- หน้าแรก
- นักพรตสวดคัมภีร์ เกิดใหม่ครานี้ข้าขอเป็นคนบาปปราบมาร
- บทที่ 49 - ฆ่าผีนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
บทที่ 49 - ฆ่าผีนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
บทที่ 49 - ฆ่าผีนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
บทที่ 49 - ฆ่าผีนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
เสียงหัวเราะลั่นของจางเหวินเฟิงดังมาจากในค่ายกล "ไปสิ มัวรออะไรอยู่ล่ะ? คิดว่าข้าเป็นเด็กอมมือสามขวบไม่ประสีประสาหรือไง วิญญาณสิงสู่สามชาติอย่างเจ้า หากกล้าคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ เจ้าก็รอให้ยมทูตได้รับแจ้งข่าวจากวิญญาณอาฆาต แล้วตามรอยจากแดนปรโลกมาจับตัวเจ้าได้เลย ถึงตอนนั้น ต่อให้โลกมนุษย์จะกว้างใหญ่แค่ไหน เจ้าจะหนีไปซ่อนที่ไหนได้อีก?"
หมอกสีดำของผีสิงสู่ที่ทำท่าจะลอยไปทางโรงอาหาร ถึงกับใบ้รับประทานไปทันที
หากยังมีหวังแม้เพียงริบหรี่ มันย่อมไม่เลือกใช้แผนการโง่เขลาเช่นนี้ เพื่อนำพาปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาสู่ตนเอง
ศิษย์พี่รองไม่ได้ใช้น้ำกิ่งหลิวหรือใบหลิวเช็ดหน้าผากและเปลือกตา กิ่งหลิวมีฤทธิ์เป็นหยิน สามารถลดพลังของดวงตาเพลิงที่มองเห็นภูตผีได้ เขาทำได้เพียงอาศัยไอเย็นที่ลอยวนอยู่นอกค่ายกลชาม เพื่อรับรู้ตำแหน่งของวิญญาณร้ายอย่างเลือนราง
เดิมทีเขายังแอบกังวลว่าวิญญาณร้ายจะไปทำร้ายคนเป็นๆ ที่อยู่เต็มโรงอาหารจริงๆ พอได้ยินเจ้าอาวาสตวาดใส่วิญญาณร้ายจนเถียงไม่ออก
เขาก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง รู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตมาสี่สิบสองปีเสียเปล่า ช่างไม่มีความรู้เอาเสียเลย
เจ้าอาวาสไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะนะ?
สมแล้วที่เป็นศิษย์คนสุดท้ายที่อาจารย์เลือกให้สืบทอดวิชา
ทุกคนในโรงอาหารได้ยินเสียงของเจ้าอาวาส ต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก รอคอยดูปฏิกิริยาของวิญญาณร้าย
ผ่านไปพักใหญ่ เสียงร้องแหลมเล็กของผีก็ดังขึ้นอีกครั้ง "เจ้าทำลายแผนการของข้า คิดจะถ่วงเวลาจนถึงรุ่งสาง อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ ถ้าบีบคั้นข้าให้จนตรอกล่ะก็ มีอะไรที่ข้าไม่กล้าทำบ้าง? ถ้าพวกมันตายโหง หนี้แค้นนี้ก็ต้องตกไปอยู่บนหัวเจ้าสามส่วนด้วย"
คำพูดที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ทำเอาบางคนในโรงอาหารกลับมาใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อีกครั้ง
ไม่มีใครอยากกลายเป็นวิญญาณอาฆาตไปแจ้งข่าวที่ยมโลกหรอก มีชีวิตอยู่มันดีกว่าตั้งเยอะ
จางเหวินเฟิงพูดอย่างไม่แยแส "วันข้างหน้าข้าก็สั่งสมบุญกุศลให้มากขึ้น เอามาหักล้างกันก็สิ้นเรื่อง เจ้าจะทำอะไรข้าได้?"
เขาไม่ยอมถูกข่มขู่ มิฉะนั้นสถานการณ์จะพลิกผันกลายเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างหนัก
"เจ้า..."
ผีสิงสู่โกรธจัด เมื่อต้องมาเจอกับนักพรตเต๋าที่ดื้อด้านไม่ฟังอีร้าค่าอีรม และไม่สนความเป็นความตายของผู้อื่นเช่นนี้ มันรู้สึกว่าตัวเองซวยจริงๆ
ตอนที่ยันต์ขับไล่แผ่นนั้นร่วงหล่นลงมา มันไม่ควรสะดุ้งตื่นจากการหลับใหลแล้วรีบร้อนพุ่งออกจากค่ายกลเลย
ควรจะอาศัยจังหวะที่ค่ายกลเริ่มทำงาน ยอมสละพลังต้นกำเนิดไอเย็นจัดการนักพรตเต๋านี่ให้ปางตายไปเลย จะได้ไม่ต้องมาเจอกับปัญหามากมายขนาดนี้? โทษตัวเองที่ระแวดระวังมากเกินไป คิดว่านักพรตนี่พลังฝึกตนไม่สูง แต่ค่ายกลกลับดูลึกลับซับซ้อน เลยอยากจะดูให้แน่ใจก่อนค่อยลงมือ
เสียงลมพัดหวิวๆ ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
เทียนวงนอกสองวงแสงไฟสั่นไหว แล้วดับพรึ่บไปทีเดียวสิบสามสิบสี่เล่ม
ลมปราณเย็นยะเยือกน่าสะพรึงกลัว แสงไฟที่เหลือส่ายไปมาจวนจะดับ น้ำค้างแข็งเกาะจับชามสีขาว ไม่นานก็แช่แข็งน้ำอันน้อยนิดในชามจนกลายเป็นน้ำแข็ง จากนั้นก็แช่แข็งตะเกียบที่ปักตั้งตรงอยู่ให้ติดแน่นกับน้ำแข็ง
ผีสิงสู่เคยเสียเปรียบมาแล้ว คราวนี้มันจะไม่ยอมเข้าใกล้ระยะหนึ่งจ้างของค่ายกลอันแปลกประหลาดนี้เด็ดขาด
มันตัดสินใจลงทุนสักหน่อย ทำลายค่ายกลทิ้ง อย่างน้อยก็ต้องทำลายให้ได้เกินครึ่ง เพื่อชิงตัวร่างสิงสู่ที่เหลือเพียงลมหายใจรวยรินออกมา
วิญญาณสิงสู่สามชาติอย่างมันกำลังจะพ้นทุกข์แล้ว จะไม่ยอมให้นักพรตเต๋าตัวจ้อยมาทำลายแผนการความเป็นความตายของมันเด็ดขาด
จางเหวินเฟิงชักกระบี่ออกดัง "เช้ง" เปลี่ยนไปถือด้วยมือซ้าย กัดนิ้วกลางมือขวาจนเลือดไหลซิบ ใช้นิ้วแทนพู่กัน วาดยันต์ลงบนตัวกระบี่ นี่คือ "ยันต์พลังหยางปราบมาร" ที่ง่ายที่สุด
การใช้เลือดของตัวเองแทนหมึกยันต์ สามารถเพิ่มอานุภาพของของวิเศษในการสังหารวิญญาณร้ายได้
เพียงชั่วครู่ ตัวกระบี่ทั้งสองด้านที่เดิมทีไม่เปื้อนเลือด ก็เต็มไปด้วยรอยยันต์เลือดสีแดงฉาน ขีดลากไขว้ไปมา ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ลมปราณเย็นทำลายค่ายกล ไอเย็นพัดหวิวๆ เทียนกว่าครึ่งทยอยดับลงจนเกือบจะเผยให้เห็นร่างของกู้เฉวียนที่นอนอยู่ จางเหวินเฟิงกระทืบเท้าตะโกนว่า "ไม้ท้อกักขังผี!"
ตำรากล่าวไว้ว่า: "ไม้ท้อคือแก่นแท้ของไม้ทั้งห้า อาศัยค่ายกลหรืออักขระยันต์เชื่อมโยงกับพลังฟ้าดิน จึงสามารถสะกดข่มพลังชั่วร้ายได้"
ตะเกียบไม้ท้อที่ปักตั้งตรงอยู่ในชามสีขาวแตกหักตามเสียงเกิดเสียง "เป๊าะแป๊ะ" ดังระงมไปทั่ว
แม้แต่ตะเกียบที่ถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำแข็งก็ไม่มีข้อยกเว้น
ผีสาวรู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี ยังไม่ทันที่มันจะหนีไปให้ไกล รอบตัวมันก็ปรากฏเงาตะเกียบมากมาย ใหญ่โตราวกับท่อนแขน คล้ายกับกรงขังกักขังมันเอาไว้อย่างหลวมๆ ผีสิงสู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแหลม
ของสวยแต่รูปจูบไม่หอม ทำให้มันตกใจหมด นึกว่าเป็นกระบวนท่าค่ายกลอะไรที่ร้ายกาจเป็นพิเศษเสียอีก?
ก็แค่วิชาลวงตาธาตุไม้ระดับต่ำ แถมยังต้องอาศัยค่ายกลสร้างขึ้นมา จะไปมีประโยชน์อะไร?
จางเหวินเฟิงส่งเสียงผ่านจิตสั่งศิษย์พี่รองที่กำลังจะตามออกมาว่า "รีบจุดเทียน!"
เขาชูกระบี่ไผ่มรกตในมือขวาขึ้นสูง กวัดแกว่งราวกับกำลังร่ายรำ แสงเทียนที่เหลืออยู่สาดส่องลงบนตัวกระบี่ที่เปลี่ยนทิศทาง สะท้อนเป็นลำแสงสีเขียว เขาใช้มือซ้ายกำยันต์จื่อเฉินห้าเกราะขับไล่ผี ปากท่องคาถา พุ่งพรวดออกไปนอกค่ายกลอันเย็นเยียบและลื่นปรื๊ด
เมื่อท่องคาถาจบ เขาไม่ได้รีบนำยันต์ไปแปะใส่ผีสิงสู่ที่กำลังพังทลายวิชาลวงตาออกมา และไม่ได้ใช้กระบี่ฟัน
"ฮ้า!"
ตามเสียงตะโกนลั่นของจางเหวินเฟิง ลาขนดำที่โผล่มาจากความมืดอย่างเงียบเชียบก็พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งที
แม้จะอยู่ห่างออกไปถึงสามจ้าง แต่กลุ่มหมอกสีดำที่เพิ่งหลุดรอดออกมาก็โดนวิชาเสียงระเบิดโจมตีเข้าอย่างจัง ผีสิงสู่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา มันจะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าลาธรรมดาๆ ที่เดินงุ่มง่ามอยู่ข้างนอก จะไม่ใช่สัตว์ธรรมดา? แต่เป็นหมากเด็ดที่นักพรตเต๋าในค่ายกลแอบวางเอาไว้
เมื่อได้รับสัญญาณจากการแกว่งกระบี่ของเจ้าอาวาส ลาขนดำก็ประสานงานด้วยการพุ่งเข้ามาโจมตี
ผีสิงสู่เป็นร่างวิญญาณ ไม่มีอวัยวะรับเสียง ลาขนดำใช้วิชาเสียงระเบิดกระแทกใส่กลางกลุ่มหมอกสีดำในระยะประชิด
ในเมื่อได้ผล ลาขนดำก็ไม่รอให้เจ้าอาวาสส่งสัญญาณอีก มันกระโดดตัวลอยขึ้นฟ้า พลิกก้นอันเย้ายวนกลางอากาศ แล้วใช้กีบเท้าหลังทั้งสองข้างถีบซ้ำ กีบเท้าลาขนดำสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ "ปั้กๆ" สองที เตะเข้าใส่สิ่งที่ไร้รูปร่างอย่างจัง
ลาขนดำสัมผัสกับผีสิงสู่อย่างใกล้ชิด ความเย็นเยียบทำเอามันสั่นสะท้านไปทั้งตัว แอบด่าในใจว่าเกือบทำไข่ข้าแข็งตายแล้ว
มันร่อนลงพื้น แล้ววิ่งโกยอ้าวไปทางโรงอาหารราวกับโดนผีหลอก
ก่อนหน้านี้เจ้าอาวาสสั่งไว้แล้วว่า เสร็จงานแล้วก็ไปแอบซะ อย่าวิ่งเพ่นพ่าน
จางเหวินเฟิงเข้ารับช่วงต่อการโจมตีอย่างรวดเร็ว ยันต์จื่อเฉินห้าเกราะขับไล่ผีที่กำไว้ในมือซ้ายกลายเป็นแสงสีแดง พุ่งเข้าใส่ผีสิงสู่ที่ถูกลาขนดำเตะจนมึนงงและลอยละลิ่วมา
เมื่อแสงยันต์ปะทะกับวิญญาณร้ายที่เย็นเยียบ ก็เปรียบเสมือนน้ำมันเดือดๆ สาดลงบนน้ำแข็ง
"ซู่" หมอกสีดำรั่วไหลไปทั่วทิศทาง มีควันพลุ่งพล่านออกมา กลิ่นคาวเหม็นคละคลุ้ง
เสียงผีร้องโหยหวนดังระงม หมอกสีดำสั่นสะท้านดิ้นรนอย่างรุนแรง พยายามจะสลัดแสงยันต์ที่แทรกซึมเข้าไปในร่างวิญญาณออกไป แต่จะทำได้อย่างไร ในเมื่อพลังงานธูปเทียนตามวิถีแห่งเทพที่ขอยืมมายังไม่หมด แสงยันต์ก็ไม่มีวันหยุดนิ่ง
จางเหวินเฟิงมียันต์กำหนดกังทำลายซาปรากฏขึ้นในมืออีกแผ่น ในเมื่อได้ผลดีขนาดนี้ ก็จัดให้ผีสาวที่ไม่ยอมฟังคำเตือนดีๆ อีกสักแผ่น ช่างเข้ากับสุภาษิตที่ว่า "คำพูดดีๆ ห้ามผีที่สมควรตายไม่ได้" จริงๆ
รอจนพลังงานของยันต์จื่อเฉินห้าเกราะขับไล่ผีใกล้จะหมด จางเหวินเฟิงก็ท่องคาถาของยันต์แผ่นสุดท้ายจบและรับช่วงต่ออย่างไร้รอยต่อ
พลังวิญญาณในร่างของผีสาวถูกยันต์สีเหลืองบั่นทอนไปอย่างต่อเนื่อง กลุ่มหมอกสีดำหดเล็กลงเกือบครึ่ง ยังไม่ทันที่มันจะได้พักหายใจ จางเหวินเฟิงก็ใช้ใบกระบี่ไผ่มรกตที่วาดด้วยยันต์เลือด หวดเข้าใส่วิญญาณร้ายที่เดิมทีไร้รูปร่าง "ปั้กๆ" สองที ราวกับหวดไม้เบสบอล ฟาดมันกลับเข้าไปในค่ายกลไฟที่ศิษย์พี่รองจุดเทียนและกระดาษเงินกระดาษทองขึ้นมาใหม่
เปลวไฟในค่ายกลวูบวาบ พลังหยางพุ่งพล่าน
เขาโคจรพลังหยวนชี่ ฟันกระบี่ลงไปผ่าวิญญาณร้ายที่ยังไม่สามารถตอบโต้ได้ชั่วคราวออกเป็นสองซีก
ครึ่งหนึ่งถูกฟาดไปวางไว้ที่ตำแหน่งเจิ้นทางทิศตะวันออก อีกครึ่งหนึ่งถูกนำไปวางไว้ที่ตำแหน่งหลีทางทิศใต้ จัดการอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ไม่ยอมรับข้อเสนอของเขาที่จะโปรดสัตว์ให้ไปสู่ยมโลก งั้นก็ต้องใช้ไม้แข็งจับทำพิธีส่งวิญญาณเสียเลย
รับมือกับผีสิงสู่สามชาติที่ร้ายกาจขนาดนี้ ยังจะต้องมาปรานีอะไรกันอีก หรือจะต้องมานั่งฟังนิทานผีปรับทุกข์ให้ฟังงั้นหรือ?
บนโลกใบนี้ มีใครบ้างที่ไม่มีเรื่องราวชวนให้น้ำตาไหล?
ในที่สุดจางเหวินเฟิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จัดการผีสาวตนนี้นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะลาขนดำรู้ใจแอบลอบโจมตีไปสองที จนผีสาวมึนงง เขาคงหาจังหวะแปะยันต์ได้ยากมาก ผีสาวลื่นยิ่งกว่าปลาไหล คอยระวังเขาอยู่ตลอดเวลา
เท้าก้าวตามจังหวะเดินดาวเจ็ดดวง ชูกระจกแปดทิศทองสัมฤทธิ์ขึ้น ปากท่องบทสวด: "ฟ้าดินกำเนิดพร้อมกัน กวาดล้างความชั่วร้าย ขจัดบาปกรรม บูชากระจกทองแดง สาดส่องไร้ขอบเขต... ไป!"
แสงสีแดงที่ถูกอัดฉีดด้วยพลังหยวนชี่สาดส่องลงบนกลุ่มหมอกสีดำทางทิศใต้ที่กำลังดิ้นรนราวกับตกอยู่ในน้ำเดือด ส่งเสียงดัง "ซู่ๆ" บั่นทอนพลังงานของผีสาวอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องแหลมเล็กของหญิงสาวดังก้องกังวานออกไปไกลจากค่ายกลอันบอบบาง
ก่อนที่มันจะถูกขังไว้ เขาไม่ได้ใช้ของวิเศษที่เป็นกระจกทองแดงเลย เพราะตามความเร็วของอีกฝ่ายไม่ทัน มีแต่จะสูญเสียพลังเวทไปเปล่าๆ
ตอนนี้เมื่อขังวิญญาณร้ายไว้ได้ราวกับเนื้อบนเขียงแล้ว เขาจะไปเกรงใจมันทำไม?
"ปล่อยข้า... ปล่อยข้าออกไป..."
ผีสาวกรีดร้องอย่างน่าเวทนาและเศร้าสร้อย ราวกับว่าเจ้าอาวาสกำลังทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกับมันอยู่อย่างไรอย่างนั้น
หมอกสีดำอีกกลุ่มหนึ่งก็เปลี่ยนรูปร่างไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน พุ่งชนซ้ายทีขวาที พยายามจะดิ้นรนออกมา
แสงเทียนในค่ายกลสว่างกะพริบวูบวาบ สั่นไหวอย่างรุนแรงตามหมอกสีดำ ทำเอาศิษย์พี่รองที่เฝ้าตะเกียงน้ำมันอยู่ใจหายใจคว่ำ
ถูกผ่าออกเป็นสองซีกแล้ว ผีสาวยังดุร้ายและแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
ฆ่าผีนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
(จบแล้ว)