เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 288 คุยกันยามวิกาล

ตอนที่ 288 คุยกันยามวิกาล

ตอนที่ 288 คุยกันยามวิกาล


ตอนที่ 288 คุยกันยามวิกาล

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ประสานมือคารวะ เอ่ยด้วยท่าทีสุภาพเกรงใจยิ่งนัก "ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้อาวุโสทุกท่านช่วยชี้แนะด้วยนะ"

หลงจู๊อาวุโสผมขาวโพลนที่เป็นหัวหน้า รีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกที่ได้รับเกียรติเกินคาด "ท่านแม่ทัพหลี่อย่าได้เกรงใจไปเลยขอรับ นี่คือหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว"

ยามนี้พรรคเฉาปังมีฐานะที่อยู่เหนือล้ำกว่าใครในเมืองอันผิง ในฐานะสมาชิกของพรรค พวกเขาย่อมรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะได้พึ่งพาบารมีของใคร ดังนั้นเมื่อเผชิญกับคำสั่งของหลี่มู จึงไม่กล้ามีท่าทีเย่อหยิ่งหรือละเลยแม้แต่น้อย

"เวลาไม่คอยท่า รบกวนท่านแม่ทัพหลี่นำสมุดบัญชีคลังเงินของหมู่บ้านมาให้พวกเราด้วยเถิดขอรับ จะได้เริ่มตรวจสอบและบันทึกข้อมูลกันเลย" เขาเอ่ยต่อ

หลี่มูพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็สั่งให้คนไปจัดเตรียมที่พักให้หลงจู๊เหล่านี้ใกล้ ๆ กับคลังเงิน ซ้ำยังให้คนไปแจ้งกับต้าจู้ว่า ต่อไปหากมีการจัดซื้อหรือเบิกจ่ายเงินในหมู่บ้าน จะต้องนำรายการสิ่งของและราคามาให้พวกเขาตรวจสอบก่อน จนกว่าหลงจู๊เหล่านี้จะตรวจสอบจนแน่ใจว่ารายการและจำนวนเงินถูกต้อง แล้วประทับตราอนุญาต จึงจะสามารถส่งเรื่องให้เจี่ยชวนและหลี่มูเซ็นอนุมัติเบิกเงินจากคลังได้ การทำเช่นนี้ แม้ขั้นตอนจะดูยุ่งยากซับซ้อนขึ้นมาก ทว่าก็สามารถรับประกันได้ว่าเงินทุกอีแปะจะถูกใช้จ่ายอย่างโปร่งใส และเส้นทางการไหลเวียนของเงินทุกก้อนจะสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

ก่อนที่ค่ำคืนจะมาเยือน ทหารสองสามนายก็จัดแจงทำความสะอาดห้องพักสำหรับทำบัญชีเสร็จเรียบร้อย ส่วนหลี่มูเนื่องจากต้องยุ่งอยู่กับการไปหลอมรวมอัปเกรดกล่องสมบัติ จึงไม่ได้อยู่ดูแลด้วยตัวเอง เพียงแค่ฝากฝังเรื่องนี้ให้เจี่ยชวนจัดการแล้วก็จากไป

พอตกดึก แสงไฟในหมู่บ้านก็สว่างไสวขึ้นทั่วทุกหนแห่ง เหมียวเหลาลิ่วสวมเสื้อคลุมหนังแกะบุนวมหนาเตอะ คาบกล้องยาสูบเดินกางแขนกางขาออกจากห้องพัก หางตาเหลือบไปเห็นชายสูงวัยแปลกหน้าสองสามคนกำลังยืนคุยกับทหารยามที่หน้าคลังเงินพอดี เขามีสีหน้าประหลาดใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าแขนทหารนายหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดีแล้วเอ่ยถาม "นี่ ไอ้แก่พวกนั้นมันมาทำอะไรที่นี่ ? เดี๋ยวนี้กองทัพพวกเรารับทหารแก่หง่อมขนาดนี้เข้ามาด้วยรึ ? "

ทหารนายนั้นถูกดึงตัวไว้ สีหน้าก็ฉายแววรำคาญใจออกมา ทว่าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือเหมียวเหลาลิ่ว ผู้เป็นน้าชายแท้ ๆ ของนายกองร้อยต้าจู้ เขาก็ต้องจำใจข่มความหงุดหงิดไว้แล้วตอบกลับไป "พวกนั้นคือหลงจู๊ที่เพิ่งจ้างมาดูแลคลังเงิน วันหน้าถ้าในหมู่บ้านจะเบิกเงินไปใช้จ่ายอะไร ก็ต้องผ่านการตรวจสอบจากพวกเขาก่อนถึงจะเบิกเงินจากคลังได้"

เหมียวเหลาลิ่วได้ยินดังนั้นก็ชะงักงันไป ไม่นาน สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์ บ่นกระปอดกระแปดอย่างหัวเสีย "ของจุกจิกที่ต้องซื้อเข้าหมู่บ้านแต่ละวันมีตั้งเยอะแยะ ถ้าต้องมารายงานไอ้แก่พวกนี้ทุกรายการ กว่าจะได้เบิกเงินไม่ต้องรอจนเหงือกแห้งเลยรึไงวะ ? "

"ช่างหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ ! "

"ไอ้เด็กหลี่มูนี่มันหมายความว่ายังไงวะ หรือว่ามันตั้งใจจะบอกว่าไม่ไว้ใจต้าจู้หลานข้าแล้ว... อุตส่าห์ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันแท้ ๆ "

ทหารนายนั้นได้ยินคำบ่นของอีกฝ่าย ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบแล้วเดินจากไป เหมียวเหลาลิ่วผู้นี้คือน้องชายคนสุดท้องของแม่ต้าจู้ ในปีที่เกิดทุพภิกขภัย เดิมทียายเหมียวมีพี่น้องรวมหกคน ทว่าต้องจบชีวิตลงไปถึงสี่คนเพราะภัยสงคราม โรคระบาด และความอดอยาก อาจเป็นเพราะสายใยแห่งสายเลือด ยายเหมียวจึงมีความห่วงใยต่อน้องชายที่เหลือรอดเพียงคนเดียวผู้นี้เป็นอย่างมาก และนับตั้งแต่ต้าจู้มาติดตามรับใช้หลี่มู เหมียวเหลาลิ่วก็เดินทางจากบ้านนอกมาพึ่งใบบุญหลานชาย และอาศัยเส้นสายของต้าจู้จนได้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อและพลาธิการของกองทัพในหมู่บ้านไปครอง

ในช่วงแรก ๆ เขายังคงทำงานอย่างระมัดระวังตัว ถือได้ว่ายังคงมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง ทว่าเมื่ออยู่ในหมู่บ้านนานวันเข้า เหมียวเหลาลิ่วก็เริ่มได้ใจและวางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่เห็นหัวใคร ไม่เพียงแต่มักจะหาข้ออ้างหักหัวคิวค่าอาหารของเหล่าทหารอยู่บ่อย ๆ แม้แต่ของใช้ที่จัดซื้อมา ก็ยังเป็นของราคาถูกคุณภาพต่ำที่จงใจโก่งราคาให้สูงเกินจริง ต้าจู้เป็นหนึ่งในพี่น้องแกนนำใต้บังคับบัญชาของหลี่มู ความสัมพันธ์กับเจียงหู่และเจี่ยชวนก็ดีเยี่ยม ด้วยความเกรงใจต้าจู้ เหล่าทหารในกองทัพจึงได้แต่โกรธแค้นการกระทำของเหมียวเหลาลิ่วอยู่ลึก ๆ ทว่าไม่กล้าปริปากพูด ต้องทนกลืนความคับแค้นลงท้องไป และนั่นก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเหลิงอำนาจมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดที่เวลาเจอกับพวกนายกองร้อยอย่างเฉินหลินที่มีตำแหน่งสูงกว่าตนลิบลับ ก็ยังชอบวางมาดผู้ใหญ่สั่งสอนชี้แนะชาวบ้านไปทั่ว

"..." มองดูหลงจู๊สองสามคนที่กำลังยุ่งอยู่หน้าคลังเงิน เหมียวเหลาลิ่วก็ยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่กับที่เนิ่นนาน จู่ ๆ รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปาก

……

ดึกสงัดแล้ว ทว่าภายในห้องบัญชียังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เสียงดีดลูกคิดดังกังวานก้องไปทั่วทั้งห้อง ใต้แสงเทียน ชายชราทั้งสามคนต่างก็พลิกดูสมุดบัญชีที่กองสูงเป็นภูเขาเลากาบนโต๊ะ พลางสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบา

"ตัวเลขในสมุดบัญชีเล่มนี้ดูแปลก ๆ นะ"

"ราคาต่างกันลิบลับเลย..." ชายชราที่สวมหมวกทรงแตงโมนวดคลึงหว่างคิ้ว เอ่ยเสียงต่ำ "แค่สมุดบัญชีเล่มนี้เล่มเดียว ก็มีความคลาดเคลื่อนถึงสี่ห้าร้อยตำลึงแล้ว เฮ้อ ดูท่าท่านแม่ทัพหลี่จะเก่งกาจแต่เรื่องนำทัพจับศึก ทว่าเรื่องการจัดการภายในนี่กลับเละเทะไม่มีชิ้นดีเลย"

"นั่นน่ะสิ..." ชายชราอีกสองคนถอนหายใจพลางยิ้มขื่น "พวกเราคงมีงานให้ยุ่งอีกยาวเลยล่ะตาเฒ่า ! "

"มาเถอะ คืนนี้พวกเรามาสะสางบัญชีเน่า ๆ พวกนี้ให้กระจ่างแจ้งกันก่อน พรุ่งนี้เช้าจะได้นำไปรายงานให้ท่านแม่ทัพหลี่ทราบ..."

ในขณะที่ชายชราทั้งสามกำลังเตรียมตัวจะอดหลับอดนอนสู้ศึก จู่ ๆ ประตูห้องบัญชีก็ถูกใครบางคนผลักเปิดออก สายลมหนาวเหน็บพัดกรรโชกเข้ามาจากภายนอก ทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน เห็นเพียงเหมียวเหลาลิ่วถือหีบไม้ใบหนึ่งเดินยิ้มร่าเข้ามา ยังไม่ทันที่พวกตนจะเอ่ยปากถาม เขาก็ชิงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน "ผู้อาวุโสทุกท่านคงจะเหนื่อยแย่เลย ข้าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อของค่ายทหารแห่งนี้ แซ่เหมียว เป็นลูกคนที่หก พวกท่านจะเรียกข้าว่าเฒ่าเหมียวหรือลิ่วจื่อก็ได้"

หลงจู๊ทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คนที่เป็นหัวหน้าจึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยตอบ "ข้าน้อยมีนามว่า ลู่จี้ตี้ ส่วนสองท่านนี้คือ หวงซง และ เกาหมิง ! "

หลังจากแนะนำชื่อแซ่ของฝ่ายตนไปทีละคนแล้ว ท่านลู่จี้ตี้ก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง "ท่านเหมียวมาเยือนยามวิกาลเช่นนี้ มิทราบว่ามีธุระอันใดหรือ ? "

"ธุระปะปังอะไรกัน วันหน้าหน้าที่การงานของข้าคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องประสานงานกับพวกท่าน ข้าก็เลยอยากจะมาทำความรู้จักคุ้นเคยกันไว้สักหน่อย" เหมียวเหลาลิ่วพูดไปพลางวางหีบไม้ในอ้อมแขนลงบนโต๊ะพลาง รอยยิ้มประจบประแจง

"น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ โปรดรับไว้ด้วยเถิด"

หีบไม้ถูกเปิดออกดังกริ๊ก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนก็คือ ก้อนเงินขาวโพลนกองโต ส่องประกายแวววับจนแสบตา !

หลงจู๊เหล่านี้คลุกคลีกับเงินทองมาทั้งชีวิต มองปราดเดียวก็รู้ว่าเงินก้อนนี้มีไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงอย่างแน่นอน !

นี่ถือเป็นเงินก้อนโตทีเดียว !

ทว่าเกาหมิงเมื่อเห็นดังนั้นกลับหน้าตึงขึ้นมาทันที ตวาดเสียงแข็ง "ท่านเหมียว พวกเรามีเงินเดือนกิน ไม่ต้องการเงินของท่าน เอามันกลับไปซะ ! "

พวกเขาทำงานเป็นหลงจู๊ในพรรคเฉาปังมาทั้งชีวิต เงินทองที่ผ่านมือพวกเขามีมากมายมหาศาลจนนับไม่ถ้วน เงินทองน่ะเป็นของดี ทว่าหากไปหยิบฉวยเงินที่ไม่สมควรได้ ก็จะนำพาหายนะครั้งใหญ่มาสู่ตัวเอง หลายปีที่อยู่ในพรรค พวกเขาเห็นตัวอย่างของคนที่บ้านแตกสาแหรกขาดเพราะความโลภมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว คนทำบัญชีน่ะ หากไม่มีความยับยั้งชั่งใจแม้แต่น้อย ก็คงไม่มีทางมีชีวิตรอดปลอดภัยมาจนถึงอายุปูนนี้ได้หรอก

"เงินเดือนของพวกท่านมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว ? สามเฉียน ? ห้าเฉียน ? " เหมียวเหลาลิ่วได้ยินดังนั้นก็ไม่โกรธ กลับหัวเราะร่วน ตบหีบไม้ดังป้าบ "ในนี้มีตั้งห้าร้อยตำลึงเชียวนะ พวกท่านหาเงินทั้งชีวิตยังไม่ได้เยอะขนาดนี้เลย ! "

เมื่อเห็นเกาหมิงกำลังจะอ้าปากเถียง ลู่จี้ตี้ก็ยกมือห้ามไว้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "มิทราบว่าท่านเหมียวทุ่มทุนขนาดนี้ ต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่ ? "

"อย่ามาบอกนะว่าแค่อยากทำความคุ้นเคยกันเฉย ๆ พวกเราไม่ใช่เด็กสามขวบหรอกนะ มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ ! "

เหมียวเหลาลิ่วตบโต๊ะฉาดใหญ่ หัวเราะร่า "ข้าล่ะชอบคุยกับคนพูดตรงไปตรงมาจริง ๆ ในเมื่อท่านให้ข้าพูด ข้าก็จะพูดล่ะนะ"

"ข้าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ ของจุกจิกทุกอย่างในกองทัพนี้ข้าเป็นคนดูแล เมื่อก่อนเวลาจะเบิกเงิน ข้าแค่ถือใบอนุมัติไปเบิกที่คลังก็เรียบร้อย แต่เดี๋ยวนี้ต้องมาผ่านมือพวกท่านอีก มันยุ่งยากขึ้นเยอะ"

"ข้าก็เลยอยากจะให้พวกท่านช่วยผ่อนปรนให้สักหน่อย อย่าให้มันตึงเกินไปนักเลย"

เหมียวเหลาลิ่วชี้ไปที่หีบไม้ "ห้าร้อยตำลึงนี่เป็นแค่ของขวัญพบหน้าเท่านั้นนะ หากวันหน้าพวกเราทำงานเข้าขากันได้ดี ของขวัญแบบนี้ก็จะมีมาประเคนให้ทุกเดือนเลยล่ะ ! "

ลู่จี้ตี้ทำหน้าเหมือนเพิ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่าง หัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ย "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มมีท่าทีโอนอ่อน เหมียวเหลาลิ่วก็รุกคืบต่อทันที "จริงสิ มีอีกเรื่องหนึ่ง"

"บัญชีเน่า ๆ ของเก่าก่อนน่ะ ก็ปล่อยผ่าน ๆ มันไปเถอะ ถือซะว่าช่วยข้าสักครั้งก็แล้วกัน"

เมื่อหลงจู๊ทั้งสามได้ยินดังนั้น สายตาก็จับจ้องไปยังสมุดบัญชีบนโต๊ะที่พวกตนเพิ่งจะตรวจสอบไปเมื่อครู่ ที่แท้ นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเหมียวเหลาลิ่ว

หลังจากนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ลู่จี้ตี้ก็ค่อย ๆ ยื่นมือออกไปแตะที่หีบเงิน เมื่อเห็นภาพนั้น เหมียวเหลาลิ่วก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจ

ทว่าวินาทีต่อมา ลู่จี้ตี้กลับปิดฝาหีบเงินลงดังปัง แล้วดันมันกลับไปตรงหน้าอีกฝ่าย "ท่านเหมียวขออภัยด้วย ! เรื่องนี้ข้าคงช่วยท่านไม่ได้หรอก"

รอยยิ้มบนใบหน้าของเหมียวเหลาลิ่วแข็งค้างไปทันที

"รับปากคนอื่นไว้ ก็ต้องทำให้สำเร็จ"

ลู่จี้ตี้เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "เงินก้อนนี้แม้มันจะหอมหวาน ทว่ามันก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าสมควรจะได้รับ"

ใบหน้าของเหมียวเหลาลิ่วกระตุก จู่ ๆ ก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ "พวกท่านอาจจะยังไม่รู้ล่ะมั้ง ว่าข้าเป็นญาติกับนายกองร้อยเฉาต้าจู้ในกองทัพ ? เขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของข้า เป็นญาติสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตของข้า"

"หากพวกท่านมัวแต่กัดไม่ปล่อยเรื่องบัญชีพวกนี้ จนสุดท้ายเรื่องราวลุกลามใหญ่โต เกรงว่าแม้แต่ท่านแม่ทัพใหญ่หลี่เองก็คงจะเสียหน้าไม่น้อยเหมือนกัน"

เหมียวเหลาลิ่วโน้มตัวไปข้างหน้า น้ำเสียงเริ่มแฝงความข่มขู่ "ต้าจู้หลานข้ากับท่านแม่ทัพใหญ่หลี่เป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันมา หรือว่าพวกท่านอยากจะทำให้พี่น้องต้องมาแตกคอกันงั้นรึ ? "

เจอคำขู่ด้วยศีลธรรมแบบข้าง ๆ คู ๆ เข้าไป ลู่จี้ตี้ถึงกับหลุดขำออกมาด้วยความโมโห เขาส่ายหัวไม่หยุดพลางเอ่ย "คำพูดนี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี พวกเราเพียงแค่ได้รับคำสั่งมาตรวจสอบบัญชีให้กระจ่าง ส่วนผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ย่อมไม่เกี่ยวกับพวกเรา"

"หากท่านแม่ทัพหลี่ต้องมาแตกคอกับพี่น้องเพราะเรื่องนี้ ก็คงทำได้เพียงโทษตัวเองที่มองคนไม่ขาดเท่านั้น ! "

"ไอ้แก่..." พอเห็นว่าการข่มขู่ด้วยศีลธรรมไม่ได้ผล เหมียวเหลาลิ่วก็เลือดขึ้นหน้าทันที เขากัดฟันชี้หน้าลู่จี้ตี้ "พวกเจ้านี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริง ๆ หน้าโง่ดูสถานการณ์ไม่ออก ! ข้าจะถามพวกเจ้าอีกครั้งเดียว จะยอมช่วยหรือไม่ช่วย ? "

คราวนี้ลู่จี้ตี้ไม่ตอบ แต่เกาหมิงกลับก้าวออกมายืนประจันหน้า ตวาดลั่น "ไสหัวออกไป ! "

หน้าของเหมียวเหลาลิ่วเขียวคล้ำ เขาคว้าหีบเงินบนโต๊ะมากอดไว้แน่น แค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็น "ดี ! ดี ! ข้าจะไป แต่พวกเจ้าคอยดูเถอะ ว่าการมีเรื่องกับข้าในกองทัพนี้ มันจะมีจุดจบยังไง ! " พูดจบ เขาก็ถีบประตูห้องอย่างแรง หันหลังเดินออกไปอย่างเกรี้ยวกราด ร่างของเขาหายกลืนไปกับความมืดมิดยามราตรีอย่างรวดเร็ว

"ถุย ! ไอ้พวกเหลือบริ้นสูบเลือด ! "

ภายในห้อง เกาหมิงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ เมื่อครู่ที่พวกเขาตรวจสอบบัญชี ก็พบมาตั้งนานแล้วว่ารายจ่ายที่ผิดปกติและเงินที่หายไป ล้วนเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อเหมียวเหลาลิ่วผู้นี้ทั้งสิ้น

"รีบจัดการรวบรวมบัญชีที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยนำไปรายงานให้ท่านแม่ทัพหลี่ทราบ"

ลู่จี้ตี้มองการณ์ไกลกว่า รู้ดีว่าพวกผีป่าซาตานรับมือยาก จึงรีบเอ่ยสั่งการ "เมื่อครู่พวกเราปฏิเสธมันไป ไอ้หมอนี่อาจจะหาทางกลับมาแก้แค้นพวกเราแน่ ! "

จบบทที่ ตอนที่ 288 คุยกันยามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว