวีซูเดินช้าลง เดินไปพักหนึ่งก็หยุดพักหลายนาที ด้านหนึ่งคือพยายามมองหาเส้นทางที่ใช้หนีตายในตอนนั้น หลังพายุทราย ร่องรอยทุกอย่างหายไปหมด ทำให้การค้นหายากลำบากมาก อีกด้านหนึ่ง เขาต้องสงวนพละกำลังไว้ หมาป่าสอดแนมตายไปแล้ว ตามสัญชาตญาณของฝูงหมาป่า ป่านนี้พวกมันคงรู้ตัวแล้ว และคงกำลังแห่กันมา พวกมันอาจจะหาพวกเขาก็ได้ หรืออาจจะไม่เจอก็ได้ เขาต้องเตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน
ค้นหาตั้งแต่ค่ำยันสว่าง ก็ยังไม่เจอฝูงหมาป่า แต่หลี่จวีซูก็ยังหาภูเขาหินไม่เจอเช่นกัน เขาเดินวนไปวนมาสามรอบแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอภูเขาลูกนั้นเลย ภูเขามันเดินหนีไม่ได้หรอก มีความเป็นไปได้แค่ทางเดียวคือ เขาจำตำแหน่งผิด เสี่ยวเม่ยไข้ขึ้น หลี่จวีซูจึงค้นหาต่อไปไม่ได้แล้ว อันที่จริงตัวเขาเองก็ทั้งเหนื่อยล้าทั้งง่วงนอน อาศัยเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้า แบกเสี่ยวเม่ยเดินออกจากทะเลทราย ป้อนยาพาราให้เธอ แล้วก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ฟุบหลับคาอกเสี่ยวเม่ยไปเลย
ตื่นมาอีกทีก็มืดค่ำแล้ว เสี่ยวเม่ยตื่นก่อนแล้ว ดวงตากลมโตสองข้างเปล่งประกายวาววับในความมืด แต่เธอนอนนิ่งไม่ไหวติง ปล่อยให้เขานอนฟุบหลับคาอกเธอต่อไป
หลี่จวีซูแอบเช็ดน้ำลายที่มุมปากอย่างแนบเนียน ก่อนจะเปิดไฟบนเพดานรถ เอื้อมมือไปแตะหน้าผากเสี่ยวเม่ย อุณหภูมิร่างกายปกติ ไข้ลดลงแล้ว บนรถรบมีอุปกรณ์ทำอาหารครบครัน เขาเลยจัดการต้มบะหมี่ง่ายๆ สองคนนั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
"นายรู้จักผูเส้าอวิ๋นด้วยเหรอเนี่ย!" พอกินอิ่ม เสี่ยวเม่ยถึงมีเวลาสังเกตรถรบ พอได้เห็นก็ถึงกับอึ้งไปเลย
"ก็ไม่ค่อยสนิทหรอก เขาให้ภารกิจมา ฉันก็ถือว่าได้ช่วยเขาไว้ครั้งนึง ไม่รู้ว่าจะเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่ายังไงดี เธอรู้จักเขาด้วยเหรอ?" หลี่จวีซูมองหน้าเสี่ยวเม่ย ผูเส้าอวิ๋นดังขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?
"ผูเส้าอวิ๋นเป็นคุณชายบ้านรวยน่ะสิ ใครๆ ก็เรียกเขาว่า ป๋าบุญทุ่ม รถรบของเขาดังมากในจุดรวมพล ฉันเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเขามาบ้าง แต่เขาน่ะ ไม่มีทางรู้จักฉันหรอก" เสี่ยวเม่ยหัวเราะเยาะตัวเอง
"เขารวยจริงแหละ แถมยังใจป้ำมากด้วย ฉันไม่มีรถ เลยลองไปยืมเขาดู ไม่คิดเลยว่าเขาจะยอมให้ยืม ถ้าไม่ได้เขาช่วย ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมาที่นี่ได้ยังไง" หลี่จวีซูรู้สึกโชคดีมาก รถรบยังต้องวิ่งตั้งสามวัน ถ้าเดินเท้าล่ะก็ ครึ่งเดือนจะถึงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย
"รู้งี้ว่านายยืมรถรบได้ ฉันคงติดรถนายมาด้วยแล้วล่ะ" เสี่ยวเม่ยพูดเสียงแผ่วลงเรื่อยๆ รู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ
"ทีหลังอย่าทำอะไรวู่วามแบบนี้อีกนะ งานใช้แรงน่ะปล่อยให้ผู้ชายทำจะเหมาะกว่า ทนเจ็บหน่อยนะ ฉันจะเปลี่ยนยาให้" หลี่จวีซูบอก การเปลี่ยนยาโดยไม่ใช้ยาชา ยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว
"พละกำลังของนายดูจะดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนะ" เสี่ยวเม่ยเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แต่ก็ไม่ร้องออกมาสักแอะ
"ต้องขอบคุณผูเส้าอวิ๋นนั่นแหละ ภารกิจของเขาทำให้ฉันได้เงินมาก้อนหนึ่ง พอกลับไป ฉันเลยซื้อยาเสริมพลังมาอัปเกรดตัวเองน่ะ" หลี่จวีซูอธิบาย เขาตรวจดูแผลอย่างละเอียด ไม่มีอาการอักเสบ สภาพแผลดูดีกว่าที่คิดไว้ เสี่ยวเม่ยนี่ร่างกายแข็งแรงดีจริงๆ
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
วันรุ่งขึ้น หลี่จวีซูบุกเดี่ยวเข้าทะเลทราย แล้วกลับมาตอนเช้ามืด ทำแบบนี้อยู่สามวัน พอแผลเสี่ยวเม่ยหายดี เธอก็เข้าไปช่วยหาในทะเลทรายด้วย ทั้งสองคนช่วยกันงมหาอยู่ครึ่งเดือนเต็มๆ ในที่สุดก็เจอภูเขาหินลูกนั้นจนได้ แต่ทว่า... นอกจากปืนซุ่มยิง 'ผู้ทำลายล้าง-002B' ที่บิดเบี้ยวผิดรูปแล้ว พวกเขาก็ไม่พบอะไรอีกเลย ทั้งสองคนหมดหวังอย่างสิ้นเชิง เสี่ยวเม่ยเดินคอตกกลับไปที่รถรบ แล้วก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
หลี่จวีซูดึงเธอเข้ามากอดไว้เงียบๆ นึกหาคำพูดมาปลอบโยนไม่ออกเลย อันที่จริง เขาก็พอจะรู้อยู่เต็มอกว่าจุดจบมันจะต้องเป็นแบบนี้ เพียงแต่ลึกๆ แล้วยังไม่อยากยอมรับความจริงเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ คงต้องตัดใจยอมรับมันซะแล้วล่ะ
(จบแล้ว)