เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 261 โจรป่า

ตอนที่ 261 โจรป่า

ตอนที่ 261 โจรป่า


ตอนที่ 261 โจรป่า

สองร้อยตำลึง ! พอได้ยินตัวเลขนี้ บรรดาโจรป่าที่อยู่ตรงนั้นก็หูผึ่ง จิตใจเบิกบานขึ้นมาทันที

"โอ้ ไอ้พวกสำนักคุ้มภัยนี่รู้ธรรมเนียมดีแฮะ จ่ายหนักซะด้วย เงินสองร้อยตำลึงซื้อเสบียง ข้าวปลาอาหาร สุราและเนื้อสัตว์ได้ตั้งเยอะแยะ มากพอให้พวกเราเสวยสุขไปได้ตั้งหลายวันเลย"

"นั่นสิ เห็นพวกมันรู้ความแบบนี้ พวกเราก็รับเงินแล้วหลีกทางให้พวกมันไปเถอะ..."

"อากาศหนาวสั่นแบบนี้ ได้เงินแล้วจะได้รีบกลับไปผิงไฟให้อุ่น ๆ บนค่ายไงล่ะ ! "

แม้ว่าพวกโจรป่ากลุ่มนี้จะซ่องสุมกำลังเป็นโจรอยู่บนภูเขาว่อหนิว ทำเรื่องชั่วช้าอย่างการดักปล้นฆ่าคนชิงทรัพย์ แต่ว่ากันตามตรงแล้ว พวกมันเองก็ไม่ได้อยากจะสู้รบตบมือเอาเป็นเอาตายกับใครนักหรอก เพราะถึงอย่างไร คมดาบก็ไร้ตา เรื่องที่โจรป่าไปดักปล้นแล้วถูกสวนกลับจนตายอนาถ ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง หากมีข้อเสนอดี ๆ ที่ทำให้ได้เงินมาโดยไม่ต้องออกแรงปะทะ แล้วเหตุใดจะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงคมหอกคมดาบด้วยเล่า ?

"พวกเจ้าหุบปากให้หมด ! " ทว่าในตอนนั้นเอง ชายหน้าบากก็ตวาดเสียงเย็นเยียบขึ้นมา ทุกคนในที่นั้นพลันเงียบกริบเป็นเป่าสากในทันที

"ไอ้พวกหูหนวกตาบอด พวกเจ้าจะไปรู้อะไรวะ ? สำนักคุ้มภัยเฉิงหนานนี่ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง พวกหัวหน้าผู้คุ้มกันในนั้นก็เป็นแค่พวกดีแต่เปลือก ไม่ค่อยมีฝีมือสักเท่าไหร่หรอก... ยิ่งไปกว่านั้น การที่พวกมันยอมควักกระเป๋าจ่ายหนักขนาดนี้ แสดงว่าสินค้าที่พวกมันคุ้มกันมาจะต้องมีมูลค่าสูงลิ่วอย่างแน่นอน" นัยน์ตาของชายหน้าบากทอประกายแห่งความโลภออกมาอย่างปิดไม่มิด

เมื่อก่อนก็เคยมีขบวนสินค้าผ่านมาทางนี้ไม่น้อย พอเจอการดักปล้นก็มักจะชิงเสนอเงินค่าผ่านทางให้ก่อน แต่ส่วนใหญ่ก็ให้แค่ยี่สิบสามสิบตำลึงเท่านั้น ทว่าสำนักคุ้มภัยกลุ่มนี้กลับเสนอเงินให้มากกว่าเดิมถึงสิบเท่า... นี่เพียงพอที่จะอธิบายได้สองเรื่อง

หนึ่ง อีกฝ่ายกำลังร้อนตัวหวาดกลัว และไม่มีความกล้าพอที่จะต่อกรกับค่ายเวยหู่ !

สอง สินค้าที่อีกฝ่ายคุ้มกันมามีมูลค่ามหาศาล และอาจจะมากเกินกว่าหมื่นตำลึงเลยก็เป็นได้ !

"นั่นมันสินค้าที่อาจจะมีมูลค่าถึงหมื่นตำลึงเชียวนะเว้ย หากพวกเราปล้นมันมาได้ ก็เท่ากับสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่เลยล่ะ" ชายหน้าบากลดเสียงลงต่ำ หันไปเอ่ยกับพรรคพวกด้านหลังว่า "ถึงตอนนั้น หัวหน้าใหญ่จะต้องยอมแหกกฎ เลื่อนขั้นให้ข้าขึ้นเป็นรองหัวหน้าอย่างแน่นอน และสถานะของพวกเจ้าก็จะพลอยสูงขึ้นตามไปด้วย ! "

แม้ค่ายเวยหู่จะเป็นแค่รังโจรป่า ทว่าภายในนั้นก็มีการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน หัวหน้าใหญ่ทั้งสามและบรรดาคนสนิทต่างก็ได้เสวยสุขกับทรัพยากรเสบียงอาหารมากที่สุด ได้ดื่มสุราเลิศรสที่สุด ส่วนผู้หญิงที่ปล้นชิงมาได้ พวกมันก็มีสิทธิ์ได้เลือกก่อน ส่วนพวกสมุนปลายแถวที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ก็ทำได้เพียงกินเศษอาหารเหลือเดนของพวกมันเท่านั้น

ชายหน้าบากเป็นเพียงหัวหน้ากลุ่มย่อยที่คุมลูกน้องแค่สิบกว่าคน หลายปีมานี้ แม้ในใจจะอัดอั้นตันใจอยากจะไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า แต่ก็ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะขาดโอกาสมาโดยตลอด แต่วันนี้ โอกาสงาม ๆ มาประเคนให้ถึงที่แล้ว มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไป !

เมื่อพวกลูกสมุนได้ยินเช่นนั้น จังหวะการหายใจก็เริ่มถี่กระชั้นขึ้นมา

"ลูกพี่ พวกเราเชื่อฟังท่าน ท่านว่าไงพวกเราก็ว่าตามนั้น"

"ความมั่งคั่งล้วนต้องเสี่ยงภัยถึงจะได้มา ! "

"ทำงานนี้เสร็จ ต่อไปพวกเราก็จะได้เป็นฝ่ายเลือกผู้หญิงในค่ายมาเล่นสนุกก่อนแล้วสิ หึ ๆ ! "

บรรดาโจรป่าต่างพากันแสยะยิ้มกว้าง แววตาที่เคยลังเลไม่แน่ใจในตอนแรก บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโลภและตัณหาจนหมดสิ้น

เมื่อเห็นว่าลูกน้องคล้อยตามแล้ว มุมปากของชายหน้าบากก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เอ่ยเรียกหน้า "พวกเจ้าฟังแผนการของข้านะ เดี๋ยวสักพัก..."

……

ณ ทางเดินบนเขา เจี่ยชวนในคราบของผู้คุ้มกันภัยกระชับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น เมื่อเห็นว่าบนเขายังคงไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ จึงตะโกนทวนคำพูดเมื่อครู่อีกครั้ง พร้อมกับล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้อแล้วแกว่งไปมาในอากาศ

"ทำไมถึงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลยล่ะ หรือว่าข่าวกรองจะผิดพลาด ? " เจี่ยชวนขมวดคิ้วมุ่น เขาเผลอเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นเพียงร่างปราดเปรียวสีขาวปลอดที่กำลังโฉบเฉี่ยวไปมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางหมู่เมฆเหนือยอดเขา นั่นก็คือ เสี่ยวไป๋หลง เหยี่ยวล่าเนื้อนั่นเอง

ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือกับค่ายเวยหู่ หลี่มูได้เตรียมการไว้อย่างรัดกุมรอบคอบแล้ว พวกโจรป่ากลุ่มนี้แตกต่างจากหอหมาป่าอินทรีและตระกูลเฉิน เพราะรายหลังนั้นอาศัยอยู่ภายในเมือง เพียงแค่สืบข่าวเล็กน้อยก็สามารถรู้ที่ตั้งของฐานที่มั่นและคฤหาสน์ได้แล้ว ทว่าค่ายเวยหู่นั้นตั้งอยู่บนภูเขาว่อหนิว ซึ่งมีภูมิประเทศสูงชันสลับซับซ้อน ทางเดินบนเขาก็วกวน ซ้ำยังมีป้อมยามดักซุ่มอยู่ตามรายทางหลายจุด การจะลอบเร้นเข้าไปถึงรังโจรโดยไม่ให้พวกมันรู้ตัวนั้น เป็นเพียงแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของคนโง่เท่านั้น

ต่อให้หลี่มูจะระดมกำลังทหารทั้งพันกว่านายบุกทะลวงขึ้นไป แต่ฝ่ายศัตรูก็สามารถอาศัยความคับแคบและสูงชันของทางเดินบนเขาซึ่งเป็นปราการธรรมชาติมาจำกัดการเคลื่อนไหวของทหารม้าได้ จากนั้นก็ฉวยโอกาสจากความได้เปรียบทางภูมิประเทศ กลิ้งท่อนซุง โยนก้อนหิน และระดมยิงลูกธนูลงมา สุดท้ายต่อให้สามารถกวาดล้างพวกโจรป่าได้ หลี่มูก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปอย่างหนักหน่วงเป็นแน่ ดังนั้น ทุกคนจึงได้คิดค้นวิธีการนี้ขึ้นมา นั่นคือการปลอมตัวเป็นขบวนสำนักคุ้มภัยที่สัญจรผ่านทางมา เพื่อล่อหลอกให้อีกฝ่ายติดเบ็ด

และการที่มีเสี่ยวไป๋หลงคอยสอดส่องอยู่เบื้องบน การพรางตัวของพวกโจรป่าก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ หลี่มูก็ล่วงรู้ตำแหน่งซุ่มดักโจมตีของพวกมันหมดแล้ว แม้กระทั่งจำนวนคนก็ยังรู้แน่ชัด ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดมาจากหีบสมบัติ ทั้งเสี่ยวไป๋หลงและสยงผีต่างก็มีสติปัญญาที่ล้ำเลิศเกินกว่าสัตว์ในสายพันธุ์เดียวกัน การสื่อสารขั้นพื้นฐานย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด

ขณะที่เจี่ยชวนกำลังสงสัยว่าข่าวกรองที่เสี่ยวไป๋หลงส่งมามีความผิดพลาดหรือไม่นั้น จู่ ๆ เบื้องหน้าก็มีเสียงฝีเท้าดังสับสนวุ่นวายลอยมา เห็นเพียงโจรป่าสิบกว่าคนวิ่งเหยาะ ๆ ลงมาจากหน้าผาทั้งสองฝั่งอย่างวางก้าม อาวุธในมือของพวกมันมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งดาบเล่มโต หอกยาวที่ทำขึ้นเอง ขวาน และค้อน แม้เสื้อผ้าที่สวมใส่จะดูเก่าซอมซ่อขาดรุ่งริ่ง ทว่าสีหน้าท่าทางของพวกมันกลับดูดุร้ายอำมหิตและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

"มิทราบว่าพวกท่านคือพี่น้องแห่งค่ายเวยหู่ใช่หรือไม่ ? " เจี่ยชวนเห็นตัวการปรากฏตัวแล้ว ก็รีบกระแอมไอเคลียร์คอ แล้วเอ่ยถามด้วยท่าทีจริงจัง

"ถูกต้อง ! บิดาคือหน้าบาก หนึ่งในสิบสองหัวหน้ากลุ่มย่อยแห่งค่ายเวยหู่ ! " ชายหน้าบากแบกดาบเล่มโตไว้บนบ่า นั่งถ่างขาอยู่บนท่อนไม้กลางถนนอย่างโอหัง วางท่าราวกับเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ

"พวกเจ้าที่เป็นผู้คุ้มกันก็พอจะรู้ธรรมเนียมอยู่บ้างนี่ รู้ว่าสัญจรผ่านทางนี้จะต้องจ่ายค่าต๋งให้ใคร"

"ที่พวกเจ้าพูดเมื่อครู่ ข้าได้ยินแล้ว วางถุงเงินลงซะ แล้วข้าจะเปิดทางให้พวกเจ้าไป"

เจี่ยชวนได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้ายินดีปรีดา รีบประสานมือคารวะพลางเอ่ย "ผู้น้อยเคยได้ยินชื่อเสียงมานานว่า วีรบุรุษแห่งค่ายเวยหู่แต่ละท่านล้วนมีคุณธรรมน้ำมิตรสูงส่งเทียมฟ้า วันนี้ได้มาพบเจอด้วยตนเอง ช่างสมคำร่ำลือจริง ๆ "

กล่าวจบ เขาก็นำถุงเงินในมือไปวางไว้บนโขดหินริมทางอย่างนอบน้อม

โจรป่าคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปนับจำนวนเงินตำลึงภายในถุง เมื่อแน่ใจว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว จึงหันไปส่งสัญญาณมือให้ชายหน้าบาก

แกรก ! แกรก !

ชายหน้าบากโยนถุงเงินในมือขึ้นลงเพื่อกะน้ำหนัก รอยยิ้มแปลกประหลาดปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า "ในเมื่อพวกเจ้ารู้ความถึงเพียงนี้ เช่นนั้นบิดาก็จะ..."

"ช่วยส่งพวกเจ้าเดินทางไปลงนรกเลยก็แล้วกัน ! " น้ำเสียงของชายหน้าบากพลันตวาดกร้าวขึ้นสูง แฝงไว้ด้วยรังสีอำมหิตอันเข้มข้น

และพร้อมกับเสียงคำรามของเขา โจรป่ากว่าสิบคนที่อยู่เบื้องหลังก็แผดเสียงร้องคำราม พุ่งพรวดเข้ามาประดุจสุนัขบ้า ในขณะเดียวกัน บนทางเดินบนเขาด้านหลังพวกเจี่ยชวน ก็มีโจรป่าที่แต่งกายคล้ายคลึงกันโผล่ออกมาอีกหลายคน ปิดกั้นเส้นทางทั้งด้านหน้าและด้านหลังจนหมดหนทางหนี !

"ตามคาดเลยจริง ๆ สัจจะไม่มีในหมู่โจรสินะ" เจี่ยชวนแค่นเสียงหัวเราะหยัน เมื่อเห็นว่าพวกโจรป่าพุ่งทะยานเข้ามาด้วยท่าทีดุร้ายหมายเอาชีวิต เขาก็ไม่คิดจะเสแสร้งเล่นละครอีกต่อไป เขาชักหอกเหล็กกล้าออกมาจากรถม้าด้านข้าง ตวาดเสียงดุดัน "ฟังคำสั่งข้า จับเป็นพวกโจรชั่วพวกนี้ให้หมด อย่าให้เล็ดลอดไปได้แม้แต่คนเดียว ! "

"หากผู้ใดขัดขืนต่อสู้รุนแรง ให้สับมันเป็นท่อน ๆ แล้วหั่นศพให้เละ ! " สิ้นเสียงคำสั่งของเขา พลันเห็นทหารสวมเกราะเต็มยศกระโดดลงมาจากรถม้าที่ถูกคลุมด้วยผ้าสักหลาดอย่างมิดชิด ทีละคน ทีละคน !

จบบทที่ ตอนที่ 261 โจรป่า

คัดลอกลิงก์แล้ว