เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 - เพลงกระบี่ของเจ้าอาวาสจางร้ายกาจจริงๆ

บทที่ 40 - เพลงกระบี่ของเจ้าอาวาสจางร้ายกาจจริงๆ

บทที่ 40 - เพลงกระบี่ของเจ้าอาวาสจางร้ายกาจจริงๆ


บทที่ 40 - เพลงกระบี่ของเจ้าอาวาสจางร้ายกาจจริงๆ

ลมหายใจของจางเหวินเฟิงสะดุดไปชั่วขณะ

เขาเคยอ่านพื้นฐานการจำแนกของวิเศษมาครึ่งเล่ม มองแวบเดียวก็จำได้ว่านี่คือหินปราณวิญญาณอันโด่งดังในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

นี่คือของดีที่มีประโยชน์หลากหลายมาก!

สามารถใช้เสริมในการบำเพ็ญเพียร ใช้จัดค่ายกล หลอมโอสถ และอื่นๆ อีกมากมาย

แน่นอนว่าประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของหินปราณวิญญาณ คือใช้เป็นสกุลเงินในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ปรมาจารย์เสวียนมู่เคยทิ้งไว้ให้กองหนึ่งในห้องลับ น่าเสียดาย... แต่ตอนนี้เขามีตั้งสามก้อนแล้ว

นำถุงใส่หินปราณวิญญาณใส่กลับลงไปในกล่องไม้ แล้วเก็บเข้าแขนเสื้อ ทำอย่างเป็นธรรมชาติราวกับหยิบของของตัวเองกลับคืนมา ของอย่างอื่นไม่มีอะไรน่าดู เขาเอาของทั้งหมดใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าของหลวนถิงซาน รวมถึงตั๋วเงินสามใบนั้นด้วย

หัวหน้าโจรถูกเขาสังหาร ของที่ริบมาได้ ชิ้นไหนมีประโยชน์กับเขา เขาก็เก็บไว้ เป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญมาก

เขาไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาอีกต่อไปแล้ว เขาเป็นส่วนหนึ่งของสำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อย การพิจารณาปัญหาต่างๆ ไม่จำเป็นต้องระแวดระวังมากเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ส่วนเรื่องการรักษาหน้าตาที่ควรทำ เขาก็ทำแล้วไง ไม่ใช่ว่าเหลือตั๋วเงินไว้ให้สามใบหรอกหรือ?

กฎเกณฑ์บางอย่างของสำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อย เขายังคงค่อยๆ ทำความเข้าใจอยู่

เขาเดินไปนั่งยองๆ ข้างศพโจรสาว ค้นดูอย่างละเอียดอีกพักหนึ่ง นอกจากกระบอกอาวุธลับ ลูกปัดสีเขียวคล้ำ ผ้าเช็ดหน้า และเศษเงินอีกนิดหน่อย ก็ไม่มีของพิเศษอื่นใดอีก

ลุงเป๋หยิบตั๋วเงินปึกเล็กๆ ไป ลาขนดำเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วก็ส่งเสียงผ่านจิตมาบอกเขาทันที

ลาขนดำรู้ดีว่ามันควรจะติดตามใคร จะไม่ยอมหน้ามืดตามัวเพียงเพราะเมียลาหนึ่งตัวหรอก อีกอย่าง คนที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อลาตัวเมียได้จริงๆ ก็คือเจ้าอาวาสลูกพี่ใหญ่ ลุงเป๋อย่างมากก็แค่มีสิทธิ์เสนอแนะเท่านั้น

จางเหวินเฟิงไม่ได้เปิดโปงพฤติกรรมขี้โกงของลุงเป๋

ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ลุงเป๋เป็นคนไม่มีญาติขาดมิตร เป็นคนกันเองที่ทุ่มเททำงานเพื่ออารามอย่างเต็มที่และถือว่าอารามคือบ้าน นอกจากบางครั้งจะลงไปดื่มเหล้าแก้เซ็งในเมืองบ้าง อนาคตก็คงจะแก่ตายอยู่ที่อารามแห่งนี้

ก่อนที่อดีตเจ้าอาวาสผู้เป็นอาจารย์ของเขาจะมรณภาพ ยังกำชับนักหนาว่าให้ดูแลลุงเป๋ให้ดี และดูแลลุงเป๋ในวาระสุดท้ายของชีวิต

เขาอยากจะดูว่าลุงเป๋จะจัดการกับตั๋วเงินปึกนั้นอย่างไร?

เงินทองเย้ายวนใจคน และยังเป็นกระจกสะท้อนจิตใจคนอีกด้วย

ศิษย์พี่รองเดินออกมาจากครัว ร้องบอกว่า "เจ้าอาวาส ทานอาหารเช้าได้แล้วขอรับ"

"มาแล้ว"

การทำวัตรเช้าของวันนี้คงต้องรอชดเชยทีหลัง ตอนนี้มอมแมมคลุกฝุ่นไปทั้งตัว ไม่มีตรงไหนสะอาดเลย ไม่เหมาะที่จะเข้าไปกราบไหว้ในตำหนัก

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ อาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสะอาด เปลี่ยนไปสวมชุดนักพรตตัวใหม่และรองเท้าผ้าคู่ใหม่ เขากับศิษย์พี่รองที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนสะอาดสะอ้านเช่นกัน ก็ช่วยกันเปิดประตูตำหนักใหญ่ออกกว้าง จุดเทียนเพิ่มสามเล่มจนสว่างไสว เติมน้ำมันตะเกียงมิ่งมงคล เช็ดทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ แล้วจึงจุดธูปทำวัตรเช้า

ภายในตำหนักเงียบสงบศักดิ์สิทธิ์ ควันธูปลอยอวล เสียงสวดมนต์ไพเราะดุจเสียงจากสรวงสวรรค์

ภายนอกตำหนักมีศพโจรนอนตายเกลื่อน สภาพน่าสยดสยองเต็มไปด้วยเลือด ลาขนดำยืนนิ่งราวกับรูปปั้น

เมื่อทำวัตรเช้าเสร็จ ก็ส่งศิษย์พี่รองเข้าเมือง นำกระดาษโน้ตของเขาไปหาเจ้าสำนักอู่หรือฟู่กูจิ้งที่สำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อย

เขาต้องอยู่เฝ้าอาราม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก

หัวหน้าโจรที่หลบหนีมาหาเรื่องถึงที่และถูกจัดการบนเขา คดีนี้ถือว่าปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ

เขาน่าจะบำเพ็ญเพียรได้อย่างสงบสุขไปอีกสักระยะ รอให้เขาค่อยๆ ฟื้นฟูรากฐานการบำเพ็ญเพียร และถือโอกาสกว้านซื้อที่ดินบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำพุวิญญาณ เพื่อใช้เป็นรากฐานการสืบทอดของอารามในอนาคต

เขาใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บนเขา สวดมนต์ ทำไร่ไถนา ยกระดับการบำเพ็ญเพียร และศึกษาเคล็ดวิชาเวท ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร

เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม เขานั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่ภายในตำหนัก จนฟื้นฟูพลังฝึกตนกลับมาได้กว่าครึ่ง

ได้ยินเสียงเรียกของลุงเป๋ดังมาจากข้างนอก จางเหวินเฟิงลืมตาขึ้น สีหน้าสงบนิ่ง ลุกขึ้นยืนอย่างแผ่วเบา เดินก้าวข้ามธรณีประตูตำหนักใหญ่ ก็เห็นฟู่กูจิ้ง อวิ๋นชิวเหอ และเสิ่นซือที่สวมชุดคลุมสีขาวสวมหมวกคลุมหน้าเดินมาพร้อมกัน ศิษย์พี่รองเดินช้ากว่าพวกเขา คงต้องรออีกสักพักถึงจะตามมาทัน

ทักทายปราศรัยกันเล็กน้อย ฟู่กูจิ้งก็พูดกลั้วหัวเราะเย้าแหย่ว่า:

"น้องจาง เจ้าทำแบบนี้ไม่ค่อยถูกหลักเลยนะ เมื่อคืนเจ้าสำนักอู่ยุ่งอยู่เกือบทั้งคืน จัดเตรียมเรื่องวาดภาพและติดประกาศ สั่งงานพวกช่างวาดภาพจนหัวหมุน พวกเจ้าหน้าที่ของสำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อยก็วิ่งวุ่นกันไปทั่ว เจ้าเล่นจัดการรวบยอดซะเรียบวุธเงียบๆ คนเดียวแบบนี้

เจ้าลองว่ามาสิ ภาพวาดพวกนั้นที่เร่งวาดกันออกมา จะเอาไปแปะไว้ที่ไหนดี? พวกพี่น้องจะยังมีงานให้ทำอีกไหมเนี่ย?"

อวิ๋นชิวเหอเม้มปากยิ้ม เดินอ้อมบันไดไปตรวจดูศพที่วางเรียงรายอยู่บนลานตากข้าวสาลี

ก็จริง เช้าวันนี้พอได้ข่าว เจ้าสำนักอู่ก็รีบสั่งคนไปแจ้งให้ช่างวาดภาพที่อดหลับอดนอนมาทั้งคืนไปพักผ่อน

ถ้าพวกช่างวาดภาพรู้ว่าอดหลับอดนอนมาทั้งคืนแล้วสูญเปล่า จะไม่แอบโกรธจนควันออกหู โมโหจนลมออกจมูกเลยหรือ?

อย่ามารังแกกันแบบนี้นะ

จางเหวินเฟิงผายมือออกอย่างจนใจ "ข้าอุตส่าห์เกลี้ยกล่อมโจรทั้งสามคนจนปากเปียกปากแฉะให้เข้าไปเสวยสุขในเมือง พูดแต่สิ่งดีๆ สารพัด พวกเขาก็ไม่ยอมฟัง ดึงดันจะปักหลักอยู่ที่อารามเต๋าเล็กๆ ของข้าให้ได้ ข้าก็จนใจ เลยต้องใช้กำลังทั้งหมดส่งวิญญาณพวกเขาไป ไม่ได้อยากจะแย่งงานพวกพี่น้องเลยจริงๆ ขออภัย ขออภัย!"

ฟู่กูจิ้งหัวเราะฮ่าๆ ร้องว่า "น้องจางพูดแบบนี้สิถึงจะถูก ไม่ใช่เอะอะก็อ้างท่านปรมาจารย์เต๋าตลอดเวลา ฟังแล้วข้าล่ะ..."

จางเหวินเฟิงเตือน "พี่ฟู่ ระวังคำพูดด้วย ที่นี่คืออารามเต๋า ต่อหน้าท่านปรมาจารย์เต๋านะ ฝูเซิงอู๋เลี่ยงเทียนจุน!"

ฟู่กูจิ้งรีบปั้นหน้าขรึม หันหน้าไปทางอารามเต๋า ก้มหัวขอขมา "ศิษย์เสียมารยาท เป็นคำพูดที่ไม่ทันระวัง ขอท่านปรมาจารย์เต๋าโปรดอย่าถือสา เดี๋ยวจัดการธุระกงการเสร็จ ศิษย์จะจุดธูปขอขมา! ท่านปรมาจารย์เต๋าโปรดเมตตา"

เขาแสวงหาความเป็นอมตะ ในใจมีความเลื่อมใสต่อปรมาจารย์เต๋าอย่างจำกัด แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้คนอื่นเอาไปนินทาได้

ผ่านเรื่องตลกขบขันไป ก็เริ่มคุยธุระกัน

ลาขนดำเดินกุบกับเข้ามาใกล้ ยื่นจมูกไปดมๆ ที่หน้าอกของอวิ๋นชิวเหอที่กำลังยืนดูอยู่ หอมจัง

อวิ๋นชิวเหอใช้มือเรียวสวยลูบหัวลาที่แสนเชื่อง แล้วหัวเราะ "ท่านเจ้าอาวาสจาง อารามเต๋าของพวกท่านนี่แปลกจริงๆ ขนาดลายังไม่ต้องล่ามเชือก ปล่อยให้มันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว ไม่กลัวมันวิ่งเตลิดหายไปหรือ?"

จางเหวินเฟิงปรายตามองสัตว์เดรัจฉานที่ทำหน้าซื่อตาใสแกล้งทำตัวน่ารัก แล้วตอบว่า "มันมีจิตวิญญาณ ไม่หายหรอก"

มันยังพูดได้ด้วยนะ ไอ้ลามักมากตัวเนี้ย

ลาขนดำวิ่งกุบกับไปหาจางเหวินเฟิง ดึงแขนเสื้อเขาแล้วส่งเสียงผ่านจิต "มีคนมา มากันหลายคนเลย"

จางเหวินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าใจทันที ก่อนตีห้า ไฟไหม้ลามไปทั่วยอดเขา ต้นไม้ถูกเผาจนไหม้เกรียมไปหลายต้น คนตีเกราะบอกเวลายามดึกในตำบลที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ น่าจะมองเห็นแล้วล่ะ

"ไม่เป็นไร ปล่อยให้พวกเขาขึ้นมาเถอะ"

จางเหวินเฟิงไม่คิดจะออกหน้าหรอก มีฟู่กูจิ้งกับพวกอยู่ด้วย เขาไม่ต้องเปลืองน้ำลาย

คราวนี้ฟู่กูจิ้งไม่ได้จับศพแก้ผ้าจนหมดเปลือก ไม่จำเป็นแล้ว คราวก่อนที่ค้นละเอียดขนาดนั้นก็เพื่อหาหลักฐานและเบาะแสของคนร้าย เขาพลิกดูศพของหลวนถิงซาน พลางส่งเสียงเดาะลิ้นชื่นชม:

"น้องจาง เจ้าแน่มากจริงๆ กระบี่ทะลวงอกเล่มนี้ อานุภาพไม่ธรรมดาเลย เพลงกระบี่ร้ายกาจจริงๆ!"

อวิ๋นชิวเหอพยักหน้าเห็นด้วย "เป็นการโจมตีปะทะซึ่งหน้า ที่ร้ายกาจมาก!"

ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญ สามารถมองเห็นอะไรได้มากมายจากบาดแผลทะลุหน้าอกและหลัง ตลอดจนเศษชิ้นส่วนอวัยวะภายในที่ไหลทะลักออกมา ฟู่กูจิ้งมีประสบการณ์โชกโชน จึงสามารถมองเห็นความแตกต่างได้มากกว่า

เขาพลิกดูดวงตาทั้งสองข้างของหัวหน้าโจร แล้วพยักหน้าแอบคิดในใจ น้องจางใช้กระจกของวิเศษระดับต่ำบานนั้นลอบกัดหลวนถิงซานอีกแล้ว

เสิ่นซือสวมหมวกคลุมหน้า ไม่ได้พูดอะไรเลยมาตั้งแต่ต้น เดิมทีเขาตั้งใจจะเดินทางกลับในวันนี้ แต่พอได้ยินว่าเจ้าอาวาสจางแห่งอารามเต๋าบ้านนอกที่เขาดูถูก สามารถจัดการหัวหน้าโจรที่หลบหนีไปได้ เขาก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ จึงตามมาดูสักหน่อย

หันหน้าไปชำเลืองมองเจ้าอาวาสจางที่มีท่าทีสบายๆ เล็กน้อย

พลังฝึกตนไม่สูงนัก แต่เพลงกระบี่ร้ายกาจจริงๆ

แม้ว่าทักษะการวาดภาพของเจ้าอาวาสจางจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาลองพยายามแล้วก็คลำหาจุดไม่เจอเลย แต่เขาก็ไม่ยอมก้มหัวขอคำชี้แนะจากเจ้าอาวาสจางหรอก ทักษะการวาดภาพก็เป็นแค่งานอดิเรกคลายเครียดจากการบำเพ็ญเพียร เป็นเครื่องมือช่วยขัดเกลาจิตใจ จะเอาไปเทียบกับการบำเพ็ญเพียรและเพลงกระบี่ได้ยังไง?

เริ่มจะมองเจ้าอาวาสจางผู้ลึกลับคนนี้ในแง่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว

สามารถสังหารหัวหน้าโจรขอบเขตฮว่าชี่ขั้นกลางแบบข้ามรุ่นได้ ถือว่าเก่งใช้ได้เลยทีเดียว!

เจ้าอาวาสจางสีหน้าเรียบเฉย อธิบายว่า "เป็นเพราะทุกคนในอารามเต๋าร่วมแรงร่วมใจกันสังหารศัตรู ข้าแค่ฉวยโอกาสนิดหน่อย หลวนถิงซานกับพวกโชคร้ายก็เลยพลาดท่า เดี๋ยวจะพาพวกท่านไปดูที่ลานหลัง เกือบจะเผารากฐานที่ปรมาจารย์ทิ้งไว้ให้จนวอดหมดแล้ว สถานการณ์ตอนนั้นอันตรายมากจริงๆ!"

ลุงเป๋ยืนฟังอยู่ห่างๆ เจ้าอาวาสทำตัวไม่โอ้อวด รอบคอบรัดกุม เขาค่อยวางใจหน่อย

เด็กหนุ่มหน้าใหม่สามารถเก็บซ่อนความรู้สึกและมีความสุขุมรอบคอบถึงเพียงนี้ สายตาของอดีตเจ้าอาวาสช่างแหลมคมจริงๆ

บริเวณทางขึ้นเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีเสียงชักดาบออกจากฝักดังขึ้นสองสามครั้ง ตามมาด้วยเสียงตะโกนอย่างตึงเครียด "พวกเจ้าเป็นใคร? กลางวันแสกๆ กล้าดีเข่นฆ่าผู้คน รีบยอมจำนนซะดีๆ!"

...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 40 - เพลงกระบี่ของเจ้าอาวาสจางร้ายกาจจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว