- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 223 นายท่านของข้าขอเชิญ
ตอนที่ 223 นายท่านของข้าขอเชิญ
ตอนที่ 223 นายท่านของข้าขอเชิญ
ตอนที่ 223 นายท่านของข้าขอเชิญ
ด้วยคำมั่นสัญญาเรื่องค่าตอบแทนที่สูงลิ่วของหลี่มู ประกอบกับการที่หลินเจี้ยนและนายอำเภอเฉาใช้สถานะขุนนางของทางการมาช่วยขจัดความกังวลใจของทุกคน การรับสมัครทหารในครั้งนี้จึงดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อรวมกับแรงงานกว่าสี่ร้อยคนที่กำลังสร้างป้อมค่ายอยู่ก่อนแล้ว จากชายฉกรรจ์ทั้งหมดกว่าหนึ่งพันสองร้อยคน มีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้นที่ขอถอนตัว ส่วนที่เหลือล้วนตกลงยินยอมที่จะกลายเป็นทหารส่วนตัวของหลี่มู
……
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ อิทธิพลของหลี่มูก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าในพริบตา
ในเมืองอันผิง ศาลาว่าการมีเจ้าหน้าที่และมือปราบรวมกันประมาณสามร้อยกว่าคน กองทหารรักษาเมืองมีไม่ถึงสองร้อยนาย ส่วนพรรคเฉาปังหลังจากที่ขึ้นมาแทนที่กองคาราวานอาชาเหล็ก จำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จนถึงปัจจุบันนี้ก็มีสมาชิกอยู่เพียงแปดร้อยกว่าคนเท่านั้น
แต่ในมือของหลี่มูเวลานี้ กลับมีกองกำลังอยู่ถึงหนึ่งพันสองร้อยกว่าคน !
ตัวเขาในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานะ ความแข็งแกร่ง หรืออำนาจบารมี ล้วนเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งเมืองอันผิงอย่างแท้จริง
แต่ปัญหาที่ตามมาก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน
การเลี้ยงดูคนกว่าพันคนเหล่านี้ในแต่ละวันถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนมหึมา หากหักลบค่าจ้างรายเดือนเดือนละสามตำลึงของแต่ละคนออกไป ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าที่พัก ล้วนแต่ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว
ผนวกกับการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ ซื้อเหล็ก ซื้อม้าศึก และสร้างป้อมค่าย...
เมื่อนำค่าใช้จ่ายจิปาถะเหล่านี้มารวมกันแล้ว กองทัพที่มีคนกว่าพันคนนี้ โดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เงินมากกว่าสามร้อยตำลึงต่อวัน !
ก็นับว่าโชคดีที่ธุรกิจของหลี่มูในตอนนี้กำลังรุ่งเรืองเป็นพลุแตก ประกอบกับพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ถึงสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตขนาดนี้ได้
ไม่ว่าจะเป็นยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน หากต้องการสร้างกองทัพ สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การรับสมัครทหารเลย แต่เป็นการเลี้ยงดูทหารต่างหาก !
กองทหารราบที่มีจำนวนสักร้อยคน อาจจะต้องมีหน่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังถึงสามร้อยคน ถึงจะสามารถประคับประคองให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ และยิ่งกองทัพมีจำนวนคนมากเท่าไหร่ เรื่องยุ่งยากซับซ้อนก็ยิ่งมีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย
หากเปลี่ยนเป็นกองทหารม้าเกราะหนักจำนวนร้อยนาย ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็ยิ่งเป็นตัวเลขที่สูงลิบลิ่วจนน่าตกใจ แม้แต่ในยุครุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์ถังที่บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ การจะทุ่มเทกำลังคนทั้งประเทศ ก็ยังสามารถเลี้ยงดูกองทหารม้าเกราะหนักได้เพียงหกเจ็ดพันนายเท่านั้น...
ในซีรีส์และนิยายหลาย ๆ เรื่อง ที่ตัวเอกหรือตัวร้ายมักจะยกทัพทหารม้าเกราะหนักเป็นแสน ๆ หรือหลายแสนนายออกมาสู้รบกันนั้น โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นแค่เรื่องแต่งที่เพ้อฝันเกินจริงทั้งนั้น !
อาณาจักรต้าฉีในปัจจุบัน กองทัพทั่วทั้งประเทศรวมกันแล้วก็ยังมีไม่ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นนายเลย แม้แต่พวกทูเจวี๋ยและคนเถื่อนเผ่าหมาป่าที่ว่าแข็งแกร่งนักหนา กองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาก็มีเพียงสามถึงห้าหมื่นนายเท่านั้น
กองทหารพันกว่านายของหลี่มูแม้จะดูเหมือนไม่มาก แต่หากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกวิธี ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถผงาดขึ้นมามีที่ยืนในยุคกลียุคนี้ได้
วันที่สิบหก เดือนสิบสอง
อากาศยังคงหนาวเหน็บอย่างน่ากลัว หิมะ... ก็ยังคงไม่ตกลงมา
ภายในภูเขาต้าหลง มีเสียงกีบเท้าม้าดังกึกก้องเป็นระลอก พร้อมกับเสียงตะโกนฆ่าฟันอันฮึกเหิม
หากมองลงมาจากบนท้องฟ้า จะเห็นว่าบนที่ราบซึ่งถูกเคลียร์พื้นที่ไว้เป็นพิเศษ มีกองทหารสองฝ่ายที่ผูกผ้าสีต่างกันไว้ที่แขนกำลัง "เข่นฆ่า" กันอยู่ จิตวิญญาณการต่อสู้ของพวกเขาพุ่งพล่าน ฝ่ายหนึ่งอยู่ภายใต้การนำของเจี่ยชวน กำลังโอบล้อมและพุ่งทะลวงเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกฝ่ายอยู่ภายใต้การบัญชาการของเสี่ยวอู่ กำลังจัดขบวนทัพอย่างเป็นระเบียบ และคอยตีโต้การพุ่งชนอันดุดันของ "กองทัพศัตรู" ให้ถอยร่นไปเป็นระลอก ๆ
แม้กองทหารทั้งสองฝ่ายจะใช้เพียงหอกไม้และดาบที่ยังไม่เปิดคม แต่อานุภาพและกลิ่นอายความดุดันกลับไม่แพ้ของจริงเลยแม้แต่น้อย
ปลายหอกและคมดาบของพวกเขาล้วนถูกชโลมด้วยปูนขาว ทุกครั้งที่โจมตีโดน "ศัตรู" ก็จะทิ้งรอยขาวไว้บนร่างของอีกฝ่าย หากโดนจุดตาย... อีกฝ่ายก็จะถูกคัดออกจากการประลองทันที
หลี่มูยืนอยู่บนกำแพงเมืองของป้อมค่าย มองดูคนทั้งสองกลุ่มกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
กองทหารผ้าแดงที่นำโดยเจี่ยชวน แม้จะมีพละกำลังห้าวหาญและบุกโจมตีอย่างรุนแรง แต่กองทหารผ้าน้ำเงินฝั่งของเสี่ยวอู่กลับตั้งรับได้อย่างเหนียวแน่นไร้ช่องโหว่ พวกเขาคอยบั่นทอนพละกำลังของศัตรู และพยายามสงวนกำลังของฝ่ายตนไว้ให้มากที่สุด
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ การบุกโจมตีของกองทหารผ้าแดงก็ค่อย ๆ อ่อนกำลังลง ทหารหลายนายเริ่มหอบหายใจกระหืดกระหอบ แม้แต่ม้าศึกของทหารม้าแนวหน้าก็เริ่มวิ่งไม่ไหวแล้ว
เมื่อเสี่ยวอู่ออกคำสั่ง การตีโต้ของกองทหารผ้าน้ำเงินก็เปิดฉากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
พวกเขาพุ่งทะยานออกมาดุจภูเขาถล่มคลื่นสมุทรซัดสาด ระเบิดความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับมานานออกมา อาศัยพละกำลังที่สะสมไว้จากการรอคอยอย่างใจเย็น พลิกสถานการณ์กลับมาได้ในพริบตา
แม้เจี่ยชวนจะพยายามต่อต้านอย่างสุดกำลังและสู้ตายแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่กำลังพ่ายแพ้นี้ได้ ท้ายที่สุด เขาก็ถูกทหารผ้าน้ำเงินนายหนึ่งใช้หอกแทงทะลุหัวใจ ร่วงตกจากหลังม้าและ "ตาย" ไปในที่สุด
"กี้ ! " ท้องฟ้าเบื้องบนพลันบังเกิดเสียงร้องแหลมเล็กดังขึ้น
เสี่ยวไป๋หลง เหยี่ยวล่าสัตว์ที่บินวนเวียนอยู่เหนือน่านฟ้าเพื่อสอดส่องสถานการณ์การรบมาโดยตลอด ได้โฉบตัวลงมาจากท้องฟ้า เกาะลงบนไหล่ของหลี่มู มันสลัดปีกเบา ๆ แล้วเอาหัวมาถูไถที่หลังหูของเขาอย่างออดอ้อน
เมื่อ "สงคราม" ยุติลง แม่ทัพของทั้งสองฝ่ายก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วก้าวเดินเข้ามาหา
"เสี่ยวอู่ ศึกครั้งนี้เจ้าทำได้ไม่เลวเลยนะ" หลี่มูยิ้มพลางตบไหล่เขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง "เจ้ากับหลิ่วจื่อร่วมมือกัน ก็สามารถเด็ดหัวตาเฒ่าเจี่ยชวนจนตกม้าได้แล้ว ! "
"แน่นอนอยู่แล้ว ! " เสี่ยวอู่เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ "ท่านอย่าเห็นว่าตอนอยู่กองทัพชายแดนเจี่ยชวนเคยเป็นหัวหน้าหมู่ของข้านะ นั่นมันเป็นเพราะข้าเห็นว่าเขาอายุมากแล้ว ก็เลยให้ความเคารพและยอมอ่อนข้อให้ต่างหาก ไม่อย่างนั้นตำแหน่งนั้นคงตกเป็นของข้าไปตั้งนานแล้ว"
เพียะ ! คำพูดของเขายังไม่ทันจบ ฝ่ามืออรหันต์ก็ฟาดลงบนหัวของเขาเสียงดังฟังชัด
เจี่ยชวนสบถด่าอย่างไม่สบอารมณ์ "ไอ้เด็กนี่ ชมหน่อยก็ทำเป็นเหลิงเลยนะ ? "
"ครั้งนี้บิดาจงใจเลียนแบบยุทธวิธีที่พวกคนเถื่อนชอบใช้หรอกนะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่หลี่สั่งให้ข้าคอยเป็นคู่ซ้อมให้เจ้าเพื่อฝึกฝนเทคนิคเฉพาะทางล่ะก็ ขืนบิดาใช้ยุทธวิธีของตัวเอง ป่านนี้เจ้าโดนทุบตีจนหน้ามืดไปนานแล้ว"
เขาแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมรับความพ่ายแพ้เท่าไหร่นัก "เจ้าคิดจริง ๆ รึว่าวิธีหลบเลี่ยงการปะทะ แล้วคอยบั่นทอนพละกำลังของศัตรูที่เจ้าใช้น่ะ มันเลิศเลอนักหนา ? "
"ถ้าเป็นสงครามจริง ๆ มารดามันเถอะ ข้าจะล้อมไว้เฉย ๆ ไม่ตีหรอก แค่ส่งคนกลุ่มเล็ก ๆ เข้าไปก่อกวน ให้พวกเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ทรมานไปสักสองสามวัน ไม่ต้องลงมือรบ พวกเจ้าก็ทนไม่ไหวพังทลายกันไปเองนั่นแหละ"
"เจ้าก่อกวนได้ แล้วข้าดักซุ่มจับคนของเจ้าไม่ได้รึไง ? " เสี่ยวอู่สวนกลับทันควัน "กำลังพลของพวกเราก็มีพอ ๆ กัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะจับคนของเจ้าไม่หมด..."
ทั้งสองคนถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร
เมื่อเห็นภาพนี้ หลี่มูก็เผยรอยยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากก่อตั้งกองทัพ ก็ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว ในเจ็ดวันนี้ เขาให้เจี่ยชวนและทหารผ่านศึกอีกสองสามนายนำทหารใหม่เหล่านี้ทำการฝึกฝนอย่างเข้มงวด และการประลองการรบจริง ก็ถือเป็นหนึ่งในการฝึกที่สำคัญที่สุด
เจี่ยชวนและคนอื่น ๆ เคยเป็นทหารชายแดนมาก่อน เคยต่อกรกับพวกคนเถื่อนและทูเจวี๋ยมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งถึงยุทธวิธีที่อีกฝ่ายถนัดรวมถึงจุดอ่อนเป็นอย่างดี หากได้รับการฝึกฝนเตรียมรับมือไว้แต่เนิ่น ๆ วันหน้าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรู ก็จะได้ไม่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
"เอาชนะกันด้วยปากมันไม่มีประโยชน์หรอก ถ้ามีฝีมือจริง ก็ไปวัดกันในสนามรบสิ" หลี่มูยกมือขึ้นห้ามการโต้เถียงของพวกเขา พลางเอ่ยว่า "ตอนนี้ธุรกิจของพวกเราก็เข้าที่เข้าทางแล้ว อากาศก็หนาวจัดจนเข้าไปล่าสัตว์ไม่ได้ ภารกิจเดียวของพวกเจ้าในตอนนี้ก็คือ นำพวกทหารใหม่เหล่านี้ไปฝึกซ้อมการรบจริงให้ชำนาญ"
"วันนี้ข้าจะตั้งกฎขึ้นมาข้อหนึ่ง ในการประลองรบ ใครเป็นฝ่ายชนะ ตั้งแต่พลทหารไปจนถึงแม่ทัพ จะได้กินเนื้อและดื่มสุราอย่างเต็มที่ ! "
"แต่ถ้าแพ้ ก็ทำได้แค่รอสวาปามเศษอาหารเหลือของอีกฝ่ายเท่านั้น"
หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยว่า "เมื่อมีการแข่งขัน ถึงจะมีความกดดัน ! "
สิ้นประโยคนี้ บรรยากาศก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายดินปืนที่ร้อนระอุขึ้นมาทันที
เจี่ยชวนกัดฟันกรอด เอ่ยแย้งว่า "ไม่ยุติธรรมเลย ! เสี่ยวอู่กับหลิ่วจื่อมีกันตั้งสองคน คนหนึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ อีกคนเป็นแม่ทัพทะลวงฟัน ! แต่ข้ามีตัวคนเดียวนะ ! "
"ข้าขอร้องล่ะ เพิ่มแม่ทัพทะลวงฟันให้ข้าอีกสักคนเถอะ"
"เอาเจ้าหู่จื่อมาเลย ! "
พอได้ยินชื่อเจียงหู่ สีหน้าของเสี่ยวอู่และหลิ่วจื่อก็เปลี่ยนไปพร้อมกันทันที
ในบรรดาพี่น้องทีมล่าสัตว์ พละกำลังและวิทยายุทธ์ของเจียงหู่นั้นเรียกได้ว่าเป็นรองแค่หลี่มูคนเดียวเท่านั้น ลำพังแค่เรื่องพละกำลัง แม้แต่หลี่มูก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขาเลย
ถ้าขืนให้เขามาเป็นแม่ทัพทะลวงฟันให้เจี่ยชวนจริง ๆ แล้วจะไปสู้ได้ยังไงล่ะวะ ?
"เจียงหู่น่ะ... ไม่ได้อยู่ในเมืองอันผิงหรอกนะ เจ้าคงต้องผิดหวังแล้วล่ะ" หลี่มูได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา เอ่ยว่า "เมื่อสองวันก่อน ฟ่านเหวินปินบอกว่าจะขนส่งสินค้าลอตหนึ่งไปที่เมืองฉีโจว กลัวว่าระหว่างทางจะเกิดเรื่อง ก็เลยขอให้เจียงหู่ช่วยเดินทางไปคุ้มกันด้วยน่ะ"
"ป่านนี้ พวกเขาก็น่าจะลงเรือไปแล้วล่ะมั้ง..."
……
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ณ ท่าเรือเมืองฉีโจว
เจียงหู่และฟ่านเหวินปินเพิ่งจะก้าวลงจากเรือ กำลังเตรียมจะสั่งการให้พวกลูกน้องขนย้ายสินค้า จู่ ๆ ก็มีรถม้าหลายคันแล่นตรงเข้ามา และจอดปิดล้อมท่าเรือไว้ทุกทิศทาง
ชายฉกรรจ์ชุดดำหกคนที่แต่งตัวทะมัดทะแมงกระโดดลงมาจากรถม้า พวกเขาประสานมือคารวะทั้งสองคน คำพูดคำจาดูสุภาพ แต่ทว่าน้ำเสียงกลับเด็ดขาดจนไม่อาจปฏิเสธได้ว่า "ท่านทั้งสอง พวกเรารอพวกท่านมานานแล้ว ! นายท่านของข้าขอเชิญ เชิญตามพวกเรามาสักประเดี๋ยวเถิด ! "