- หน้าแรก
- นักพรตสวดคัมภีร์ เกิดใหม่ครานี้ข้าขอเป็นคนบาปปราบมาร
- บทที่ 42 - ท่านอยากอายุยืนยาวหรือไม่?
บทที่ 42 - ท่านอยากอายุยืนยาวหรือไม่?
บทที่ 42 - ท่านอยากอายุยืนยาวหรือไม่?
บทที่ 42 - ท่านอยากอายุยืนยาวหรือไม่?
ศิษย์พี่รองได้ยินว่าจะรับศิษย์ฝึกหัดยี่สิบสามสิบคน เขาคำนวณอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ในหมู่บ้านของเรา คงหาคนได้ไม่ครบขนาดนั้นหรอกขอรับ" แค่หาให้ได้สักห้าคนที่เหมาะสมก็ดีถมไปแล้ว
"เปิดรับจากหมู่บ้านสกุลจางของเราก่อน หากยังไม่พอก็ค่อยขยายขอบเขตออกไป หมู่บ้านในละแวกสิบตำบลแปดหมู่บ้านสามารถไปทดสอบได้ทั้งหมด ขอเพียงมีคุณสมบัติเหมาะสมก็รับหมด สวัสดิการเหมือนกันไม่แบ่งแยก"
จางเหวินเฟิงชี้แนะศิษย์พี่รองผู้ซื่อสัตย์และยึดติดกับกฎเกณฑ์ว่า "การบำเพ็ญเพียรไม่ได้มีเพียงแค่การจุดธูป สวดมนต์ ทำวัตรเช้า และไม่ได้มีเพียงแค่การทำงานในไร่นา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่พลังปราณวิญญาณกำลังเพิ่มขึ้น เป็นช่วงรอยต่อระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ โอกาสแห่งวาสนามีอยู่ทุกหนแห่ง เป็นช่วงเวลาที่ความหวังในการมีอายุยืนยาวอยู่แค่เอื้อม ต้องตั้งปณิธานให้มั่น ยิ่งใจกว้าง หนทางข้างหน้าก็ยิ่งกว้างไกล ท่านเองก็ใช่ว่าจะไม่มีวันบรรลุถึงขอบเขตฮว่าชี่"
ศิษย์พี่รองพึมพำ "ตั้งปณิธาน... ตั้งปณิธานหรือ?"
เขาเฝ้าฝันอยากจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอด แต่กลับหาหนทางไม่เจอ อนาคตช่างมืดมนและมืดบอด
"ใช่ ต้องตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่เสียก่อน! ท่านอยากอายุยืนยาวหรือไม่?"
"อยากสิ แน่นอนว่าต้องอยากอยู่แล้ว"
"ดังหน่อย ท่านอยากอายุยืนยาวหรือไม่?"
"อยาก!"
เสียงดังลั่น นกในป่าบนเนินเขาเตี้ยๆ ตกใจบินหนีไปฝูงหนึ่ง ร้องจิ๊บๆ จั๊บๆ ด่าทอด้วยภาษานกที่ฟังไม่รู้เรื่อง
อยากนั่นแหละถูกต้อง นี่คือการตั้งปณิธาน สร้างความเชื่อมั่นอันแข็งแกร่ง
จางเหวินเฟิงตัดสินใจว่าในวันข้างหน้า เขาจะคอยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ศิษย์พี่รองต่อไป ไม่บ้าคลั่งก็ไม่สามารถทะลวงด่านได้
ด้วยความช่วยเหลือจากน้ำพุวิญญาณ น่าจะ หรืออาจจะสามารถสร้างผู้ฝึกตนขอบเขตฮว่าชี่ขึ้นมาได้สักคน
ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาไม่สามารถจะใช้ชีวิตบำเพ็ญเพียรอยู่อย่างเงียบๆ บนเขาได้จริงๆ หรอก ความปรารถนาอันสวยหรูของเขาก็เป็นเพียงแค่ความปรารถนา เขาจะต้องถูกม้วนเข้าไปในความขัดแย้งต่างๆ นานาอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องใช้สมองคิดมากก็เดาได้
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ย่อมหมายถึงความวุ่นวายครั้งใหญ่ ไม่มีใครสามารถนั่งเสวยสุขอยู่เฉยๆ ได้
ยิ่งเป็นผู้ฝึกตน ก็ยิ่งจะเข้าไปพัวพันกับวังวนแห่งปัญหา ไม่ใช่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวแล้วจะรอดพ้นไปได้
ปัญหาจะไม่ยอมปล่อยผู้ฝึกตนคนใดในใต้หล้าชิงหมิงไป ทางเดียวที่จะรับมือได้คือต้องดิ้นรนเพื่อแข็งแกร่งขึ้น
ปรมาจารย์ได้ตักเตือนไว้ในตำราว่า "เจ้าไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยน เสี้ยนก็จะมาหาเจ้า หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีเพียงต้องเผชิญหน้าเท่านั้น"
เขาต้องการผู้ช่วยที่สามารถวางใจฝากฝังเบื้องหลังได้ เพื่อช่วยดูแลรากฐานให้เขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปนิสัยหรือจิตใจ ศิษย์พี่รองก็คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แน่นอนว่าทุกอย่างต้องรอให้ศิษย์พี่รองบรรลุขอบเขตฮว่าชี่เสียก่อน มิฉะนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ความคิดเพ้อฝันของเขาฝ่ายเดียว
ก่อนหน้านั้น เขาจะไม่ยอมให้ใครรู้ความลับเรื่องน้ำพุวิญญาณเด็ดขาด
ยกเว้นแต่ลาขนดำที่ค้นพบน้ำพุวิญญาณ
ลาขนดำนอนหลับอยู่กลางแดดเกือบสองชั่วยาม พลิกตัวลุกขึ้น ลานตากข้าวสาลีที่แข็งกระด้างทำเอากระดูกมันปวดร้าวไปหมด
มันบ่นพึมพำอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องนอนราบลงไปหลับด้วย
ยืนหลับไม่สบายกว่าหรือไง?
นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้ดื่มเหล้า เมื่อก่อนมันมักจะแอบฟังลุงเป๋โม้เรื่องราวในยุทธภพ ดูเหมือนว่าจอมยุทธ์ในนิทานจะไม่มีใครไม่ชอบสุรา สุราช่วยเพิ่มความกล้าหาญให้วีรบุรุษ สุราแรงสามชามเบิกทางสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะความห้าวหาญดุดัน หรือความอ่อนโยนละมุนละไม ล้วนมีสุราเป็นเพื่อนคู่กาย
หลังจากได้ลิ้มลอง มันก็รู้สึกว่ารสชาติมันก็แค่นั้นแหละ แสบปากแสบคอไปหมด
การโคจรพลังปีศาจเพื่อสลายฤทธิ์แอลกอฮอล์ตกค้าง สำหรับมันแล้วไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
มันแค่อยากสัมผัสความรู้สึกห้าวหาญแบบจอมยุทธ์ที่ดื่มอย่างเต็มคราบ เลยไม่ได้ใช้พลังปีศาจมาโกงก็เท่านั้น เมามายหลับใหลในอารามเต๋า ห้ามใครหัวเราะเยาะเด็ดขาด
เมื่อได้ยินเสียงกรนดังสนั่นมาจากในครัว ชะโงกหน้าไปดูก็เห็นลุงเป๋เมาหลับพับคาหลุมกองฟืนไปแล้ว
ไอ้แก่เวร ริจะมาดวลเหล้ากับปู่ลา เมาไม่รู้เรื่องเลยล่ะสิ
ลาขนดำรู้สึกภูมิใจในคอทองแดงไร้เทียมทานของตัวเอง มันวิ่งเหยาะๆ ลงเขาไปด้วยความเบิกบานใจ เมื่อเห็นเจ้าอาวาสและศิษย์พี่รองนั่งคุยกันอยู่ริมคันนา สายตาสองคู่หันมามอง มันก็รีบลุยน้ำในลำธารวิ่งหนีเข้าไปในป่าทางทิศตะวันตก
เมาแล้วมันก็รู้จักอายนะ โชคดีที่หน้ามันเต็มไปด้วยขน เลยไม่มีใครเห็นว่ามันหน้าแดง
พอวิ่งมาถึงเหนือก้อนหินตรงแอ่งน้ำที่มันค้นพบ ลาขนดำก็กำลังจะโก่งคอร้องเพลงสักท่อน เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกสะใจหลังเมาและอารมณ์สุนทรีย์ที่พรั่งพรูออกมา จู่ๆ มันก็เบิกตากว้างด้วยความโกรธ
ขวัญกล้าเทียมฟ้า กล้ามาแอบกินน้ำในอาณาเขตของมัน
สิ่งที่ทำให้มันโมโหยิ่งกว่าคือ กระต่ายป่าตัวอ้วนขนสีเทาตัวนั้น ดันมาขี้ทิ้งไว้เป็นเม็ดๆ บนก้อนกรวดข้างๆ ด้วย เจ้าอาวาสต้องโกรธแน่ๆ!
กระต่ายป่าเห็นมันมาก็ไม่หลบ นั่งจ้องหน้ามันอย่างหน้าตาเฉย แววตาเล็กๆ นั่นเต็มไปด้วยการยั่วยุ
เรื่องนี้สุดจะทน ไม่จำเป็นต้องทนอีกต่อไป ลาขนดำอ้าปากกว้าง พ่นลมหายใจใส่กระต่ายป่าที่กล้ากินดีหมีหัวใจเสือซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายจ้าง
กระต่ายป่าส่งเสียงร้อง "กู๊" อย่างน่าเวทนา กระโดดตัวลอยสูงหกฟุต แล้วตกลงมากระแทกกับก้อนหินเสียงดัง "ป้าบ" เด้งดึ๋งสองสามที นัยน์ตาสีเทาเหลือกขึ้นบน แขนขากระตุกเกร็งแล้วสลบเหมือดไป
"กล้ามาแย่งถิ่นกับปู่ลา ไม่รู้หรือไงว่าคำว่าตายเขียนยังไง?"
ลาขนดำพอใจกับวิชาเสียงระเบิดที่เจ้าอาวาสสอนให้มาก อันที่จริงมันก็ไม่รู้หรอกว่าคำว่าตายเขียนยังไง
วิชานี้ใช้งานง่ายจริงๆ แค่อ้าปากพ่นลมหายใจ ก็จัดการกระต่ายป่าขวัญกล้าตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย มิฉะนั้นการให้มันที่มีตัวใหญ่เทอะทะวิ่งไล่กวดกระต่ายป่าที่ปราดเปรียวในป่า คงดูน่าเกลียดน่าดู
ใช้กีบเท้าเขี่ยขี้กระต่ายป่าทิ้งอย่างระมัดระวัง ลาขนดำดื่มน้ำพุใสสะอาดหวานชื่นใจจนอิ่มแปล้ รู้สึกสบายไปทั้งตัว
มันงับหนังคอกระต่ายป่า สะบัดไปมา ลุยน้ำลงไป เลี้ยวไม่กี่โค้ง ก็ปีนขึ้นเนิน เอากระต่ายป่าตัวอ้วนไปวางแหมะไว้ตรงหน้าเจ้าอาวาสและศิษย์พี่รองที่ยังอู้งานคุยเล่นไม่ยอมทำงาน ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนทั้งสอง ลาขนดำเชิดหัวสูงจนแทบจะทิ่มฟ้า
ข้าภูมิใจงั้นหรือ?
เปล่าสักหน่อย ข้าก็แค่ติดนิสัยชอบแหงนหน้ามองฟ้าสูงๆ ต่างหาก
"ยังเป็นๆ อยู่เลย ท่าทางใช้ได้ เจ้าจับมันมาได้ยังไง? คงไม่ได้เป็นเพราะกระต่ายวิ่งชนต้นไม้ แล้วเจ้าไปเก็บมาได้หรอกนะ?"
จางเหวินเฟิงหิ้วหูกระต่ายป่าแสนน่ารักขึ้นมาลองกะน้ำหนักดู กระต่ายป่าในฤดูใบไม้ร่วงนี่อ้วนท้วนสมบูรณ์จริงๆ
ไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการถูกเตะจนหัวร้างข้างแตก เขาจึงคาดเดาและถามออกไปเช่นนั้น
เผชิญกับการใส่ร้ายป้ายสีคาดเดาส่งเดชอย่างไม่รับผิดชอบของเจ้าอาวาส ลาขนดำก้มหัวลงต่ำ ส่งเสียงร้อง "อาเอ่อ" อย่างไม่พอใจสองสามครั้ง แล้วส่งเสียงผ่านจิต "ข้าใช้วิชาเสียงระเบิดที่ท่านสอนมาฮะใส่ทีเดียวก็จัดการมันได้สบายๆ จะต้องไปเก็บของพร้อมทานมาทำไม? ท่านเจ้าอาวาสลูกพี่ใหญ่ ว่างๆ ท่านสอนวิชาอื่นให้ข้าอีกสักสองวิชาสิ เอาไหม?"
ท่าทีของลาขนดำจริงใจมาก มันยังต้องพึ่งเจ้าอาวาสสอนวิชาอื่นๆ ให้ จะแสดงความหยิ่งผยองออกมาแม้แต่นิดเดียวไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่าในใจมันอยากจะหยิ่งใจแทบขาดก็ตาม
จางเหวินเฟิงตกใจไม่น้อย ลายังเรียนวิชาเวทได้เลย แต่เขายังคลำทางไม่เจอเลย
ไม่ได้การละ คืนนี้ต้องใช้เวลาศึกษาเคล็ดวิชาเสียงระเบิดให้มากขึ้นเสียแล้ว
ถ้าสู้แม้กระทั่งลาตัวหนึ่งไม่ได้ เขาจะเอาหน้าแก่ๆ นี้ไปไว้ที่ไหนล่ะเนี่ย
เขาส่งเสียงผ่านจิตตอบตกลงไปคำหนึ่ง หัวเราะร่วน แล้วพูดกับศิษย์พี่รองว่า "มื้อเย็นเรามีเมนูพิเศษเป็นเนื้อกระต่ายน้ำแดง ลาขนดำนี่โชคดีจริงๆ ออกไปเดินเล่นรอบเดียวก็จับเหยื่อมาได้แล้ว"
ศิษย์พี่รองเอื้อมมือไปลูบขนบนหัวลาขนดำ กล่าวชมเชย "ลาของอารามเต๋าเรา เก่งกว่าหมาล่าเนื้อที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เสียอีก นอกจากจะเฝ้าบ้านได้แล้ว ยังล่าสัตว์ได้ด้วย"
พูดอะไรแบบนั้นกันล่ะเนี่ย เอามันไปเปรียบกับพวกหมาโง่ๆ ได้ยังไง?
ลาขนดำแอบด่าในใจ ได้รับคำมั่นสัญญาจากเจ้าอาวาสแล้ว มันก็ไม่ถือสากับคำเปรียบเปรยที่ไม่เหมาะสมของศิษย์พี่รอง
มันงับหนังกระต่ายแกว่งไปแกว่งมาเดินขึ้นเขาไป เพื่อให้ลุงเป๋ได้เห็นฝีมือของมันชัดๆ จะได้รู้ว่าเหล้าเมื่อตอนกลางวันนั้น ไม่ได้เสียเปล่าหรอกนะ
ชีวิตที่สวยงามเริ่มต้นขึ้นจากการได้เรียนรู้วิชาเวท
มันใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งเมื่อมันมีพลังเหาะเหินเดินอากาศ ดำดินได้แล้ว มันจะออกท่องยุทธภพไปพร้อมกับเจ้าอาวาส
มันจะผดุงความยุติธรรม ปราบปรามคนพาล ช่วยเหลือคนดี สังหารพวกโจรผู้ร้ายที่ชั่วช้า เป็นจอมยุทธ์ลาที่ทุกคนยกย่องและเลื่อมใส
ดื่มเหล้าที่แรงที่สุด ขี่... แม่ลาที่พยศที่สุด
... ในงิ้วเขาว่าไว้แบบนี้นี่นา
(จบแล้ว)