- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 17 - จุดเปลี่ยน
บทที่ 17 - จุดเปลี่ยน
บทที่ 17 - จุดเปลี่ยน
บทที่ 17 - จุดเปลี่ยน
หลี่จวีซวีเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นรถ แต่กลับได้นั่งลึกสุดในห้องโดยสาร คนบนรถล้วนเป็นนักล่ามากประสบการณ์ พอมีเหตุฉุกเฉิน พวกที่นั่งติดประตูก็จะเผ่นลงรถได้ก่อนใครเพื่อน เขารู้ตัวดีว่าคงฝ่าฝูงคนออกไปทางประตูไม่ทันแน่ ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังกรูไปที่ประตู เขาก็เปิดช่องระบายอากาศบนหลังคา ถีบสองเท้า ใช้สองมือยันตัว พรวดเดียวก็ขึ้นไปอยู่บนหลังคารถแล้ว ไม่สนว่าคนอื่นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เขาพุ่งตัวลงไปข้างทาง ทันทีที่ร่างสัมผัสพื้น จรวดก็พุ่งเข้าชนรถรบพอดี
ตู้ม—
แรงระเบิดมหาศาลแทบจะพลิกอัดรถรบให้คว่ำ เปลวไฟสว่างวาบเจิดจ้าอาบย้อมความมืดมิดในยามค่ำคืน หลี่จวีซวีกลิ้งตัวหลบคลื่นกระแทกได้อย่างหวุดหวิด ร่างของเขาหดเกร็งซ่อนอยู่หลังก้อนหินสูงระดับเอว ข่มความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดและทิ่มตำระหว่างกลิ้งหลบ รีบหยิบผู้ทำลายล้าง-002B ออกมาประกอบอย่างรวดเร็วที่สุด
ความยาวรวมของผู้ทำลายล้าง-002B คือ 1.35 เมตร เวลาไม่ได้ใช้งาน จะต้องถอดประกอบออกเป็นส่วนๆ ไม่อย่างนั้นของยาวเมตรกว่าๆ จะสะพายหรืออุ้มก็คงเกะกะน่าดู
เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศัตรูยิงจรวดมาไม่ต่ำกว่า 12 ลูก นอกเหนือจากรถรบคันที่สองที่คนขับไหวตัวทันและหักหลบจรวดไปได้อย่างหวุดหวิดแล้ว รถรบคันอื่นๆ ล้วนโดนแรงระเบิดอัดเข้าเต็มๆ แม้สมรรถนะของรถรบจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ก็ยังมีรถรบสองคันที่พังยับเยินจนวิ่งต่อไม่ได้ หลี่จวีซวีไม่มีเวลาไปสนใจว่าคนในรถจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เขามองผ่านกล้องเล็ง และในระยะครึ่งกิโลเมตร เขาก็พบเป้าหมายแรก สายตาของเขาดีกว่าคนปกติมาตั้งแต่เกิด เมื่อได้กล้องเล็งมาช่วยเสริม แม้จะอยู่ในความมืด สายตาของเขาก็ยังคงเฉียบคมเกินมนุษย์มนา เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ลั่นไกปืนทันที
ปัง—
ศัตรูที่แบกเครื่องยิงจรวดอยู่และยังไม่ทันได้ทิ้งมันลง หัวก็ระเบิดกระจุยราวกับแตงโมตกพื้น เละเทะไม่มีชิ้นดี ด้วยแรงปะทะอันมหาศาลของกระสุนซุ่มยิง ร่างของศัตรูจึงลอยกระเด็นไปด้านหลังไกลกว่าครึ่งเมตร
กระสุนนัดนี้ ต้องอาศัยดวงถึง 50% เพราะหลี่จวีซวียังไม่ทันได้เช็คความเร็วลม ความชื้น หรือความกดอากาศเลย ใช้สัญชาตญาณล้วนๆ
ปลายกระบอกปืนหันขวับ ห่างออกไปราวๆ 150 เมตร ศัตรูที่ถือปืนกลมือรุ่น 38 ก็เข้ามาในระยะเล็ง หมอนี่หน้าตาเหี้ยมเกรียม วิ่งไปกราดยิงไปอย่างเหิมเกริม หลี่จวีซวีปรับศูนย์เล็งเล็กน้อย แล้วเหนี่ยวไก
ปัง—
ปืนกลมือรุ่น 38 เงียบเสียงลง คราวนี้ไม่ได้เป่าหัว แต่กระสุนเจาะทะลุหน้าอกของเป้าหมายจนเป็นรูเบ้อเริ่มขนาดเท่าปากชาม การเป่าหัวมันสะใจและให้ความรู้สึกถึงความสำเร็จก็จริง แต่ถ้าพูดถึงเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำ การยิงหน้าอกมีโอกาสโดนสูงกว่าเป่าหัวมาก ถ้าเป็นเป้านิ่ง หลี่จวีซวีก็คงลองเป่าหัวดู แต่ถ้าเป็นเป้าเคลื่อนที่ เล็งหน้าอกไว้ก่อนชัวร์กว่า
เสียงปืนดังระงมมาจากทั่วทุกสารทิศ ประเมินคร่าวๆ น่าจะมีปืนไม่ต่ำกว่า 30 กระบอก นั่นหมายความว่าศัตรูมีมากกว่า 30 คน กระจายกำลังอยู่สองข้างทาง ตอนนี้ทางฝั่งผูเส้าอวิ๋นก็เริ่มยิงโต้ตอบบ้างแล้ว เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว สาดกระสุนใส่สองข้างทางราวกับกระสุนได้มาฟรีๆ คนของผูเส้าอวิ๋น นอกจากไม่กี่คนที่หาที่กำบังหลังก้อนหินได้แล้ว คนอื่นๆ ก็ทำได้แค่อาศัยรถรบเป็นเกราะกำบัง ที่ศัตรูเลือกซุ่มโจมตีตรงนี้ก็มีเหตุผล เพราะภูมิประเทศแถวนี้ราบเรียบ ไม่มีชัยภูมิให้ตั้งรับ ก้อนหินก็มีอยู่นับก้อนได้ จะซ่อนตัวก็หาที่ซ่อนยาก
หลี่จวีซวีนับว่าไหวตัวทันกระโดดลงจากรถได้เร็วสุดๆ ขืนช้าไปสักวินาทีสองวินาที รถรบแล่นออกไปอีกห้าหกเมตร เขาก็คงไม่มีโอกาสมาหลบอยู่หลังก้อนหินสูงระดับเอวนี้หรอก
เสียงร้องโหยหวนดังระงม อำนาจการยิงของศัตรูนั้นรุนแรงมาก ที่รับมือยากสุดก็คือจรวด หลี่จวีซวีทำได้แค่สวดภาวนาในใจ ขออย่าให้จรวดเล็งมาทางเขาเลย ไม่งั้นคงศพไม่สวยแน่ ในสายตาของเขาเห็นศัตรูหลายคน แต่พวกนั้นไม่ใช่เป้าหมายของเขา พลซุ่มยิงไม่ได้มีไว้ยิงทหารเลวหรอกนะ
เป้าหมายอันดับหนึ่งของเขาคือพวกที่แบกจรวด แต่เขาก็ไม่กล้าลั่นไกสุ่มสี่สุ่มห้า ศัตรูเตรียมตัวมาดีขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะไม่มีพลซุ่มยิงหรอก สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือการถูกพลซุ่มยิงของศัตรูล็อกเป้า นั่นแหละถึงจะเรียกว่าถูกมัจจุราชหมายหัวตัวจริง ในสมรภูมิรบ ใครถูกพลซุ่มยิงหมายหัว โอกาสรอดชีวิตแทบจะเหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ปัง—
ปืนกลอีกกระบอกเงียบเสียงลง หลี่จวีซวีหดหัวกลับอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ กระสุนร้อนระอุเฉียดขมับไปฝังตัวลงดิน เมื่อเห็นรอยกระสุนสีดำทะมึนและควันสีขาวที่ลอยกรุ่นขึ้นมา หลี่จวีซวีก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว รอดตายหวุดหวิดอีกแล้ว หัวใจเต้นรัวราวกับตีกลอง สถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นแล้ว เขาถูกพลซุ่มยิงของศัตรูหมายหัวเข้าให้แล้ว
ก้อนหินก้อนนี้มันเล็กเกินไป บังกระสุนได้แค่ทิศทางเดียว แต่ศัตรูกลับบุกเข้ามาจากทั้งสองฝั่ง เขาไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัวหลบหลีก จะให้อยู่เฉยๆ ก็ทำไม่ได้ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางรอด แต่ก็มืดแปดด้าน ทำได้แค่สวดมนต์ขอให้เพื่อนร่วมทีมช่วยด้วยเถิด ในจังหวะนั้นเอง เขาก็เหลือบไปเห็นชายร่างยักษ์ที่สัมผัสได้ถึงอันตรายพร้อมกับเขา ชายคนนั้นชักปืนกลมินิกันออกมาจากไหนก็ไม่รู้ และกำลังเตรียมตัวจะพุ่งออกไปสาดกระสุนใส่ศัตรูให้หนำใจ
ปืนกลมินิกันมีความเร็วในการยิงสูงสุดถึง 6,000 นัดต่อนาที ถือเป็นราชาแห่งการยิงกดดันในสมรภูมิรบขนาดเล็กเลยทีเดียว ทว่าเพื่อลดแรงถีบกลับ ปืนกลมินิกันแบบพกพาจึงต้องลดอานุภาพการยิงลง ปืนกลมินิกันในมือชายร่างยักษ์น่าจะมีความเร็วในการยิงอยู่ที่ 2,500 นัดต่อนาที แม้จะเหลืออานุภาพเพียงหนึ่งในสาม แต่ด้วยความเร็วในการตอบสนองของมนุษย์ มันก็ยังถือเป็นหายนะอยู่ดี
ในเวลานี้ ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหลี่จวีซวีคือการมองดูอยู่เฉยๆ ทันทีที่ชายร่างยักษ์พุ่งออกไป เขาจะต้องดึงดูดความสนใจของทั้งสมรภูมิรบได้อย่างแน่นอน พลซุ่มยิงก็จะเปลี่ยนเป้าหมายจากเขาไปเป็นชายร่างยักษ์แทน แล้วเขาก็จะมีโอกาสโต้กลับ ทว่าความคิดนี้เพิ่งจะแวบเข้ามาในหัว เขาก็สลัดมันทิ้งทันที แล้วตะโกนสุดเสียง
"มีพลซุ่มยิงซ่อนอยู่ อย่าออกไป!"
ชายร่างยักษ์ที่ก้าวเท้าออกไปพ้นรถรบข้างหนึ่งแล้วถึงกับสะดุ้งโหยง รีบชักเท้ากลับอย่างรวดเร็ว เขาหันกลับมามองหลี่จวีซวีด้วยสายตาซาบซึ้งใจ นักล่ามากประสบการณ์อย่างเขาย่อมรู้ดีว่า หากปืนกลมินิกันคำรามขึ้นเมื่อใด เขาจะกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนในทันที การถูกสาดกระสุนใส่ด้วยปืนไรเฟิลจู่โจมหรือปืนกลมือนั้น แม้จะอันตราย แต่โดยรวมแล้ว โอกาสรอดชีวิตก็ยังถือว่าสูงอยู่ เพราะเขาเป็นฝ่ายยิงกดดันศัตรู ทว่าพลซุ่มยิงนั้นต่างออกไป เขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ที่ไหน แต่ตัวเขาเองกลับกลายเป็นเป้าซ้อมยิงของอีกฝ่าย หากถูกล็อกเป้าแล้วล่ะก็ แทบจะเรียกได้ว่าหมดทางรอด
ปืนกลมินิกันไม่ใช่ปืนพกนะ น้ำหนักของมันยังไม่รวมกระสุนก็ปาเข้าไปร้อยกว่าชั่งแล้ว แบกของหนักขนาดนี้ ความคล่องตัวก็คงไม่ต่างอะไรกับเต่าคลานหรอก
"ระเบิดแสง ระเบิดควัน!" ชายร่างยักษ์ตะโกนบอกทางฝั่งผูเส้าอวิ๋น เพื่อนร่วมทีมไม่ใช่คนโง่ รีบโยนระเบิดแสงและระเบิดควันออกไปเจ็ดแปดลูกทันที หลี่จวีซวีตกใจรีบหลับตาปี๋ นึกเสียใจที่ไม่ได้เตรียมแว่นตาพิเศษมาด้วย พูดก็พูดเถอะ เป็นเพราะความจนนั่นแหละ อุปกรณ์หลายอย่างรู้ทั้งรู้ว่ามีประโยชน์ แต่พอเห็นราคาก็ต้องตัดใจ ไม่กล้าซื้อ
สิ้นเสียงระเบิด เสียงปืนสาดกระสุนและเสียงร้องโหยหวนก็ดังระงมไปทั่ว เสียงกระสุนแหวกอากาศทำเอาหลี่จวีซวีใจสั่นขวัญแขวน กลัวว่าจะมีกระสุนหลงทิศพุ่งมาเจาะร่างเข้าให้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงได้ร้องไห้ไม่ออกแน่ เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที แต่สำหรับเขามันช่างยาวนานราวกับผ่านไปหลายศตวรรษ เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็พบว่าเพื่อนร่วมทีมกำลังบุกทะลวงอย่างสุดกำลัง ในขณะที่ศัตรูกำลังถูกยิงกดดันอย่างหนัก นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีทีเดียว ทว่าเขาก็ยังคงนิ่งเฉย ไม่กล้าผลีผลาม จนกระทั่งเห็นเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งถูกยิงจนหน้าอกทะลุเป็นรูเบ้อขนาดเท่าปากแก้ว เลือดสาดกระเซ็น เขาจึงตะโกนลั่น "พลซุ่มยิงศัตรูอยู่ที่ตำแหน่งสิบนาฬิกา ระยะ 1,000 เมตร"
(จบแล้ว)