เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 186 อุบัติเหตุ

ตอนที่ 186 อุบัติเหตุ

ตอนที่ 186 อุบัติเหตุ


ตอนที่ 186 อุบัติเหตุ

หว่างคิ้วของหลี่มูกระตุกวูบ

แม้เขาจะไม่อยากเชื่อว่าเฉินเฮ่อซงจะแทงข้างหลังตน แต่ความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว

ปากของอีกฝ่ายเอาแต่พร่ำบอกคำขอโทษ แต่กลับฉวยโอกาสตอนที่เอาของขวัญมามอบให้ ลอบขโมยพริกที่วางอยู่ข้างเตาไฟในครัวไป

การกระทำของหอสุ่ยเซียนในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการจะนำไปเพาะปลูกเอง !

"เถ้าแก่ เรื่องนี้ต้องโทษข้าเอง" เมื่อป้าหวังเห็นสีหน้าของหลี่มูเขียวคล้ำลง ในใจก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาทันที "ข้าคิดว่าในบ้านมีแต่คนกันเองทั้งนั้น ก็เลยลืมเก็บถุงเครื่องปรุงให้มิดชิด..."

"ไม่เกี่ยวกับท่านหรอก"

หลี่มูโบกมือ เป็นเชิงบอกให้นางไม่ต้องรู้สึกผิด

แม้ว่าพริกจะเป็นของแปลกใหม่ในอาณาจักรต้าฉี แต่ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะเพาะปลูกในพื้นที่วงกว้างแล้ว เมล็ดพันธุ์ก็ย่อมต้องมีโอกาสหลุดลอดออกไปอย่างแน่นอน

ต่อให้เขาจะนำต้นกล้าพริกไปปลูกไว้ในส่วนลึกของภูเขาต้าหลง และจัดคนไปเฝ้าดูแลอย่างแน่นหนา แต่ก็ไม่อาจป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี

ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก เก็บเกี่ยว ขนส่ง ไปจนถึงการนำมาสกัดเป็นก้อนไขมันวัว ย่อมต้องมีใครสักคนที่แอบซ่อนเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อนำไปลักลอบขายต่อ หลี่มูไม่มีทางจับตาดูทุกคนได้ตลอดเวลา

ต่อให้ลูกน้องจะไว้ใจได้ แต่พืชผลทางการเกษตรชนิดนี้เมื่อปลูกอยู่ในภูเขา ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกนกหรือสัตว์ป่ากินเข้าไป แล้วขับถ่ายเมล็ดออกมาจนงอกงามไปทั่ว

อย่างมากก็แค่สองถึงสามปี ของพรรค์นี้ก็จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งต้าฉี

เดิมทีหลี่มูก็วางแผนไว้เช่นนี้อยู่แล้ว เขาคิดจะกอบโกยเงินอย่างรวดเร็วในช่วงสองสามปีนี้ให้เต็มที่ แล้วค่อยหันไปจับธุรกิจอื่น แต่หากหอสุ่ยเซียนขโมยเมล็ดพริกไปเพาะปลูก ย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ... นี่มันคือการทรยศ !

"ป้าหวัง เรื่องนี้เหยียบไว้ให้มิดเลยนะ ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน" หลี่มูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยสั่งการ "เรื่องที่เหลือ ข้าจะจัดการเอง"

"ข้าเข้าใจแล้ว" นางรีบพยักหน้ารับคำ

หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์

อย่างไรเสียเฉินเฮ่อซงก็เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับเขา แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ้านตระกูลหวังหรือกองคาราวานอาชาเหล็ก เขาก็รู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายจากใจจริง

อีกทั้งตอนนี้ โรงกลั่นสุราชุนอี้ฟางกับหอสุ่ยเซียนก็ยังคงทำธุรกิจร่วมกันอยู่

ก่อนที่จะมีหลักฐานที่จับต้องได้ หากจะตัดสิน 'ประหารชีวิต' อีกฝ่ายเพียงเพราะถุงเครื่องปรุงถูกย้ายที่ ก็ดูจะด่วนสรุปเกินไปหน่อย

"เจี่ยชวน ช่วงนี้หาคนไปคอยจับตาดูหอสุ่ยเซียนไว้หน่อย ถ้ามีอะไรผิดปกติ..." หลังจากให้ป้าหวังออกไป หลี่มูก็เรียกเจี่ยชวนเข้ามากำชับ "ให้รีบกลับมารายงานข้าทันที"

เจี่ยชวนได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

ช่วงที่ผ่านมา บรรดาพี่น้องในทีมล่าสัตว์กับเฉินเฮ่อซงก็เข้ากันได้ดี สนิทสนมกลมเกลียวกันมาก จู่ ๆ มาได้ยินคำสั่งนี้เข้า ชั่วขณะหนึ่งเขาจึงตั้งตัวไม่ทัน

"เถ้าแก่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ? "

"พริกที่อยู่ในครัวน่าจะถูกขโมยไป" หลี่มูเอ่ยตอบ

"เป็นฝีมือของพวกเฉินเฮ่อซงเมื่อครู่นี้หรือ ? " เจี่ยชวนตกตะลึง

"..." หลี่มูเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า "ข้าได้แต่หวังว่า ตัวเองคงจะคาดเดาผิดไป"

เกิดมาในยุคกลียุค การจะได้พบเจอสหายที่คบหาดูใจกันได้อย่างลึกซึ้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เขาไม่อยากให้เฉินเฮ่อซงเดินหมากพลาด จนสุดท้ายทั้งสองฝ่ายต้องกลายมาเป็นศัตรูกัน

……

อีกด้านหนึ่ง การก่อสร้างในภูเขาต้าหลงก็ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้การควบคุมของหวงเหวินอี้ เวลาเพียงไม่กี่วัน เส้นทางเดินเขาที่ค่อนข้างกว้างขวางและราบเรียบก็ถูกบุกเบิกขึ้นมาจนเสร็จสิ้น ทอดยาวตรงไปยังทุ่งชิงซาที่ถูกเลือกให้เป็นสถานที่ก่อสร้างป้อมค่ายตั้งแต่แรก

ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าในบริเวณนี้ ก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงภายใต้การตัดโค่นของบรรดาแรงงาน

"เสี่ยวอู่ เอ้อร์ขุย เลิกพักได้แล้ว รีบลากท่อนไม้ไปไว้ข้าง ๆ เร็วเข้า ! "

ลึกเข้าไปในภูเขา ทุกคนกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งปาดเหงื่อที่หน้าผาก ร้องตะโกนบอกชายหนุ่มที่อยู่ไม่ไกลนัก "วันนี้พวกเราได้งานสบาย รีบทำเข้า จะได้เลิกงานไว ๆ "

"รู้แล้ว ! " ชายหนุ่มขานรับ ทั้งสองช่วยกันหามลำต้นของต้นไม้ที่ถูกเลื่อยจนล้มลง แล้วเดินไปทางลานกว้างข้าง ๆ

ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากในป่าทึบ พร้อมกับเสียงพุ่มไม้ที่ถูกแหวกออก ราวกับมีสัตว์ร่างยักษ์กำลังพุ่งตรงมาจากทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว

"โฮก ๆ ..."

เสียงร้องแหลมบาดแก้วหูดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นสาบสางที่โชยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง

หมูป่าตัวโตสีเทาดำร่างกำยำตัวหนึ่งกระโจนพรวดออกจากพุ่มไม้ ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าทุกคน

ท่าทางของมันดุร้ายกราดเกรี้ยว รูจมูกพ่นลมหายใจออกเป็นควันขาวสองสาย เมื่อเห็นมนุษย์จำนวนมากอยู่เบื้องหน้า มันกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังใช้กีบเท้าหน้าตะกุยพื้นดินไม่หยุด ทำท่าเตรียมพร้อมจะพุ่งเข้าโจมตี

"มารดามันเถอะ... หมูป่างั้นรึ ? "

ทุกคนในที่นั้นเห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะถอยกรูดไปหลายก้าว

พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใกล้ภูเขา ย่อมรู้ดีถึงความร้ายกาจของสัตว์เดรัจฉานชนิดนี้ จึงเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมาทันที

ในหมู่ชาวบ้านมีคำกล่าวโบราณประโยคหนึ่งที่ว่า 'หนึ่งหมู สองหมี สามเสือ'

ความหมายของคำกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าหมูป่าแข็งแกร่งกว่าหมีและเสือ แต่หมายถึงระดับความเป็นอันตรายต่อมนุษย์และความดุร้ายของสัตว์ชนิดนี้มันสูงมาก และเป็นสัตว์ที่ทำร้ายคนบ่อยที่สุด !

"อย่าขยับ ! กำอาวุธไว้ให้แน่น ! " ชายวัยกลางคนที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่รีบร้องเตือนเสียงหลง "แถวนี้ต้องมีรังของมันอยู่แน่ ๆ เสียงดังของพวกเราคงไปทำให้มันตกใจเข้าแล้ว..."

และก็เป็นจริงดังคาด สิ้นประโยคนี้ได้ไม่นาน ในพุ่มไม้ด้านหลังก็มีหมูป่าที่ตัวเล็กลงมาหน่อยวิ่งตามออกมาอีกหกเจ็ดตัว

เมื่อพวกมันยืนรวมกลุ่มกัน ก็ดูราวกับกองทหารม้าเกราะหนักที่เตรียมพร้อมประจัญบาน แผ่รังสีอำมหิตกดดันผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก

"หัวหน้าหมู่ชุย"

ชายหนุ่มสองคนที่หามท่อนไม้อยู่ใกล้กับฝูงหมูป่ามากที่สุดเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ ร้องเรียกอย่างระมัดระวังว่า "พวกข้าสองคนจะทำยังไงดี ? "

"วางท่อนไม้ลง แล้วค่อย ๆ ถอยหลังมา" ชายวัยกลางคนพยายามกดเสียงให้เบาที่สุดเช่นกัน

นับตั้งแต่การก่อสร้างในภูเขาต้าหลงเข้าที่เข้าทาง บรรดาชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์ก็ไม่ได้มาคุมงานทั้งวันอีกต่อไป แต่ปฏิบัติตามคำสั่งของหลี่มู เดินหน้ากว้านซื้อที่ดินและรับสมัครคนตามหมู่บ้านในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านต่อไป

ส่วนบรรดาแรงงานแม้จะมีจำนวนมาก แต่พวกเขาก็ไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับสัตว์ร้าย

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมูป่าที่ดุร้าย พวกเขาก็ไม่รู้จะรับมืออย่างไร ทำได้เพียงพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับอีกฝ่ายให้มากที่สุด

เสี่ยวอู่กับเอ้อร์ขุยได้ยินดังนั้น ก็ค่อย ๆ วางท่อนไม้ลงอย่างเชื่องช้า กำลังจะค่อย ๆ ถอยร่นรักษาระยะห่าง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหมูป่าจ่าฝูงตัวนั้นราวกับถูกยั่วยุ มันร้องคำรามลั่นแล้วพุ่งเข้าใส่ดุจคนบ้าคลั่ง

ชั่วพริบตาเดียว สถานการณ์ก็ตกอยู่ในความโกลาหล

บางคนตกใจจนกรีดร้องลั่น ทิ้งข้าวของวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง

ส่วนชายฉกรรจ์ใจกล้าบางคน ก็คว้าขวาน มีด และเลื่อยวิ่งกรูกันเข้ามา เล็งไปที่หัวของหมูป่าแล้วฟันลงไปเต็มแรง แต่สัตว์เดรัจฉานพวกนี้มักจะชอบกลิ้งเกลือกอยู่ในปลักโคลน เวลาว่างก็ชอบไปถูกับต้นสนอยู่บ่อย ๆ บนหนังของพวกมันจึงมีคราบยางสนเกาะหนาเตอะราวกับสวมชุดเกราะ เมื่อคมมีดและขวานฟันลงไป กลับมีประกายไฟแลบแปลบปลาบออกมาแทน !

ปัง !

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหลบไม่ทัน ถูกพุ่งชนกระเด็นลอยละลิ่วไปไกลถึงสองสามเมตร

หมูป่าจ่าฝูงอ้าปากโชว์เขี้ยวขาววับ นัยน์ตาสีแดงก่ำกวาดมองไปรอบ ๆ ท่ามกลางฝูงชน จู่ ๆ สายตาของมันก็ไปหยุดอยู่ที่หวงเหวินอี้ผู้มีใบหน้าซีดเผือด

สัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของสัตว์ป่าทำให้มันรับรู้ได้ว่า ในบรรดา 'ผู้บุกรุก' ที่มาสร้างความรำคาญใจใกล้รังของมันกลุ่มนี้ ชายผู้นี้คือคนที่อ่อนแอที่สุด !

มันไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย พุ่งทะยานเข้าใส่อย่างรวดเร็วประดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง

จบบทที่ ตอนที่ 186 อุบัติเหตุ

คัดลอกลิงก์แล้ว