- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 271 ตำแหน่งของแผนที่ขุมทรัพย์
ตอนที่ 271 ตำแหน่งของแผนที่ขุมทรัพย์
ตอนที่ 271 ตำแหน่งของแผนที่ขุมทรัพย์
ตอนที่ 271 ตำแหน่งของแผนที่ขุมทรัพย์
แม้ว่าการก่อสร้างหมู่บ้านภายในภูเขาต้าหลงจะใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทว่าก็ยังมีงานเบ็ดเตล็ดอีกไม่น้อยที่ต้องจัดการ ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลี่มูนำทหารออก "กรำศึกเหนือใต้" อย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่เหลือก็ต้องฝึกปรือวรยุทธ์อยู่บนเขาทุกวัน จึงไม่มีใครมีเวลาว่างพอจะมาซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างภายในค่ายเลย พวกโจรป่าเหล่านี้แหละ เหมาะเจาะพอดีที่จะจับกลับไปเป็นแรงงานฟรี
"พี่หลี่ แล้วเด็กคนนี้ล่ะ ? " เจี่ยชวนชี้ไปที่เด็กน้อยพลางเอ่ยถาม
"..." หลี่มูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถอนหายใจพลางเอ่ย "พาเขากลับไปที่ภูเขาต้าหลงเถอะ ลองหาครอบครัวทหารที่จิตใจดีสักครอบครัวให้รับเขาไปเลี้ยงดู"
ภายในคุกแห่งนี้มีตัวประกันอยู่ทั้งหมดยี่สิบกว่าคน คนอื่น ๆ หลังจากออกจากค่ายเวยหู่ไปแล้วยังสามารถกลับบ้านและหาเลี้ยงชีพเองได้ ทว่าหากปล่อยเด็กคนนี้ทิ้งไว้ ก็คงมีแต่หนทางตายเท่านั้น ยามนี้ภายในภูเขาต้าหลง นอกจากทหารนับพันนายแล้ว ครอบครัวของพวกเขาก็อพยพเข้ามาอยู่ด้วยกัน ครอบครัวนับพันหลังคาเรือน การจะหาใครสักคนที่ยินดีรับเลี้ยงเด็กคนนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
เจี่ยชวนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเดินเข้าไปหา พยายามเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาแล้วหันหลังเดินออกจากถ้ำไป เมื่อเห็นภาพนั้น คนอื่น ๆ ต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าเดินเข้ามาหา เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า "มิทราบว่านายทหารทุกท่าน เป็นทหารจากค่ายไหนหรือขอรับ ? "
"เป็นทหารรักษาเมืองในอำเภอ เป็นทหารชายแดน หรือว่าเป็นกองกำลังคุ้มกันของใต้เท้าท่านใดหรือขอรับ ? "
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา ส่ายหน้าพลางเอ่ย "ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ"
"ถ้าเช่นนั้นท่านคือ..." ชายชราอึกอัก คล้ายอยากจะพูดแต่ก็หยุดไป
"กองทัพของข้า ข้าเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาเอง ทหารทุกคนล้วนเป็นพี่น้องที่มาจากครอบครัวยากจน... แม้จะมีเบื้องหลังเกี่ยวพันกับทางการ ทว่าก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใครนอกจากข้า" หลี่มูเอ่ยตอบแบบครึ่งจริงครึ่งเท็จ
"มิน่าล่ะ ข้าก็ว่าอยู่ว่าพวกขุนนางเหล่านั้นไม่มีทางมาสนใจความเป็นความตายของพวกเราหรอก..." ชายชราแค่นเสียงหัวเราะอย่างขมขื่น ก่อนจะคุกเข่าโขกศีรษะให้หลี่มูและพวก
"นายท่านหลี่ วันนี้ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ชายแก่คนนี้ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน พระคุณอันยิ่งใหญ่นี้จะขอจดจำไว้ในใจมิรู้ลืม"
"หากวันหน้ามีสิ่งใดที่พอจะให้ชายแก่ผู้นี้รับใช้ได้ ขอเพียงท่านเอ่ยปากมาคำเดียว ข้าก็ยินดีสละชีวิตให้โดยไม่ปริปากบ่นเลยขอรับ"
"ข้าอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหวงสือ มีชื่อว่า หวงเอ้อร์เน่า ! "
เมื่อชายชราเอ่ยจบ คนอื่น ๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือต่างก็พากันเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกัน ว่าจะช่วยสรรเสริญเกียรติคุณของหลี่มู และนำชื่อเสียงของเขาไปป่าวประกาศให้เลื่องลือไปทั่วทุกหมู่บ้านในละแวกแปดลี้สิบลี้ นี่คือผลลัพธ์ที่หลี่มูต้องการเห็นอย่างพอดิบพอดี
"ยุคสมัยนี้ใช้ชีวิตยากลำบาก ขุนนางกังฉินรีดไถ โจรผู้ร้ายและอันธพาลก็เหิมเกริม เจตนารมณ์แรกเริ่มในการก่อตั้งกองทัพนี้ของข้า ก็เพื่อปกป้องพวกเราชาวบ้านตาดำ ๆ ไม่ให้ถูกรังแก"
แม้นี่จะไม่ใช่ความในใจที่แท้จริงของหลี่มู ทว่าในเวลานี้ ย่อมไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยในคำพูดของเขาแม้แต่น้อย เขามีสีหน้าขึงขัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งนัก "หลังจากพวกท่านกลับไปถึงบ้านเกิดแล้ว สามารถไปกระจายข่าวให้เพื่อนบ้านรับรู้ได้เลย ว่าหากผู้ใดมีใจอยากจะเข้าร่วมกองทัพ ไม่กลัวความยากลำบากและอันตราย ก็สามารถมาหาข้าที่เมืองผิงอันได้เลย"
ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็มีสีหน้าตื่นเต้นยินดี "ก่อนหน้านี้มีลัทธิโพกผ้าเหลือง ยามนี้มีท่านอีกคน หากแผ่นดินต้าฉีนี้มีคนอย่างท่านเพิ่มขึ้นอีกสักหลาย ๆ คน ชีวิตของพวกเราชาวบ้านก็คงจะสุขสบายขึ้นมาก" หวงเอ้อร์เน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนที่เขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามต่อ "นายท่านหลี่ กองทัพของท่านมีชื่อเรียกหรือไม่ขอรับ ? "
พอได้ยินคำถามนี้ หลี่มูก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเพิ่งจะนึกได้ว่าตนเองยังไม่ได้ตั้งชื่อให้กับกองทัพนี้เลย และกองทัพที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะมีจำนวนพลมากน้อย หรือขนาดใหญ่โตเพียงใด ย่อมต้องมีชื่อเรียกและธงรบเป็นของตนเอง กองทัพที่จารึกชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ล้วนมีชื่อเรียกที่ดังกังวานน่าเกรงขามทั้งสิ้น อาทิเช่น ทหารอู่จู๋แห่งเว่ย, กองทัพเป้ยกุย, ทหารม้าสามกลุ่มตัวเหยียน, องครักษ์จินอู๋, ทัพม้าเหล็กฝูถู และอื่น ๆ อีกมากมาย
ในช่วงแรกที่เริ่มก่อตั้งกองทัพ หลี่มูคิดเพียงแค่ว่าพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มทหารไร้สังกัด ทว่าเมื่อผ่านการฝึกฝนและการต่อสู้จริงในช่วงเวลาที่ผ่านมา บรรดาทหารเหล่านี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความห้าวหาญและระเบียบวินัยที่เคร่งครัดตามแบบฉบับที่กองทัพชั้นเลิศพึงมี ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี เช่นนั้นก็ถึงเวลาสมควรที่จะตั้งชื่อให้กับกองทัพนี้เสียที
"กองทัพฉางหนิง" หลี่มูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
บารมีทหารรุ่งเรืองยาวนาน ปลายดาบชี้ไปทิศใด ใต้หล้าล้วนสงบร่มเย็น (ฉาง - ยาวนาน, หนิง - สงบสุข)
ชื่อนี้ฟังเผิน ๆ อาจจะไม่ได้ดูน่าเกรงขามหรือดุดันแต่อย่างใด ทว่ามันกลับแฝงไว้ด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของหลี่มู แผ่นดินสงบร่มเย็น !
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาทะลุมิติมายังโลกใบนี้ ความจริงแล้วเขาไม่ได้มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย เขาแค่อยากใช้ชีวิตเป็นพรานป่าหาเลี้ยงครอบครัวอย่างสงบสุขในหมู่บ้านบนเขาเท่านั้น แต่เป็นเพราะยุคสมัยอันวุ่นวายนี้เอง ที่บีบบังคับให้เขาต้องก้าวเดินมาจนถึงจุดนี้ทีละก้าว ๆ มีใครบ้างที่ไม่ปรารถนาให้บ้านเมืองสงบสุข ราษฎรร่มเย็น และได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ?
'ยอมเป็นสุนัขในยุคสงบ ดีกว่าเป็นคนในยุคกลียุค' ประโยคนี้ช่างเหมาะสมกับยุคสมัยในปัจจุบันเสียเหลือเกิน
หลี่มูรู้ดีว่า แม้ทุกสิ่งที่เขามีในตอนนี้จะดูรุ่งโรจน์เพียงใด ทว่าหากมองจากสถานการณ์ของแผ่นดินในยามนี้ ทรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดนี้อาจจะกลายเป็นเพียงฟองสบู่ที่แตกสลายไปได้ทุกเมื่อ ภายในแผ่นดินต้าฉี ลู่ซิ่วหลินก่อกบฏอยู่ที่เมืองป๋อหยาง ส่วนนอกชายแดนก็ยังมีพวกทูเจวี๋ยและชนเผ่าคนเถื่อนที่คอยจ้องตะครุบเหยื่อตาเป็นมัน พร้อมที่จะยกทัพบุกรุกรานเข้ามาได้ทุกเมื่อ
สันติภาพและความสงบร่มเย็น คือสิ่งที่หลี่มูปรารถนาอยากจะได้มาครอบครองมากที่สุด แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ราชสำนักต้าฉีย่อมไม่มีทางมอบสิ่งนี้ให้เขาได้อย่างแน่นอน มีเพียงต้องพึ่งพาสองมือของตนเองในการต่อสู้ ช่วงชิงและแย่งชิงมันมาเท่านั้น !
……
หลังจากส่งชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาลงจากเขาไปแล้ว หลี่มูก็สั่งให้คนคุมตัวพวกโจรป่าที่ยอมจำนนกลับไปที่ค่าย ส่วนตัวเขาเองนั้นก็พาเจี่ยชวนและทหารอีกสองสามนายรื้อค้นหาของภายในถ้ำอยู่นานสองนาน ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังไม่พบเบาะแสที่ซ่อนของแผนที่ขุมทรัพย์นั่นเลย เมื่อหมดหนทาง เขาจึงทำได้เพียงปักหลักรออยู่ที่เดิม เพื่อรอให้คนที่กลับไปพาเจ้าสยงผีมา
และการรอกินเวลาไปถึงหนึ่งวันเต็ม ๆ จนกระทั่งตกเย็นของวันรุ่งขึ้น ทหารสองสามนายก็ควบม้าเร็วรุดหน้ามาถึง พวกเขาพาเจ้าสยงผีขึ้นเขามาดมกลิ่นตลับผ้าไหมใบนั้น ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าไปในถ้ำประดุจสายฟ้าสีดำ มองซ้ายมองขวาค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พบแผนที่ขุมทรัพย์ที่หัวหน้าสามซ่อนเอาไว้ในซอกหินเล็ก ๆ ที่แทบจะไม่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย
"เด็กดี เจ้าสร้างความดีความชอบอีกแล้วนะ ! " หลี่มูขยี้หัวโต ๆ ของมันอย่างเอ็นดู โยนเนื้อแห้งไปให้สองชิ้น และอาศัยจังหวะที่เจ้าสยงผีกำลังสวาปามอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็หยิบแผนที่ขุมทรัพย์ออกมาจากซอกหินแล้วเริ่มตรวจสอบทันที
"ตำแหน่งที่ถูกระบุไว้บนแผนที่ขุมทรัพย์นี้คือ... ภูเขาซงหลิงงั้นรึ ? " หลี่มูจ้องมองมันอยู่นานสองนาน สีหน้าเริ่มดูไม่ได้ ก่อนจะสบถด่าออกมา "มารดามันเถอะ ทำไมดันไปอยู่ตรงที่แบบนั้นได้วะ ? "
ในอดีตกาลยามที่ราชวงศ์ซีเซี่ยยังคงรุ่งเรือง ภูเขาซงหลิงยังคงตั้งอยู่ภายในอาณาเขต ทว่าหลังจากที่ปฐมกษัตริย์ต้าฉีก่อกบฏสถาปนาตนขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว หลายปีมานี้ทายาทตระกูลเซียวกลับมีแต่พวกที่ไม่ได้ความ ทำให้สูญเสียดินแดนชายแดนไปไม่น้อย และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงเมืองผิงหยางอันเป็นที่ตั้งของภูเขาซงหลิงด้วย ยามนี้ ตำแหน่งของภูเขาซงหลิงได้ตกเป็นอาณาเขตของพวกชนเผ่าคนเถื่อนไปเสียแล้ว
สถานที่แห่งนั้นอยู่ห่างจากพรมแดนต้าฉีที่ใกล้ที่สุดถึงร้อยกว่าลี้ ภูมิประเทศอันตรายแสนสาหัส ซ้ำยังมีสัตว์ร้ายชุกชุม และที่สำคัญที่สุดก็คือ มักจะมีกองทหารม้าของต่างเผ่าออกลาดตระเวนกันเป็นฝูง หากยอมเสี่ยงตายไปขุดสมบัติล่ะก็ หากถูกพบตัวเข้า อย่าว่าแต่จะรักษาสมบัติไว้ไม่ได้เลย แม้แต่ชีวิตน้อย ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาได้หรือไม่ !
มิน่าล่ะ ตอนแรกที่หัวหน้าใหญ่และหัวหน้ารองได้แผนที่ขุมทรัพย์นี้มา ถึงได้ไม่กล้าลงมือไปขุดเสียที ที่แท้สถานที่ซ่อนขุมสมบัตินี้ กลับไปตั้งอยู่กลางถ้ำเสือรังมังกรนี่เอง