เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: เฉินผิง นายเคยฝึกมางั้นเหรอ

บทที่ 15: เฉินผิง นายเคยฝึกมางั้นเหรอ

บทที่ 15: เฉินผิง นายเคยฝึกมางั้นเหรอ


"โอเค งั้นเรามาต่อกันเลย"

"อาจารย์เฉินผิง เป็นยังไงบ้างครับ"

"ผมพร้อมเสมอครับ"

การแสดงอันทรงพลังของเฉินผิงเมื่อครู่ ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งให้เฉินเฟยอวี่อินกับบทบาทเท่านั้น แต่ยังได้รับความเคารพจากทีมงานทุกคนในกองถ่ายอีกด้วย

เฉกเช่นเหล่านักแสดงรุ่นเก๋า แม้พวกเขาอาจไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตก ทว่าในกองถ่ายทุกคนต่างต้องให้ความเคารพและเรียกพวกเขาว่าอาจารย์

ทว่าเฉินผิงก็ไม่ได้วางมาดแต่อย่างใด เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "อย่าเรียกแบบนั้นเลยครับ ผมไม่ได้เป็นอาจารย์อะไรหรอก เรียกผมว่าเฉินผิงก็พอครับ"

"จะทำแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะครับ อาจารย์เฉินผิง การแสดงของเมื่อกี้มันยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ ครับ"

หลังจากการกล่าวคำเกรงใจกันไปมา การถ่ายทำฉากที่สองของวันก็เริ่มต้นขึ้น

สืบเนื่องจากฉากแรก ฉากที่สองคือตอนที่หนิงเชวียตกลงรับปากช่วยเหลือเฉาเสี่ยวซู่ เขาจึงสวมใส่อุปกรณ์ครบครันและเดินทางไปยังศาลาชุนเฟิงพร้อมกับเฉาเสี่ยวซู่

เวลานี้

ฝนยังคงตกหนัก

ขณะเดินอยู่ภายในตรอก เฉินผิงก็พูดขึ้น "ศาลาเล็กซอมซ่อหลังนั้น ก็คือศาลาชุนเฟิง"

เฉินเฟยอวี่: "ดูธรรมดาทั่วไปนี่นา"

เฉินผิง: "ใช่ แต่เวลานี้มีคนจำนวนมากอยู่รอบบริเวณนั้น กำลังรอคอยจังหวะลงมือ ด้านนู้นของศาลาก็คือบ้านข้า หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือ ตรอกที่สองตัดขวางศาลาชุนเฟิงฝั่งเมืองตะวันออก ข้าอาศัยอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เด็ก"

เฉินเฟยอวี่: "ดังนั้นพวกเขาถึงเรียกท่านว่าเหล่าเฉาแห่งศาลาชุนเฟิง"

เฉินผิง: "ศาลาชุนเฟิงคือสถานที่ที่ยากจนที่สุดในเมืองตะวันออก ผู้ที่อาศัยอยู่ล้วนเป็นพ่อค้าหาบเร่และคนใช้แรงงาน ทว่าข้าไม่เคยรังเกียจหรอกนะ"

เฉินเฟยอวี่: "ข้าชอบที่นี่นะ"

ตรอกอันทอดยาวถูกเดินจนสุดทางภายใต้บทสนทนาระหว่างเฉินผิงและเฉินเฟยอวี่

"ดี ดีมาก"

ยังคงเป็นเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้

ดีไม่ดีฉากนี้กลับถ่ายทำออกมาได้ดียิ่งกว่าเมื่อกี้เสียอีก

เฉินผิงยังคงแสดงให้เห็นถึงกลิ่นอายจอมยุทธ์ที่ทำให้ผู้คนต้องชื่นชมด้วยความทึ่งเช่นเดิม

ส่วนทางด้านเฉินเฟยอวี่เองก็สามารถอินกับบทบาทได้อย่างรวดเร็วภายใต้การส่งอารมณ์ของเฉินผิงเช่นกัน

และในเวลานี้ บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของทั้งสองคนก็ปรากฏคนสองกลุ่มเดินเข้ามา คนสองกลุ่มนี้ก็คือแก๊งในยุทธภพที่พวกเขาต้องจัดการในคืนนี้นั่นเอง

"คัต..."

การถ่ายทำฉากที่สองสิ้นสุดลง

ทว่าเวลานี้กลับไม่ได้มีการพักกอง เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้คือฉากสำคัญของค่ำคืนนี้ นั่นก็คือฉากต่อสู้ในตรอก

สำหรับฉากนี้ หยางหยางได้เตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี

ไม่ต้องพูดถึงสตั๊นต์แมน หรือนักแสดงสมทบเลย

เพียงแค่สมาชิกของทีมกำกับคิวบู๊ก็มีมากกว่ายี่สิบคนแล้ว

วันนี้หยางหยางต้องการนำเสนอฉากต่อสู้ในตรอกสุดคลาสสิกให้จงได้

ในเมื่อเป็นการต่อสู้ เห็นได้ชัดว่าจำเป็นต้องพึ่งพาผู้กำกับคิวบู๊

ไม่นานนัก ผู้กำกับคิวบู๊ก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินผิง เขาพูดไปพลางและสาธิตท่าทางไปพลาง "เดี๋ยวนายถือกระบี่แล้ววิ่งตรงไปข้างหน้า ตรงนี้ฉันจะเตรียมคนไว้สิบกว่าคน นายก็ฟันกระบี่ใส่พวกเขาไปเลย จากนั้นฝั่งตรงข้ามจะมีสตั๊นต์แมนคนหนึ่งตวัดกระบี่ใส่นาย นายก็ก้มหัวหลบ แล้วยกขาเตะขึ้นไปหนึ่งที... จากนั้นก็ทำท่าปัดป้องอีกสองสามครั้ง แล้วก็ตวัดเท้ากวาดลาน... อืม ท่าทางอาจจะซับซ้อนไปบ้าง แต่ไม่เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไป เรามาลองซ้อมกันดูสักพักก่อน"

ฉากต่อสู้ไม่เหมือนกับฉากสนทนา

ฉากสนทนาบางครั้งหากแสดงได้ดี เพียงไม่กี่นาทีก็ถ่ายทำเสร็จแล้ว

ทว่าฉากต่อสู้ ต่อให้จะราบรื่นแค่ไหน แต่แค่เพียงฉากสั้นๆ ไม่กี่ฉากก็อาจต้องใช้เวลาถ่ายทำนานหลายชั่วโมง

"ได้ครับ ผู้กำกับหม่า ผมจะลองดู"

ผู้กำกับคิวบู๊ของสยบฟ้าพิชิตปฐพีมีชื่อว่าหม่าเส้าหลง แม้จะไม่ได้โด่งดังเท่าผู้กำกับคิวบู๊ชื่อดังคนอื่น แต่เขาก็เคยกำกับคิวบู๊ให้ซีรีส์มาแล้วหลายเรื่อง

ชื่อเสียงในวงการก็ถือว่าดีมากทีเดียว

เฉินผิงตั้งใจจดจำท่าทางของหม่าเส้าหลง จากนั้นจึงถือกระบี่และพุ่งตัวไปข้างหน้า

ตามด้วยการฟันกระบี่ใส่อากาศอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง

จากนั้นก็ตวัดเท้าเตะขึ้นไป

เดิมทีท่าเตะนี้ หม่าเส้าหลงไม่ได้คาดหวังว่าเฉินผิงจะสามารถทำได้

เนื่องจากท่านี้เป็นการเตะเสยขึ้นไปด้านบน อีกทั้งยังต้องเตะให้ถึงตำแหน่งปลายคางของอีกฝ่าย

ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องเตะออกมาให้ดูมีความสวยงามในระดับหนึ่ง

ไม่เพียงแต่ต้องเตะให้ถึงตำแหน่งนี้เท่านั้น แต่ยังต้องเตะให้ดูเท่อีกด้วย

โดยทั่วไปแล้ว ในเวลาเช่นนี้มักจะพึ่งพาการโหนสลิง

ทว่าหม่าเส้าหลงนึกไม่ถึงเลยว่า

เขาเพียงแค่สาธิตท่าทางให้ดูแค่รอบเดียว เฉินผิงกลับสามารถทำตามได้อย่างสมบูรณ์แบบในทันที

สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักแสดงสมทบและสตั๊นต์แมนต่างอ้าปากค้าง แม้กระทั่งสมาชิกทีมกำกับคิวบู๊ทุกคนก็ยังไม่อยากจะเชื่อสายตา

"เฉินผิง นายเคยฝึกมางั้นเหรอ"

หม่าเส้าหลงทั้งตกตะลึงและดีใจ

ฉากต่อสู้มักจะถ่ายทำได้ยากเสมอ

โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน บางครั้งถ่ายทำไปทั้งวันก็อาจจะยังไม่ได้ท่าทางตามที่ต้องการ

ดังนั้น หลายๆ ครั้งพวกเขาจึงมักจะใช้นักแสดงแทน

ดีไม่ดี เวลานี้นักแสดงแทนก็มารอเตรียมพร้อมอยู่ภายในกองถ่ายแล้ว เพียงแค่รอเวลาเข้าฉากเท่านั้น

ทว่าใครจะไปคิดล่ะว่า

ฝีมือของเฉินผิงจะเก่งกาจถึงเพียงนี้

แบบนี้ยังจะต้องใช้นักแสดงแทนไปทำไมกัน

ต่อให้นักแสดงแทนมาถึง ก็คงไม่สามารถทำได้ถึงระดับของเฉินผิงหรอก

"ก็ไม่ได้ถือว่าเคยฝึกมาหรอกครับ แค่ปกติจะออกกำลังกายอยู่บ้างก็เท่านั้น"

เฉินผิงพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉยโดยไม่แสดงอาการหอบเหนื่อย

เขาจะบอกได้เหรอว่า นี่คือพรสวรรค์ที่ระบบมอบให้

การอัปเกรดพรสวรรค์ [จิตวิญญาณจอมยุทธ์] ไปหนึ่งแต้ม ไม่เพียงแต่ทำให้กลิ่นอายของเขายกระดับขึ้นอย่างมหาศาล ทว่ายังแถมพรสวรรค์ด้านท่าทางมาให้อีกด้วย

เรื่องนี้ทำให้เฉินผิงสามารถถ่ายทอดท่าทางของฉากต่อสู้เมื่อครู่ได้อย่างง่ายดาย

"ฮ่าๆ ถ่อมตัวไปได้ ร้ายไม่เบาเลยนะนายน่ะ"

หม่าเส้าหลงเกิดอาการตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย

เมื่อมีคนฝีมือระดับเฉินผิง ฉากต่อสู้ในวันนี้ก็คงถ่ายทำได้ง่ายขึ้นเยอะ

หยางหยางที่อยู่ด้านข้างก็เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเช่นกัน

ตอนที่เริ่มคัดเลือกนักแสดง เธอไม่ได้สังเกตเลยว่าเฉินผิงจะมีฝีมือเก่งกาจขนาดนี้

เมื่อพิจารณาในตอนนี้ เฉินผิงอายุยังน้อยแต่กลับมีฝีมือการแสดงยอดเยี่ยม อีกทั้งยังเล่นคิวบู๊ได้ดี อนาคตภายหน้าต้องก้าวไกลอย่างไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน

"ทุกท่าน เตรียมตัวพร้อมหรือยัง"

"เริ่มได้"

ในเมื่อเป็นฉากต่อสู้ เวลานี้ผู้กำกับหยางหยางจึงมอบหมายหน้าที่ส่วนใหญ่ให้หม่าเส้าหลงเป็นผู้จัดการ

เดิมทีฉากต่อสู้ที่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวกว่าครึ่งชั่วโมง ทว่าเฉินผิงกลับสร้างความประหลาดใจให้หม่าเส้าหลงด้วยการใช้เวลาเตรียมตัวเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

กลับกลายเป็นเหล่านักแสดงสมทบและสตั๊นต์แมนเสียอีกที่เป็นฝ่ายถ่วงแข้งถ่วงขา

การถ่ายทำในช่วงแรก เหล่านักแสดงสมทบและสตั๊นต์แมนยังไม่ทันได้ตอบสนอง เฉินผิงก็ฟันกระบี่ใส่พวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว

หม่าเส้าหลงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องให้เฉินผิงลดจังหวะความเร็วลงมาหน่อย ไม่อย่างนั้นนักแสดงสมทบเหล่านี้จะตามไม่ทัน

"ให้ตายเถอะ หมอนี่จะดุดันเกินไปแล้วมั้ง"

"พวกเราที่เป็นสตั๊นต์แมนยังตามความเร็วของเขาไม่ทันเลย"

"ตั้งสติให้ดี อย่าทำให้พวกเราต้องเสียหน้าล่ะ"

นักแสดงสมทบบางคนกลับไม่ได้รู้สึกอะไร

ยังไงซะนักแสดงสมทบก็ได้รับค่าจ้างแค่วันละร้อยกว่าหยวน จะแสดงได้ดีหรือไม่ดี ก็ไม่ค่อยมีนักแสดงสมทบคนไหนสนใจอยู่แล้ว

ทว่าสำหรับสตั๊นต์แมนเหล่านี้กลับไม่เหมือนกัน

แม้พวกเขาจะไม่คิดว่าฝีมือการแสดงของตัวเองยอดเยี่ยมอะไรนัก ทว่าพวกเขาก็มั่นใจว่าทักษะด้านคิวบู๊ของพวกเขานั้นเก่งกาจกว่าเหล่านักแสดงที่มีบทบาท

แต่ตอนนี้พวกเขากลับถูกเฉินผิงเอาชนะไปอย่างราบคาบ

"สวยงาม"

"เอาแบบนี้แหละ"

"คัต"

แม้ช่วงแรกจะตามจังหวะของเฉินผิงไม่ค่อยทันอยู่บ้าง ทว่าไม่นานก็สามารถปรับตัวได้

เรื่องนี้ทำให้การถ่ายทำฉากต่อสู้ทั้งหมดลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

"เฉินผิง อีกเดี๋ยวจะมีฉากปากระบี่นะ"

"นายถือกระบี่เล่มนี้แล้วปาออกไปข้างหน้าเลย"

ฉากต่อสู้ในวันนี้หม่าเส้าหลงกำกับได้อย่างสะใจเป็นที่สุด

เมื่อมีฝีมือระดับเฉินผิง ท่าทางอันซับซ้อนหลายท่าเฉินผิงก็สามารถถ่ายทำผ่านได้ในเทกเดียว

เดิมทีภายใต้การวางแผนของเขา ฉากต่อสู้ในตรอกของวันนี้ เขาต้องใช้เวลาถ่ายทำถึงสองคืน

เมื่อพิจารณาในตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึงสองคืน เพียงแค่คืนนี้คืนเดียวก็สามารถถ่ายทำได้เสร็จสิ้น

ดังนั้นหม่าเส้าหลงจึงยิ่งดูยิ่งชื่นชอบในตัวเฉินผิง

"ผู้กำกับหม่า ต้องปาแบบไหนครับ"

"ก็ทำแบบฉันนี่แหละ ตวัดปาไปด้านหลัง... ท่าทางต้องรวดเร็ว และต้องดูเท่ด้วย"

"อืม ต้องปาไปไกลแค่ไหนครับ"

"ออกแรงให้เต็มที่ ปาไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย"

"ได้ครับ..."

เฉินผิงเข้าใจแล้ว

"เตรียมตัวพร้อมหรือยัง"

"โอเคครับ"

"เริ่มได้"

สิ้นเสียงสับสเลต

เฉินผิงกำกระบี่แน่น ก่อนจะออกแรงตวัดปาไปด้านหลังอย่างสุดกำลัง

เขาทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

ได้ยินเพียงเสียง "ฟุบ" ดังขึ้น...

ท่าปากระบี่นี้ทั้งดูเท่และรวดเร็วมาก... หม่าเส้าหลงตะโกนสั่งคัต

"ดี..."

"ใช้ได้แล้ว"

"เฉินผิงนายเหนื่อยแย่เลย พักสักหน่อยเถอะ แต่ว่าช่วงหลังยังมีฉากต่อสู้อีกฉากนะ..."

"จริงสิ อีกเดี๋ยวต้องโหนสลิง นายต้องทำแบบนี้... เอ๊ะ กระบี่ กระบี่ของนายไปไหนแล้วล่ะ"

หม่าเส้าหลงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนเสียงดัง "ทำไมไม่รีบไปหยิบกระบี่ของเฉินผิงมาล่ะ"

"เอ่อ ผู้กำกับหม่า กระบี่ กระบี่หายไปแล้วครับ"

ผู้ช่วยวิ่งเข้ามาหาหม่าเส้าหลงและพูดด้วยท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย

"หายไปแล้ว?"

"เมื่อกี้เฉินผิงไม่ได้ปาไปข้างหน้าหรอกเหรอ"

"ใช่ครับ... ผู้กำกับหม่า แต่พวกเราลองหาดูด้านหน้าแล้ว ไม่เจอเลยครับ"

"พวกนาย..."

หม่าเส้าหลงโมโหจนแทบกระอักเลือด "กระบี่แค่เล่มเดียวยังหาไม่เจอ"

แน่นอน

หากเป็นเพียงกระบี่ธรรมดา ก็สามารถไปหยิบจากฝ่ายพรอปมาได้อีกเล่ม ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

แต่ปัญหาคือบทเฉาเสี่ยวซู่ที่เฉินผิงได้รับไม่ใช่บทธรรมดาทั่วไป ดังนั้นกระบี่ของเขาจึงเป็นของที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ

เฉกเช่นเดียวกับร่มสีดำคันใหญ่ของพระเอกที่ถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษเช่นกัน

หากสูญหายไป ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาทำกระบี่แบบนั้นมาจากที่ไหนอีก

"ผู้กำกับหม่า คุณอย่าเพิ่งร้อนใจไป พวกเรากำลังค้นหากันอยู่ อีกไม่นาน อีกไม่นานต้องหาเจอแน่ครับ"

ด้วยความกลัวว่าหม่าเส้าหลงจะโกรธ ผู้ช่วยจึงเรียกสมาชิกทีมกำกับคิวบู๊ทุกคน รวมถึงเหล่านักแสดงสมทบให้ไปช่วยกันค้นหา

ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุด...

ด้านหน้าก็มีข่าวแจ้งมา

เจอกระบี่แล้ว

ทว่าสำหรับตอนนี้ยังไม่สามารถนำกระบี่ลงมาได้

เนื่องจากเวลานี้กระบี่เล่มนั้นดันไปปักอยู่บนคานของหลังคาเรือนที่อยู่ห่างออกไปกว่าห้าสิบเมตรนั่นเอง

จบบทที่ บทที่ 15: เฉินผิง นายเคยฝึกมางั้นเหรอ

คัดลอกลิงก์แล้ว