- หน้าแรก
- นักพรตสวดคัมภีร์ เกิดใหม่ครานี้ข้าขอเป็นคนบาปปราบมาร
- บทที่ 39 - การทดสอบโดยไม่ตั้งใจ และการได้รับวิชาลับ
บทที่ 39 - การทดสอบโดยไม่ตั้งใจ และการได้รับวิชาลับ
บทที่ 39 - การทดสอบโดยไม่ตั้งใจ และการได้รับวิชาลับ
บทที่ 39 - การทดสอบโดยไม่ตั้งใจ และการได้รับวิชาลับ
สมัยหนุ่มๆ ลุงเป๋เคยท่องยุทธภพ เคยเสพสุข เคยใช้ชีวิตอย่างสำราญ เคยอกหักจนไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงอีก เป็นชายโสดตัวคนเดียว ไร้ลูกไร้เมีย ชีวิตนี้ก็คงเป็นแบบนี้ไปตลอดแหละ
เขาทำบุญสร้างกุศล หวังเพียงชาติหน้าจะได้เกิดในครอบครัวเศรษฐี มีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน
พอเอียงคอไปสบกับดวงตาดำขลับของลา ลุงเป๋ก็ตบหน้าผากฉาด ทำไมเขาถึงลืมไอ้ตัวนี้ไปได้เนี่ย
ถึงสัตว์เดรัจฉานตัวนี้จะพูดฟ้องเขาไม่ได้ แต่ตามกฎของยุทธภพ ใครเห็นก็ต้องได้ส่วนแบ่ง ธรรมเนียมนี้ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด
"เมียลาหนึ่งตัว ไม่ทำก็ตามใจ!"
ลาขนดำยิงฟันแสยะยิ้มตอบตกลงอย่างยินดีปรีดา เอาหัวถูไถไหล่ของลุงเป๋
เกือบทำเอาลุงเป๋เจ็บจนต้องสูดปากเหงื่อตก ไอ้ลาเวร หัวไหล่เขายังบวมไม่หายเลยนะ
ไปตายซะไป๊ เมียลาน่ะ เขาไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะจัดให้ตอนไหน
ทางด้านจางเหวินเฟิง ค้นเจอสมุดสองเล่ม ถุงเงินหนึ่งถุง ตั๋วเงินสามใบ ยันต์สีเหลืองสามแผ่น กล่องไม้ใบเล็ก และของจุกจิกอย่างพู่กันเขียนยันต์ ไม่นับรวมอาวุธ
จางเหวินเฟิงมองดูชื่อบนปกสมุดที่เขียนว่า "คัมภีร์แท้หลอมศพ" และ "วิเคราะห์เคล็ดวิชาลับในห้องหอ" ก็รู้ทันทีว่าเป็นวิชาชั่วร้าย เขาเปิดดู "คัมภีร์แท้หลอมศพ" ก่อน แล้วอธิบายให้ศิษย์พี่รองที่ยืนมองด้วยความแปลกใจอยู่ข้างๆ ฟัง:
"ของพรรค์นี้ที่เอาไว้ทำร้ายคน เราไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่ถ้ามีโอกาสศึกษาทำความเข้าใจให้มากขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร จะได้หาจุดอ่อนของวิชามารพวกนี้ ต่อไปเวลาต้องรับมือกับพวกมารร้ายก็จะได้ง่ายขึ้นเยอะ"
ศิษย์พี่รองฟังแล้วก็พยักหน้า มีเหตุผลแฮะ
เจ้าอาวาสก็คือเจ้าอาวาส คำพูดที่พูดออกมาลอยๆ มักจะมีหลักธรรมอันยิ่งใหญ่แฝงอยู่เสมอ
ดังนั้น เขาจึงก้าวไปข้างหน้า หยิบสมุด "วิเคราะห์เคล็ดวิชาลับในห้องหอ" ที่ถูกเปิดอ่านจนขอบยุ่ยขึ้นมา แล้วตั้งใจอ่านอย่างจริงจัง ทิ้งให้เจ้าอาวาสยืนตาค้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ลุงเป๋ล้วงกระเป๋าอยู่พักใหญ่ เห็นว่าบนตัวโจรสาวไม่มีของมีค่าอะไรเลย เขาก็ขี้เกียจหยิบเศษเงินที่เหลืออยู่ไม่กี่ก้อน ปล่อยไว้ให้พวกเจ้าหน้าที่ทางการเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาบ้าง เขาเอามือกดหัวลาที่กำลังทำท่าประจบประแจงแล้วยันตัวลุกขึ้น กระบี่แคบเล่มนั้นก็ไม่เอาแล้ว
เดินกะเผลกๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าสองคนที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสืออาศัยแสงรุ่งอรุณอันริบหรี่ กวาดสายตามองของที่กองอยู่บนพื้น
มีตั๋วเงินแค่สามใบ ใบที่มีมูลค่ามากที่สุดคือห้าสิบตำลึง ลุงเป๋ชักจะไม่เห็นอยู่ในสายตาแล้ว หันหลังเดินกลับไปทางครัว ปากก็บอกว่า "พวกเจ้าจัดการกันไปเถอะ ข้าจะไปทำอาหารเช้าชุดใหญ่ไว้รอ เจ้าสอง เดี๋ยวอย่าลืมแวะไปดูลานหลังด้วยล่ะ ระวังไฟคุขึ้นมาอีก อย่าประมาทล่ะ"
ส่วนแบ่งก้อนโตอยู่ในแขนเสื้อเขาแล้ว สบายใจเฉิบ
ศิษย์พี่รองอ่านจนหน้าแดงก่ำ โชคดีที่แสงสลัวเลยมองไม่ค่อยชัด
บนโลกนี้มีวิชาที่บัดสีและไร้ยางอายขนาดนี้อยู่ด้วยหรือเนี่ย?
เขารีบหันตัวหนีออกห่างจากเจ้าอาวาส แล้วบอกว่า "เข้าใจแล้วขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปดู"
ลุกขึ้นเดินหนีไปราวกับวิ่งหนี เพียงแต่ก้าวเท้าดูแปลกๆ ไปหน่อย
จางเหวินเฟิงมีรอยยิ้มแฝงอยู่ในดวงตา นี่เป็นบททดสอบเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่ตั้งใจสำหรับศิษย์พี่รอง หรือจะเรียกว่าศิษย์พี่รองหาเรื่องใส่ตัวก็ว่าได้ เขากำชับว่า "ศิษย์พี่รอง ท่านท่อง 'คาถาสงบใจปัดเป่ามาร' ของสำนักเราในใจสิ จะช่วยขจัดความคิดฟุ้งซ่าน ชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ถูกวิชามารครอบงำ"
"ขอรับ เจ้าอาวาสปราดเปรื่องยิ่งนัก ฝูเซิงอู๋เลี่ยงเทียนจุน!"
ศิษย์พี่รองหยุดเดินชั่วครู่ พอเดินต่อก็กลับมาเป็นปกติ
จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อซับในด้านหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เย็นเฉียบและเหนียวเหนอะหนะ
แอบตกใจในใจว่าวิชามารร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ เกือบจะโดนเล่นงานเข้าให้แล้ว พอเห็นเจ้าอาวาสจมดิ่งอยู่กับคัมภีร์ด้วยท่าทีสบายๆ สีหน้าแจ่มใส เปรียบเทียบกับตัวเองที่จิตใจเตลิดเปิดเปิง คิดฟุ้งซ่านไปไกลเมื่อครู่นี้ ก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เขายิ่งเลื่อมใสในตัวเจ้าอาวาสมากขึ้นไปอีก
ไปดูลานหลังก่อนดีกว่า แล้วค่อยไปช่วยงานในครัว
จางเหวินเฟิงยืนครุ่นคิดถึงเคล็ดลับของ "วิชาเสียงระเบิด" อยู่ท่ามกลางสายลมยามเช้าเพียงลำพัง
หลักการของสิ่งนี้เข้าใจไม่ยาก แต่จะนำมาใช้จริงๆ กลับไม่ง่ายเลย ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ แน่นอนว่าในเมื่อหลวนถิงซานใช้ได้ เขาก็ต้องเรียนรู้ได้ เขามีความมั่นใจในเรื่องนี้เต็มเปี่ยม
มีหัวลาโผล่เข้ามาใกล้ๆ จ้องมองกระดาษสีเหลืองเก่าๆ ที่จางเหวินเฟิงจ้องมองมาเป็นเวลานานด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มันน่าดูขนาดนั้นเลยเหรอ?
"อย่ามากวนน่า เจ้าอ่านหนังสือไม่ออก วิชาพวกนี้เจ้าก็ไม่เข้าใจ จะมามุงดูทำไม ไปเล่นตรงนู้นไป"
จางเหวินเฟิงผลักหน้าลาออกไป เขาพยายามโคจรพลังหยวนชี่ที่มีอยู่น้อยนิด เพื่อบีบอัดคลื่นเสียง แต่ก็เปล่าประโยชน์
พอลาขนดำได้ยินว่าเป็นวิชาเวท ตาก็เป็นประกาย ตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนที่จะได้เมียลาเสียอีก ส่งเสียงผ่านจิตเรียกร้อง "อย่าเพิ่งไล่สิ ท่านสอนวิชาโจมตีให้ข้าสักวิชาสองวิชาสิ ข้าไม่มีวิชาป้องกันตัวเลย นอกจากใช้กีบเท้าเตะมั่วๆ คราวหน้าถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าวันนี้ ข้าจะช่วยท่านสู้ได้ยังไงล่ะ จริงไหม?"
จางเหวินเฟิงวางสมุดลง ผลักหน้าลาออกไปอีกครั้ง ลิ้นของเจ้านี่แทบจะเลียโดนหน้าเขาอยู่แล้ว
ประจบคนก็ไม่เป็น รู้จักแต่จะเลีย แกไม่ใช่หมานะเว้ย
"เจ้าเป็นลาปีศาจ จะเรียนวิชาของมนุษย์ได้หรือ? เส้นลมปราณ ลมหายใจก็ไม่เหมือนกันแล้วมั้ง ขืนฝึกมั่วๆ ระวังธาตุไฟแตกซ่านตายแหงแก๋นะ"
ลาขนดำครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่ใหญ่ แล้วตอบว่า "ท่านสอนวิชาง่ายๆ ให้ข้าก่อน ข้าจะลองฝึกดู ถ้ามีอะไรผิดปกติ ข้าก็ไม่โง่ดันทุรังรนหาที่ตายหรอก... เฮ้อ ข้าฟังคัมภีร์เต๋ามาตั้งหลายปี ไม่เคยบรรลุวิชาโจมตีของปีศาจเลยสักวิชาเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน?"
พวกวิชาพื้นฐานที่ช่วยเสริมอย่าง วิชาเนตรวิญญาณ หรือวิชาส่งเสียงผ่านจิต ไม่นับหรอก
ของพวกนี้แค่เบิกทวารปัญญาได้ นานวันเข้าก็ใช้ได้เองตามธรรมชาติ
เมื่อเห็นเจ้านี่พูดจาน่าสงสาร จางเหวินเฟิงก็หัวเราะ "พอได้แล้ว เลิกบีบน้ำตาเสียที ข้าจะสอนเคล็ดลับการใช้พลังหยวนชี่ของวิชาเสียงระเบิดให้เจ้าลองดู ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน ข้าไม่อยากกินเนื้อลาตุ๋นทั้งตัวในวันพรุ่งนี้นะ"
"เข้าใจแล้วๆ รีบสอนข้าเร็ว"
ลาขนดำทำเป็นหูทวนลมกับประโยคหลัง
เจ้าอาวาสดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือปากเสียไปหน่อย
"เจ้าตั้งใจฟังให้ดีนะ: เสียงยิ่งใหญ่ไร้สำเนียง มรรคาล้วนมีร่องรอย..."
จางเหวินเฟิงบอกตัวอักษรของวิชาเสียงระเบิดให้ลาขนดำฟัง และอธิบายทัศนะของเขาที่ว่าวิชาเสียงระเบิดกับวิชาส่งเสียงผ่านจิตมีหลักการคล้ายคลึงกันให้ฟังอีกรอบ
ลาขนดำทบทวนเคล็ดวิชาเสียงระเบิดอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าถูกต้องแล้ว ก็หันหลังเดินทำหน้าทึ่มๆ จากไป
จางเหวินเฟิงทดลองอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังจับจุดไม่ได้ เมื่อเห็นฟ้าสางแล้ว นกกระจอกร้องเจื้อยแจ้วอยู่บนยอดไม้ จึงเก็บกระดาษสีเหลืองเก่าๆ แผ่นนี้เข้าอกเสื้อด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไว้มีเวลาค่อยศึกษาต่อ
เขาไม่ใช่คนหัวโบราณหรอกนะ ที่เรียกว่าวิชาลับ ยิ่งคนนอกรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ยิ่งไปกว่านั้น วิชาเสียงระเบิดก็มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้าอีกฝ่ายรู้ตัวและป้องกันไว้ก่อน ก็จะไม่สามารถโจมตีทีเผลอได้ และไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เปิดดูสมุดวิชามารทั้งสองเล่มคร่าวๆ อีกครั้ง ก็ไม่พบกระดาษสอดไส้อีก
วางสมุดลง หยิบถุงเงินที่เปียกน้ำค้างมาบีบๆ ดู ดึงสายรัดออกดูข้างใน มีแต่เศษเงินก้อนเล็กๆ ข้ามตั๋วเงินสามใบกับยันต์กระดาษสีเหลืองไป เขาหยิบกล่องไม้เล็กๆ บนพื้นขึ้นมา
ผิวของกล่องดูมันวาวมาก น่าจะเป็นเพราะเจ้าของมักจะเอาออกมาลูบคลำเล่นบ่อยๆ
เขย่ากล่องดู ได้ยินเสียงของแข็งกระแทกกันดัง "กุกกัก" ทึบๆ
เอามาแนบหูฟังอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่ได้ยินเสียงการคลานของแมลงแต่อย่างใด
เขาวางกล่องลงบนพื้น รีบเปิดฝากล่องออกอย่างรวดเร็ว ข้างในมีถุงผ้าต่วนใบเล็กกว่าซ่อนอยู่อีกชั้น ไม่มีแมลงมีพิษที่ใช้ทำร้ายคนซ่อนอยู่ ลองกดดู ถุงผ้าต่วนบรรจุของแข็งไว้สามชิ้น
ใช้นิ้วบีบปลายสายรัดทั้งสองข้างดึงออก เปิดปากถุง
เผยให้เห็นหินหยกแบนราบสีขาวนวลเปล่งประกายแวววาวสามก้อน ขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของนิ้วหัวแม่มือ
"นี่มัน... หินปราณวิญญาณ!"
(จบแล้ว)