- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 286 เหมียวเหลาลิ่ว
ตอนที่ 286 เหมียวเหลาลิ่ว
ตอนที่ 286 เหมียวเหลาลิ่ว
ตอนที่ 286 เหมียวเหลาลิ่ว
"ตอนนี้ในหมู่บ้านมีคนเยอะมาก ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันถือว่าไม่น้อยเลย เรื่องการจัดซื้อที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง จำเป็นต้องใช้คนของพวกเราเองที่ไว้ใจได้" หลี่มูได้ยินดังนั้นก็เอ่ยกำชับ "ต้าจู้เป็นพี่น้องที่ติดตามพวกเรามาตั้งแต่แรกสุด เรื่องนิสัยใจคอนั้นไม่มีปัญหา แต่เขาหัวทึบไปหน่อย... พอเป็นเรื่องการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ หาคนละเอียด ๆ มาช่วยเขาจัดการสักหน่อยจะดีกว่า"
หลี่มูรู้ดีว่ากลุ่มพี่น้องที่มารวมตัวอยู่ข้างกายเขาเป็นกลุ่มแรกสุดนั้น แต่ละคนล้วนมีความกล้าหาญชาญชัยเหลือเฟือ หากให้พวกเขาไปออกรบฆ่าศัตรูย่อมเป็นยอดฝีมือ ทว่าพอเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน อย่างเช่นเรื่องมนุษยสัมพันธ์ การคิดบัญชีคำนวณเลข หรือเรื่องการออกแบบก่อสร้าง พวกเขาก็พาปวดหัวกันไปหมด พูดกันตามตรง ยามนี้คนที่เหมาะสมจะดูแลเรื่องบัญชีที่สุดในสังกัดของเขาก็คือเฉินเฮ่อซง
ทว่าตอนนี้เฉินเฮ่อซงต้องรับผิดชอบดูแลกิจการเหลาสุราหลายแห่งในเมืองอันผิง ย่อมไม่มีเวลาปลีกตัวมาจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและงานจุกจิกภายในหมู่บ้าน งานนี้ได้มอบหมายให้ต้าจู้ไปแล้ว หลี่มูเองก็ไม่อยากจะริบคืนมาจากมือของอีกฝ่าย เพราะมันจะดูเหมือนว่าพอเป็นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เขาก็เกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจต้าจู้ขึ้นมา
คิดไปคิดมา วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปจ้างหลงจู๊ (พนักงานบัญชี) จากที่อื่นมาเพิ่มสักสองสามคน หรือไม่ก็หาคนที่มีประสบการณ์การทำงานแนว ๆ นี้มาทำงานเป็นลูกน้องของต้าจู้ เพื่อคอยช่วยเหลือเขาจัดการงานพวกนี้ให้เสร็จสมบูรณ์
"ตกลง ข้าได้ยินมาว่าหลงจู๊ของพรรคเฉาปังฝีมือไม่เลวเลย พรรคใหญ่โตขนาดนั้น หลายปีมานี้กลับดูแลคลังเงินได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เคยมีเงินหายไปสักอีแปะเดียว..." เจี่ยชวนเกาหัว "ประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้ธุรกิจของพวกเขาไม่ได้ขยายออกไปต่างอำเภอ ก็เลยไม่มีบัญชีให้ต้องจัดการมากนัก เชิญพวกเขามาช่วยงานก็ดีเหมือนกัน"
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ เขาหยิบใบอนุมัติที่เจี่ยชวนเพิ่งเซ็นชื่อเสร็จมารับช่วงต่อ แล้วจรดปลายพู่กันเขียนชื่อตัวเองลงในช่องว่าง จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยเตือนอีกประโยคว่า "จริงสิ หลังจากเชิญหลงจู๊มาแล้ว ก็อย่าลืมบอกกล่าวต้าจู้เขาสักคำด้วยนะ เขาจะได้ไม่คิดมาก"
"พี่หลี่ ทำไมเดี๋ยวนี้ท่านถึงได้กลายเป็นคนจู้จี้จุกจิกแบบนี้ล่ะ ? " เจียงหู่ได้ยินก็หัวเราะลั่น คว้าใบอนุมัติไปจากมือของเขาพลางเอ่ย "ต้าจู้ก็พี่น้องของพวกเรา นิสัยใจคอเป็นยังไงท่านก็รู้ดี เขาจะมาเก็บเรื่องแค่นี้ไปผูกใจเจ็บได้ยังไง"
"ถ้าเขาโกรธเพราะเรื่องนี้ เขาก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นพี่น้องของเจียงหู่คนนี้แล้ว ! "
ในบรรดาพี่น้องทีมล่าสัตว์กลุ่มนี้ ต้าจู้กับเจียงหู่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงสนิทสนมคุ้นเคยกันมากที่สุด เขาพูดไปพลางโบกมือไปพลาง ก่อนจะก้าวยาว ๆ ออกจากกระโจมทหารไป
"ไอ้หมอนี่... ชักจะลามปามไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงขึ้นทุกวันแล้ว" หลี่มูมองตามแผ่นหลังของเจียงหู่ที่ห่างออกไป ด่าทอด้วยรอยยิ้ม ส่วนเจี่ยชวนก็ขยับยืดเส้นยืดสาย เอ่ยเสียงขรึม "พี่หลี่ เมื่อกี้ท่านบอกว่าจะไปล่าสัตว์ ถ้างั้นพวกเราก็อย่ารอช้าเลย รีบปล่อยข่าวเรียกตัวพรานป่าออกไปก่อน แล้วค่อยรวบรวมทหารสักหน่อยเข้าป่ากันเลยดีไหม ? "
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่วุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต หลี่มูต้องการครอบครองไอเทมจากกล่องสมบัติให้มากขึ้น ถึงจะรับประกันได้ว่าจะสามารถนอนหลับได้อย่างไร้กังวล และในยามนี้ ไอเทมจากกล่องสมบัติระดับไม้และระดับทองแดงก็ไม่ได้มีความหมายสำหรับเขาสักเท่าไหร่แล้ว มีเพียงไอเทมจากกล่องสมบัติระดับเงินขึ้นไปเท่านั้นที่คู่ควรให้เขาไปไขว่คว้ามา
"ไม่ได้ล่าสัตว์ในป่าแบบจริง ๆ จัง ๆ มาตั้งนานแล้ว ไม่รู้ว่าฝีมือจะทื่อลงไปหรือเปล่า" หลี่มูปลดธนูทดกำลังรูปร่างประหลาดที่แขวนอยู่บนผนังกระโจมลงมา รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ไปกันเถอะ ! "
ธนูทดกำลังคันนี้ก็เป็นของที่สุ่มได้จากกล่องสมบัติในอดีตเช่นกัน ทว่าเนื่องจากมันถูกเปิดออกมาในวันเดียวกับปืนคาบศิลา ประกอบกับขนาดของมันใหญ่เทอะทะซุกซ่อนยาก เวลาเผชิญหน้ากับศัตรูจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ดังนั้นจึงไม่ถูกนำมาใช้งานเป็นเวลานานแล้ว แต่ยามนี้ที่ต้องเข้าป่าล่าสัตว์ ปืนคาบศิลาที่ยิงกระสุนเหล็กได้ทีละนัดนั้น ประสิทธิภาพดูจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไปสักหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น ดินปืนยังเป็นของล้ำค่า เวลาเผชิญหน้ากับศัตรู ปืนคาบศิลาสามารถสร้างผลลัพธ์ในการข่มขวัญได้อย่างไม่คาดคิด หลี่มูจึงไม่อยากจะเปลืองมันไปกับการล่าสัตว์ป่า
ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกจากกระโจมทหารไป เสี่ยวไป๋หลงโฉบลงมาจากฟากฟ้า เกาะลงบนไหล่ของหลี่มู ส่วนเจ้าสยงผีก็วิ่งกระหืดกระหอบมาจากที่ไกล ๆ เอาหัวถูไถท่อนขาของเขาไม่หยุด ส่ายหัวกระดิกหางอย่างออดอ้อน ความรู้สึกคุ้นเคยพลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจอีกครั้ง
หลี่มูสะพายกระบอกธนูไว้กลางหลัง ยกมือชี้ไปยังป่าเขานอกเมืองพลางเอ่ย "พวกเราไปกันเถอะ"
……
ประสิทธิภาพในการทำงานของพรรคเฉาปังนั้นสูงมาก หลังจากได้รับข่าวจากหลี่มู ยังไม่ทันตกบ่าย พวกเขาก็ส่งคนพาหลงจู๊สามคนที่รับผิดชอบดูแลคลังเงินและค่าใช้จ่ายของพรรคโดยเฉพาะ มาส่งถึงหมู่บ้านในภูเขาต้าหลง เนื่องจากหลี่มูและเจี่ยชวนพาทหารหลายสิบคนเข้าป่าล่าสัตว์ยังไม่กลับมา เจียงหู่จึงจัดแจงให้หลงจู๊ทั้งสามคนพักผ่อนอยู่ที่ห้องรับรองแขกไปก่อน
ในขณะเดียวกัน ภายในค่ายทหารของหมู่บ้าน ทหารนายหนึ่งเดินหน้าดำคร่ำเครียดมาที่ห้องพักข้างลานฝึกซ้อม แล้วปารองเท้าบูทในมือลงบนพื้นอย่างแรง แผดเสียงตวาดลั่น "เหมียวเหลาลิ่ว เจ้าแหกตาดูนี่ นี่คือรองเท้าทหารที่เจ้าไปจัดซื้อมาจากในเมืองงั้นรึ ! "
"ข้าเพิ่งใส่ได้แค่สองวัน พื้นรองเท้าก็สึกจนเรียบแบน ขอบรองเท้าก็ปริขาด และที่สำคัญที่สุดคือ... ข้างในบุผ้านี่มันมีฝ้ายที่ไหนกันวะ ? มีแต่เศษผ้าขาด ๆ เน่า ๆ ยัดไส้เอามาหลอกตากันชัด ๆ บอกว่าเป็นรองเท้ากันหนาว แต่ใส่แล้วไม่เห็นจะอุ่นเลยสักนิด ! "
"ตกลงเจ้าอมเงินทอนไปเท่าไหร่กันแน่ฮะ ? "
ภายในห้อง ควันยาสูบลอยคลุ้ง ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตา ในปากยังคงดูดกล้องยาสูบอย่างออกรส เมื่อได้ยินคำร้องเรียนที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของทหารนายนั้น เขากลับแสดงท่าทีรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง สบถด่าเสียงขุ่น "จะโวยวายหาพระแสงอะไร ? "
"รองเท้าทหารที่บิดาไปจัดซื้อมาล้วนเป็นของดีที่สุดในตลาด เจ้าใส่จนพังเอง ทำไมไม่รู้จักพิจารณาดูตัวเองบ้างวะ ? "
พอได้ยินประโยคนี้ ทหารนายนั้นก็ถึงกับควันออกหู เขาชี้หน้าชายวัยกลางคน ลมหายใจหอบถี่ กัดฟันกรอด "เจ้าอย่ามาตอแหล ! แค่ในค่ายอักษรติงของพวกเรา ก็มีพี่น้องตั้งยี่สิบสามสิบคนที่รองเท้ามีปัญหา ค่ายอื่นก็มีอีกมากมาย..."
"แล้วทำไมพวกเขาไม่มาหาข้าล่ะ มีแค่เจ้าคนเดียวที่โผล่หัวมาเนี่ย ? " ชายวัยกลางคนได้ยินก็ถลึงตาใส่
"นั่นก็เพราะพวกเขากลัวจะไปล่วงเกินท่านนายกองร้อยน่ะสิ ! " ทหารนายนั้นกำหมัดด้วยความโกรธแค้น
"รองเท้าของพวกพี่น้องพังหมดแล้ว แต่ไม่กล้าไปบอกใคร ทำได้แค่แอบควักเงินตัวเองไปซื้อคู่ใหม่มาเปลี่ยน"
"เรื่องในวันนี้ ถ้าเจ้าไม่ให้คำอธิบายที่ฟังขึ้นล่ะก็ ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องถึงกระโจมท่านแม่ทัพใหญ่แน่ ! "
"ฮ่า..." เหมียวเหลาลิ่วได้ยินดังนั้นก็เอนหลังพิงฟูกอย่างได้ใจ ยกขาขึ้นไขว่ห้างพลางเอ่ย "ถ้าเจ้าแน่จริงก็ไปฟ้องเลยสิ"
"แต่ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ หลานชายคนโตของข้า ซึ่งก็คือนายกองร้อยของเจ้าน่ะ เป็นพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกรำศึกเหนือใต้สร้างผลงานมากับท่านแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่เริ่มแรก ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่ถึงขั้นฝากฝังชีวิตให้กันและกันได้ด้วยซ้ำ"
เหมียวเหลาลิ่วพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ "เจ้าคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะยอมลงโทษพี่น้องของตัวเองเพียงเพราะเรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้งั้นรึ ? "
"เจ้าอย่ามาเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง คนที่ข้าจะฟ้องคือเจ้า ไม่ใช่ท่านนายกองร้อย" ทหารนายนั้นตวาดเสียงกร้าว
"ช่างโง่เง่าเต่าตุ่นเสียจริง เจ้าคิดว่าถ้าหลานชายข้าไม่ยินยอม ข้าจะกล้าทำแบบนี้รึ ? " เหมียวเหลาลิ่วถูนิ้วไปมาอย่างผู้ชนะ
"เงินทอนจากการจัดซื้อ ข้าอมมาจริง ๆ นั่นแหละ แต่ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ที่สุดน่ะ ตกไปอยู่ในมือของต้าจู้หลานชายข้าหมดแล้วโว้ย"
"ถ้าเจ้าอยากจะฟ้องนัก ก็ฟ้องมันไปด้วยเลยสิวะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทหารนายนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ