- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 206 คุก
ตอนที่ 206 คุก
ตอนที่ 206 คุก
ตอนที่ 206 คุก
สีหน้าของเถ้าแก่ใหญ่ยังคงราบเรียบเป็นปกติ หว่างคิ้วไร้ซึ่งความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ราวกับเขามองไม่เห็นสภาพอันน่าเวทนาของเฉินเฮ่อซงที่เพิ่งถูกตีจนแทบพิการเมื่อครู่นี้เลยแม้แต่นิดเดียว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เงยหน้าขึ้นมองนายอำเภอเฉา "ใต้เท้า ในเมื่อคดีนี้ไต่สวนจนกระจ่างแล้ว หากไม่มีธุระอันใดอีก ข้าน้อยก็ขอตัวลากลับ ! "
"อ้อ จริงสิ ถึงอย่างไรเฉินเฮ่อซงก็เป็นลูกจ้างในร้านของข้า เขาทำความผิด ข้าเองก็มีความผิดฐานบกพร่องในการตรวจสอบดูแลเช่นกัน ภายในสามวัน ข้าจะนำเงินภาษีที่ขาดไปมาจ่ายทบให้ครบ และจะจ่ายค่าปรับให้อีกก้อนหนึ่งด้วย"
เถ้าแก่ใหญ่กล่าววาจาเหล่านี้จบ ก็ไม่รอให้ผู้คนในศาลมีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เขาหมุนตัวก้าวยาวๆ เดินออกจากศาลไปทันที
บรรดามือปราบทำท่าจะเข้าไปขวาง แต่กลับเห็นหลี่มูที่มีสีหน้ามืดครึ้มโบกมือห้ามเบา ๆ
พวกเขาถึงได้ยอมหลบทางให้ยืนอยู่สองฝั่ง มองดูเถ้าแก่ใหญ่เดินจากไปอย่างโอหัง
……
คุกศาลาว่าการอำเภอเมืองอันผิง
แสงไฟมืดสลัว กลิ่นเหม็นเน่าเหม็นอับลอยคลุ้งเตะจมูก
หลินเจี้ยนนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องขัง ทอดสายตามองอาหารกลางวันที่วางอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยมันคือหมั่นโถวขึ้นราสองสามก้อนกับผักกาดดองสีดำปี๋
"มารดามันเถอะ นี่มันของให้คนกินรึไง ? "
หว่างคิ้วของเขากระตุกอย่างบ้าคลั่ง กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ ก่อนจะตะโกนเรียกผู้คุมว่า "พวกที่เข้าเวรอยู่ข้างนอกน่ะ ไสหัวมาหาบิดาเดี๋ยวนี้เลย ! "
"ตะโกนหาอะไร ? " ผู้คุมร่างใหญ่ไหล่กว้างสองคนเดินตามเสียงมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
"ของพรรค์นี้พวกเจ้ากล้าเอามาให้บิดากินงั้นรึ ? " หลินเจี้ยนคว้าชามกระเบื้องบิ่น ๆ ขึ้นมา แล้วปาใส่ทั้งสองคนตรง ๆ "ตอนอยู่ในค่ายทหาร หมาทหารของบิดายังกินดีกว่าไอ้นี่เป็นร้อยเป็นพันเท่า"
"บิดาจะกินเนื้อ ไปสั่งโต๊ะจีนที่หอสุรามาให้บิดาสักโต๊ะ เอาของหอสุ่ยเซียนนะ จัดชุดมาตรฐานโต๊ะละสิบตำลึงมาเลย ! "
เพล้ง !
ชามกระเบื้องตกกระแทกพื้นแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ หมั่นโถวขึ้นราด้านในกลิ้งหล่นเกลื่อนกลาด
ผู้คุมทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "มารดามันเถอะ เข้ามาอยู่ในคุกแล้ว ยังจะมาวางมาดขุนนางอยู่อีกรึ ? "
"อยากกินโต๊ะจีนรึ ? ไปกินขี้ไป๊ ! "
ก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่มูจากไป เขาเคยสั่งไว้ว่าให้ "ดูแลเขาให้ดี ๆ " ผู้คุมสองคนนี้ย่อมรู้ซึ้งถึงความหมายแฝงในคำพูดของหลี่มูเป็นอย่างดี
"ไอ้พวกลูกเต่าบัดซบ ! พวกเจ้าเป็นแค่ผู้คุมปลายแถว กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้กับแม่ทัพอย่างข้า ? ถ้าอยู่ที่ค่ายทหาร ป่านนี้พวกเจ้าโดนกฎอัยการศึกจัดการไปนานแล้ว ! " หลินเจี้ยนโกรธจัดจนไฟลุก
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงนายทหารฝ่ายบู๊ขั้นเจ็ด ในเมืองอันผิงแห่งนี้ สถานะของเขาเป็นรองเพียงแค่นายอำเภอเฉาเท่านั้น
หากเป็นยามปกติ ผู้คุมพวกนี้ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เจอหน้าเขาด้วยซ้ำ !
"ท่านแม่ทัพหลิน ช่างน่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่ค่ายทหารของท่าน แต่เป็นคุกศาลาว่าการของพวกข้า ข้าขอเตือนด้วยความหวังดีว่าท่านจงทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อยจะดีกว่า มิเช่นนั้น พวกข้าสองพี่น้องจะไม่เกรงใจท่านจริง ๆ นะ" ผู้คุมหัวเราะในลำคออย่างน่าขนลุก น้ำเสียงเต็มไปด้วยการข่มขู่
หลินเจี้ยนลุกพรวดขึ้นยืน ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้ออันกำยำแข็งแกร่งดุจก้อนหินทั่วทั้งร่าง เขาซัดหมัดเข้าใส่กำแพงอย่างแรงจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมา
"พวกสวะอย่างพวกเจ้า กล้าพูดจาโอหังกับข้าเชียวรึ ? ทำไม อยากลองของแข็งรึไง ? เข้ามาเลย บิดาพร้อมเสมอ ! " หลินเจี้ยนแสยะยิ้มเหี้ยม
แม้ว่าในกองทหารรักษาเมืองจะมีพวกไม่ได้เรื่องอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่การที่เขาสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ นอกจากจะใช้เงินทองปูทางแล้ว ตัวเขาเองก็มีฝีมืออยู่ไม่น้อยเช่นกัน
พละกำลังและวิทยายุทธ์ของเขา จัดได้ว่าเป็นผู้มีฝีมือโดดเด่นในกองทัพเลยทีเดียว
หากไม่ใช่เพราะตอนที่หลี่มูบุกค่ายทหารลงมือได้รวดเร็วจนเกินไป ผนวกกับตัวเขาเองไม่ได้ระวังตัวแม้แต่น้อย การจะจับกุมเขาให้สิ้นฤทธิ์ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น !
ผู้คุมทั้งสองเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น
รูปร่างของพวกเขาทั้งผอมและเล็ก ย่อมไม่มีทางเป็นคู่มือของหลินเจี้ยนได้อย่างแน่นอน
แต่เพียงไม่นาน ก็มีคนหิ้วถังใส่น้ำเย็นจัดเข้ามาถังหนึ่ง เมื่อผู้คุมทั้งสองเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ หยิบกระบวยไม้ขึ้นมาตักน้ำ แล้วสาดเข้าไปในห้องขังอย่างแรง
พื้นที่ในห้องขังนั้นคับแคบ หลินเจี้ยนจึงถูกน้ำเย็นสาดปะทะเข้าเต็มหน้า เส้นผมและกางเกงเปียกชุ่มไปในพริบตา
"ท่านแม่ทัพหลิน หากวัดกันที่ฝีมือ พวกข้าคงไม่ใช่คู่มือของท่าน แต่ในเมื่อท่านเข้ามาอยู่ในคุกแล้ว พวกข้าก็มีสารพัดวิธีที่จะทรมานท่าน" ผู้คุมเอ่ยอย่างเชื่องช้า ในขณะเดียวกัน น้ำเย็นจัดก็ถูกสาดเข้าไปในห้องขังอย่างต่อเนื่อง
เวลานี้เข้าสู่ช่วงเดือนสิบสองอันเป็นฤดูหนาวที่หนาวเหน็บที่สุดแล้ว อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างมาก
และภายในคุกก็มีลมลอดเข้ามาจากทุกทิศทาง ซ้ำยังไม่มีกระถางไฟให้ความอบอุ่น เมื่อน้ำเย็นจัดเหล่านี้สาดลงบนร่างของหลินเจี้ยน ผนวกกับสายลมที่พัดโชยมา ความหนาวเหน็บก็ราวกับจะแทงทะลุผิวหนังซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ !
"พวกเจ้ารนหาที่ตาย ! "
หลินเจี้ยนเริ่มตระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ภายในใจเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "หยุดสาดเดี๋ยวนี้นะ พวกเจ้าคิดจะลอบสังหารขุนนางของราชสำนักรึไง?"
ต่อให้เขามีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศเพียงใด แต่ก็ไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บในเดือนสิบสองนี้ได้
น้ำเย็นจัดที่สาดจนเส้นผมเปียกชุ่ม ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจก็จับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง !
ร่างกายของหลินเจี้ยนเปียกโชกไปทั้งตัว แม้แต่เสื้อบุฝ้ายที่เพิ่งถอดกองไว้ก็ไม่อาจรอดพ้น เวลานี้ลมเหนือพัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่าง เขาพลันรู้สึกราวกับมีมีดเล่มเล็กอันแหลมคมนับไม่ถ้วนกำลังกรีดเฉือนลงบนผิวหนังอย่างต่อเนื่อง !
"สาด สาดเข้าไปอีก ! "
"ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็มีท่านนายอำเภอคอยค้ำไว้ ! "
"ไอ้หนู เจ้าฝึกกล้ามมาได้ไม่เลวนี่ ดูท่าจะทนหนาวได้ดีกว่าคนทั่วไปนะ ! "
"ยังจะเอากำปั้นไปทุบกำแพงอีก ทำเป็นอวดเก่งไปได้..."
ผู้คุมทั้งสองได้รับคำสั่งจากหลี่มูมาแล้ว ตอนนี้จึงไม่สนหรอกว่าหลินเจี้ยนจะด่าทออย่างไร พวกเขาสาดน้ำเย็นจัดเข้าใส่ร่างของเขาจนชุ่มโชกไปทั้งตัวราวกับน้ำพวกนี้ได้มาฟรี ๆ
ผ่านไปหนึ่งเค่อเต็ม ๆ พวกเขาถึงได้เดินจากไปอย่างพึงพอใจ
และในเวลานี้ หลินเจี้ยนก็ถูกทรมานจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เขานอนขดตัวกอดกองหญ้าคาอยู่ที่มุมห้องขัง บนศีรษะเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ท่าทีดุดันและเย่อหยิ่งโอหังเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนสิ้น กลับกลายเป็นขอบตาแดงก่ำ แทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ
ทำงานในกองทหารรักษาเมืองมาสิบกว่าปี เขาเคยได้รับบาดเจ็บและเคยถูกลงโทษตามกฎทหารมาบ้าง แต่ไม่เคยต้องมาทนทุกข์ทรมานและอัปยศอดสูเช่นวันนี้มาก่อนเลย
"หลี่มู... มารดามันเถอะ อย่าให้บิดาออกไปได้นะเว้ย บิดาจะฆ่าล้างโคตรเจ้าให้ดู ! "
หลินเจี้ยนกำหมัดแน่น แต่ก็ทำได้เพียงแผดเสียงคำรามอย่างเงียบงันอยู่ในใจเท่านั้น
……
เฉินเฮ่อซงนอนกองอยู่บนกองฟางในห้องขังราวกับซากศพ
เสื้อผ้าแพรพรรณอันหรูหราที่สวมใส่ ตอนนี้ฉีกขาดรุ่งริ่งจนดูแทบไม่ได้
เส้นผมของเขายุ่งเหยิงหลุดลุ่ย เนื้อตัวปริแตกเลือดสาด หากไม่ใช่เพราะยังมีลมหายใจรวยรินแผ่วเบาที่ปลายจมูก สภาพของเขาก็คงไม่ต่างอะไรกับศพจริง ๆ
หลี่มูยืนอยู่หน้าห้องขังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในมือถือคบเพลิง ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ
"เถ้าแก่เฉิน แม้เจ้ากับข้าจะรู้จักกันได้ไม่นานนัก แต่... ข้าก็มีความประทับใจที่ดีต่อเจ้า ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องในวันนี้ เจ้ากับข้าก็นับว่าคู่ควรกับคำว่า 'สหาย' อยู่"
หลี่มูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากว่า "ตอนนี้ข้าแค่อยากจะถามเจ้าเพียงคำถามเดียว การขโมยพริกของโรงกลั่นสุราชุนอี้ฟางไป เป็นความคิดของเจ้า หรือว่าเป็นความคิดของเถ้าแก่ใหญ่กันแน่ ? "
แสงไฟวูบไหว สะท้อนลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและสิ่งสกปรกของเฉินเฮ่อซง
อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าไม่ได้ยิน หรือไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบคำถามกันแน่
"ข้าจะบอกอะไรให้อีกเรื่องก็แล้วกัน"
"หลังจากที่เจ้าถูกลากตัวออกไป เถ้าแก่ใหญ่ก็ตัดสินใจเอาตัวรอดอย่างเด็ดขาด เขายัดเยียดข้อกล่าวหาทั้งหมดใส่หัวเจ้า ซ้ำยังไม่คิดแม้แต่จะเอ่ยปากขอร้องแทนเจ้าเลยสักครึ่งประโยค" หลี่มูนั่งขัดสมาธิลง "มารับโทษแทนคนพรรค์นี้ มันคุ้มกันแล้วหรือ ? "
"เจ้าเหน็ดเหนื่อยทุ่มเทมาหลายปี กว่าจะมีสถานะอย่างทุกวันนี้ได้ หากต้องมาตายไป ทุกอย่างมันก็จบสิ้นแล้วนะ"
ในเวลานี้ หลี่มูกก็ยังคงอยากให้เฉินเฮ่อซงเปลี่ยนคำให้การอยู่
เพราะถึงอย่างไรหลังจากเถ้าแก่ใหญ่ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ย่อมต้องระมัดระวังตัวและรอบคอบมากขึ้นอย่างแน่นอน หากวันข้างหน้าคิดจะหาจุดอ่อนของเขาอีกก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
ความเงียบงัน ความสงัดเข้าปกคลุม
"ไม่มีหรอก... คำว่า... คุ้มหรือไม่คุ้ม มีแต่คำว่า เต็มใจหรือไม่เต็มใจ..." เสียงของเฉินเฮ่อซงแผ่วเบาอย่างยิ่ง เขาพยายามเค้นคำพูดออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก "หลี่มู อย่าคิดนะว่า... มีแค่เจ้าเท่านั้น... ที่มีพี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย"
"อย่าคิดว่าพ่อค้า... จะต้องเห็นแก่ผลกำไรจนไร้ซึ่งน้ำใจเสมอไป"
"เจ้าเลิกเปลืองแรงเปล่าเถอะ ในอดีตเถ้าแก่ใหญ่เคยช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าย่อมต้อง... ตอบแทนบุญคุณด้วยชีวิต ! "