- หน้าแรก
- นักพรตสวดคัมภีร์ เกิดใหม่ครานี้ข้าขอเป็นคนบาปปราบมาร
- บทที่ 18 - ยึดมั่นปณิธาน กำจัดความชั่วคือการผดุงความดี
บทที่ 18 - ยึดมั่นปณิธาน กำจัดความชั่วคือการผดุงความดี
บทที่ 18 - ยึดมั่นปณิธาน กำจัดความชั่วคือการผดุงความดี
บทที่ 18 - ยึดมั่นปณิธาน กำจัดความชั่วคือการผดุงความดี
จางเหวินเฟิงพาฟู่กูจิ้งที่มีกลิ่นศพเหม็นจางๆ ติดตัว เดินออกจากสวนหลังบ้านที่มีพื้นที่ไม่เล็กนัก ตักน้ำใสหลายกระบวยจากโอ่งน้ำในครัว ใส่ลงในอ่างไม้เก่าๆ วางไว้บนแท่นหินหน้าครัว แล้วเอ่ยถาม:
"สหายเต๋าฟู่ ผู้ฝึกตนของสำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อยทุกคน ต้องเรียนรู้งานชันสูตรศพแบบนี้ด้วยหรือ?"
"สืบคดีน่ะสิ รู้เรื่องพวกนี้ไว้เยอะๆ ก็เป็นเรื่องดีเสมอ"
ฟู่กูจิ้งวางห่อพยานหลักฐานลงบนแผ่นหินสะอาดอย่างเบามือ รับฝักสบู่ดำหนึ่งฝักที่จางเหวินเฟิงเอื้อมมือไปเด็ดมาจากต้นสบู่ดำข้างๆ ใช้น้ำเปล่าทำให้เปียก แล้วขยี้ในมือ
ถูจนฟองฟอดเต็มมือ ล้างมืออย่างสะอาดหมดจด ชะโงกหน้ามองไปทางสวนหลังบ้าน แล้วอธิบายเสียงเบา:
"ต้องให้นางได้สัมผัสกับงานสกปรกพวกนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เวลาที่ต้องไปต่อสู้กับคนร้าย สัตว์ประหลาด หรือสิ่งชั่วร้ายจริงๆ ในภายภาคหน้า จะได้ไม่ถูกของที่น่าขยะแขยงกว่านี้มาทำให้เสียสมาธิในการต่อสู้ การเป็นองครักษ์ผู้คุมกฎของสำนักทะเบียนนักพรต อาจต้องเผชิญกับอันตรายได้ทุกเมื่อ นางต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด ทิ้งแนวคิดเดิมๆ สมัยอยู่บนเขาไปให้หมด ต้องเป็นคนละเอียดอ่อน ช่างสังเกต ถึงจะรอดชีวิตจนจบการหาประสบการณ์ได้"
จางเหวินเฟิงพยักหน้าเข้าใจ ยิ้มกล่าว: "นางก็ทำได้ดีมากแล้วนะ อย่างน้อยก็ไม่ได้อ้วกออกมา"
สำหรับการสัมผัสของน่าขยะแขยงขนาดนั้นเป็นครั้งแรก อวิ๋นชิวเหอก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว
ฟู่กูจิ้งล้างมือจนสะอาด เช็ดให้แห้งที่ชายเสื้อคลุม
เขามองดูเจ้าอาวาสจางที่ดูเงียบขรึมและอายุน้อยมาตลอด เขาเคยดูแฟ้มประวัติของจางเหวินเฟิงและข้อมูลบางส่วนของอารามเซียนหลิงที่สำนักสาขาย่อยมาแล้ว จึงแกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบ: "สหายเต๋าจาง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าฆ่าคนร้ายใช่หรือไม่?"
เขารู้สึกแปลกใจมากที่อีกฝ่ายฆ่าคนร้ายครั้งแรก ก็สามารถทำได้ถึงขนาดนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะสงสัย
หากเป็นพวกเลือดเย็นโดยกำเนิด มองชีวิตคนเป็นดั่งมดปลวก คนประเภทนี้ก็จะอันตรายมาก
เขาต้องถามให้ชัดเจน คนที่เลือดเย็นหรือกระหายเลือด ไม่สามารถคบหาเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายในการออกไปปฏิบัติภารกิจในอนาคตได้
"เป็นครั้งแรกจริงๆ เมื่อก่อนเคยตามศิษย์พี่ออกไปทำพิธีศพ เลยเห็นคนตายมาเยอะ คนร้ายในเมื่อทำชั่ว คิดจะเอาชีวิตข้า ข้าก็เลยส่งพวกมันไปสู่สุคติ ไม่ให้พวกมันไปทำร้ายใครในโลกมนุษย์ได้อีก ก็ถือเป็นสร้างกุศลอย่างหนึ่ง"
จางเหวินเฟิงอธิบายสั้นๆ แล้วกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม: "การกำจัดความชั่วก็คือการผดุงความดี ฝูเซิงอู๋เลี่ยงเทียนจุน!"
ฟู่กูจิ้งเข้าใจแล้ว
ท่านผู้นี้เห็นคนตายมามาก ประกอบกับมีจิตใจมั่นคงในมรรคา และยึดมั่นในปณิธานที่ว่าการกำจัดความชั่วก็คือการผดุงความดี ดังนั้นการสังหารคนร้ายจึงไม่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเลยแม้แต่น้อย เขาชักจะอิจฉาขึ้นมาแล้วสิ จึงยิ้มกล่าวว่า:
"สหายเต๋าจาง สภาพจิตใจของเจ้าเหมาะที่จะมาเป็นองครักษ์ผู้คุมกฎในสำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อยมาก สนใจจะลองพิจารณาดูก่อนไหม? ทรัพยากรและรางวัลสำหรับการบำเพ็ญเพียรในสำนักทะเบียนนักพรตของเรา อู้ฟู่กว่าของส่านเหรินเยอะเลยนะ"
ส่านเหรินสามารถเลือกที่จะช่วยงานสำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อยได้ หรือจะไม่ทำก็ได้
แน่นอนว่าในสถานการณ์ส่วนใหญ่ ส่านเหรินจะไม่ปฏิเสธคำขอให้ช่วยเหลือจากสำนักทะเบียนนักพรตสาขาย่อยหรอก
เมื่ออยู่ในโลกมนุษย์อันวุ่นวาย จะไปมีสถานที่ปลีกวิเวกเงียบสงบมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?
จางเหวินเฟิงยิ้มตอบ: "ขอบคุณในความหวังดีของสหายเต๋าฟู่ แต่สถานการณ์ของอารามเซียนหลิงในตอนนี้ ข้ายังทิ้งไปไม่ได้ ไว้คุยกันวันหลังเถอะ"
เขาไม่ได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด สาเหตุหลักคือยังไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ จึงไม่กล้ารับปากส่งเดช เขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุย "ข้าพอจะมีความรู้เรื่องการวาดภาพอยู่บ้าง หากไม่เสียเวลา ข้าสามารถวาดภาพเหมือนของโจรสาวให้ได้ ใช้ได้ก็ใช้ ใช้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"
ชาติก่อนเขาเรียนจบจากวิทยาลัยศิลปะอวี๋โจว ได้รับการซึมซับจากปู่มาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการวาดภาพและเขียนพู่กัน เรียนเอกจิตรกรรมพู่กันจีน
ต่อมาหลังเรียนจบ เนื่องจากสายจิตรกรรมพู่กันจีนหางานยาก เขาจึงเปลี่ยนมาเป็นนักวาดภาพประกอบ
เขามีพื้นฐานการวาดภาพสเก็ตช์ที่แน่นหนา แค่วาดภาพเหมือนคน ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
"สหายเต๋าจางวาดภาพเหมือนเป็นด้วยหรือ? ดีเลย รบกวนสหายเต๋าจางโชว์ฝีมือพู่กันอันยอดเยี่ยม ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ที ว่าแต่... พวกเราขอยืนดูอยู่ข้างๆ ได้หรือไม่?"
อวิ๋นชิวเหอที่สวมหมวกสานเดินออกมาจากประตูรั้ว พอได้ยินจางเหวินเฟิงเสนอตัว ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที
อีกฝ่ายไม่ใช่พวกชอบคุยโวโอ้ออก ในเมื่อกล้าพูดแบบนี้ ก็แสดงว่ามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เธอถือโอกาสร้องขอในสิ่งที่ไม่สมควร เพื่อหวังจะได้เรียนรู้ดูเทคนิคสักนิดสักหน่อย
ในมือทั้งสองข้างของเธอหิ้วถุงผ้าอาบน้ำมันสีเหลืองหม่นขนาดใหญ่ข้างละใบ
ถุงชนิดนี้เป็นถุงสั่งทำพิเศษของสำนักทะเบียนนักพรต พับเก็บแล้วมีขนาดเล็กมาก แต่เมื่อกางออกก็สามารถจุของได้เยอะมาก ทอผสมด้วยเส้นใยไหมน้ำแข็ง เหนียวแน่นทนทานมาก ไม่ซึมน้ำ เป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับองครักษ์ผู้คุมกฎที่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจหรือเดินทางไกล
พระอาทิตย์อัสดงแดงฉานดั่งเลือด ความมืดมิดยามค่ำคืนกำลังคืบคลานเข้ามา
เสียงนกร้องเจี๊ยวจ๊าวบินกลับรังในป่า ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้กับอารามเต๋าเก่าแก่แห่งนี้ได้บ้าง
ฟู่กูจิ้งยิ้มกล่าว: "ด้วยน้ำใจอันประเสริฐของสหายเต๋าจาง คราวหน้าฟู่โหมวจะต้องพกสุรามาดื่มกับสหายเต๋าจางให้หนำใจแน่ๆ เชิญ!"
"ทั้งสองท่านไม่ต้องเกรงใจ ไม่มีอะไรที่ดูไม่ได้หรอก พวกเราไปที่วิหารทิศตะวันตกกันเถอะ เชิญ!"
มีหรือที่จางเหวินเฟิงจะฟังไม่ออกว่าฟู่กูจิ้งพูดจาเข้าข้างศิษย์น้องของตัวเอง เขาไม่ได้ถือสาอะไร เทคนิคการสเก็ตช์ภาพของเขานั้น ไม่ใช่ว่ามองแค่ตาแล้วจะเรียนรู้ได้ง่ายๆ หรอกนะ
"เดี๋ยวก่อน ข้าขอล้างมือหน่อย สกปรกเกินไปแล้ว ขืนไปอารามเต๋าทั้งแบบนี้คงดูไม่งาม อาจจะทำให้แปดเปื้อนได้"
อวิ๋นชิวเหอวางถุงผ้าอาบน้ำมันลง น้ำล้างมือที่ศิษย์พี่ฟู่ล้างเหลือไว้ เธอไม่กล้าใช้ ล้างมือก็ต้องใช้น้ำสะอาดสิ จริงไหม?
เธอจับผีดิบขาวไปแล้ว รู้สึกขยะแขยงจนอยากจะเอาทรายกับหินมาถูหนังลอกออกสักชั้นหนึ่ง
จางเหวินเฟิงยิ้มพลางเทน้ำสกปรกในอ่างทิ้ง ถือเข้าไปล้างในครัวจนสะอาด แล้วตักน้ำสะอาดออกมาหนึ่งอ่าง รอจนอวิ๋นชิวเหอบดฝักสบู่ดำล้างมือซ้ำไปซ้ำมา เปลี่ยนน้ำไปสองอ่าง ล้างจนสะอาดแล้ว ทั้งสามคนจึงเดินไปที่วิหารด้านข้างฝั่งตะวันตกด้วยกัน
กางกระดาษเซวียนจื่อขนาดสามเชียะลงบนโต๊ะทำงาน พับครึ่งแล้วใช้มีดเล็กๆ กรีดออก จากนั้นพับแล้วตัดออกอีกเส้นหนึ่ง ขนาดประมาณกระดาษสี่ไค
จางเหวินเฟิงใช้ที่ทับกระดาษหยกสองก้อนที่อาจารย์ทิ้งไว้ทับมุมด้านบนทั้งสองข้างไว้ หันไปขอเศษหินไต้สำหรับเขียนคิ้วจากอวิ๋นชิวเหอ
เขาลองขีดเขียนทดสอบสีหมึกบนเศษกระดาษเซวียนจื่อ หินไต้มีความคล้ายกับแท่งถ่านคาร์บอน แข็งและทรงตัวได้ดี
ใช้มีดเล็กๆ เหลาปลายมนของหินไต้ให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีเหลี่ยมมุมชัดเจน จากนั้นท่ามกลางสายตางุนงงของทั้งสองคน เขาใช้สามนิ้วคีบหินไต้ในแนวนอนแทนพู่กัน ขีดเขียนลงบนกระดาษเซวียนจื่อแผ่นหนาอย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นกระดาษเซวียนจื่อ จานฝนหมึกโบราณ หรือหมึกควันสนแกะสลักลวดลายที่อาจารย์ใช้ ล้วนเป็นของดีราคาแพงทั้งสิ้น
เพียงไม่กี่ตวัด ก็วาดเส้นผมและโครงหน้าของโจรสาวออกมาได้ ตามด้วยเครื่องหน้า
การใช้ปากกาของเขาดุจดั่งการใช้มีด ทุกๆ การลงน้ำหนักนั้นแม่นยำอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ในมือไม่มีอุปกรณ์อย่างยางลบ แน่นอนว่ากระดาษเซวียนจื่อชั้นดีก็ไม่อนุญาตให้แก้ไขหรือลบออกได้ นี่ไม่ใช่กระดาษวาดเขียน และสิ่งที่ใช้ก็ไม่ใช่ดินสอนิ่มหรือถ่านไม้อ่อนๆ แต่เป็นแร่หินที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปอะไรมากมาย
อวิ๋นชิวเหอมองดูด้วยแววตาเป็นประกาย เคลิบเคลิ้มไปกับภาพตรงหน้า มือขวาขยับเลียนแบบตามอย่างลืมตัว
ที่แท้หินไต้เขียนคิ้วก็นำมาใช้วาดภาพได้ด้วย แถมเมื่ออยู่ในมือของสหายเต๋าจางยังดูพลิ้วไหวและง่ายดายเอามากๆ เธอแอบดีใจในใจ รู้สึกว่าคราวนี้ได้เรียนรู้วิชาแปลกใหม่มาอีกหนึ่งอย่าง การวาดรูปคนก็ไม่ได้ยากอะไรนี่นา ขอแค่วิธีการถูกต้อง
มองดูภาพวาดใบหน้าของโจรสาวที่ปรากฏขึ้นบนกระดาษ ราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ หน้าตางดงามไม่เบาเลยทีเดียว
โดยเฉพาะดวงตาหงส์คู่สวยที่ไม่ได้เบิกกว้างจนดูน่ากลัวอีกต่อไป ภายใต้ความเลือนลางนั้นยังแฝงไปด้วยความงามที่น่าทึ่ง
สวยงามมาก!
เมื่อเทียบกับภาพวาดบุคคลอันแข็งทื่อและแบนราบ ไม่เหมือนตัวจริงของบรรดานักวาดภาพชื่อดังที่เธอเคยเห็นมาก่อน มันราวกับเป็นคนละเรื่องเลย
ดูเอาเถอะ ใช้แค่ก้อนหินก้อนเดียวก็สามารถวาดภาพคนตายให้ออกมามีชีวิตชีวาได้
เก่งกาจจริงๆ!
(จบแล้ว)