- หน้าแรก
- ตัวประกอบขอเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 14: เรียกพี่สักคำ นายไม่เสียเปรียบหรอก
บทที่ 14: เรียกพี่สักคำ นายไม่เสียเปรียบหรอก
บทที่ 14: เรียกพี่สักคำ นายไม่เสียเปรียบหรอก
"เฉินผิง ฉากตอนกลางคืนนายเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว"
"ผู้กำกับหยาง คุณหมายถึงฉากสนทนาหรือฉากต่อสู้ครับ"
"ทั้งสองอย่างนั่นแหละ"
"ผมไม่มีปัญหาครับ"
ฉากในคืนนี้คือฉากที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่เริ่มถ่ายทำสยบฟ้าพิชิตปฐพีเป็นต้นมา
ในขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในฉากที่มีผู้เข้าฉากมากที่สุดและมีความยากในการถ่ายทำมากที่สุดอีกด้วย
หยางหยางให้ความสำคัญกับฉากนี้เป็นอย่างมาก
นักแสดงคนอื่นที่กำลังพักผ่อนอยู่ต่างก็สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดของกองถ่าย จึงพากันละทิ้งเวลาพักผ่อนและทยอยกันมาที่กองถ่าย
เวลานี้
ทุกฝ่ายต่างเตรียมความพร้อมเรียบร้อย
หยางหยางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินผิง "ฉากนี้สำคัญมาก ไม่เพียงแต่สำหรับซีรีส์ทั้งเรื่องเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็สำคัญกับนายมากด้วย"
"ผู้กำกับหยาง ผมทราบครับ"
"ดี เรื่องอื่นฉันจะไม่พูดอะไรให้มากความแล้ว ฉันเชื่อมั่นในฝีมือการแสดงของนาย"
หยางหยางตบไหล่เฉินผิงเบาๆ สองที ก่อนจะเดินกลับไปยังโต๊ะของทีมผู้กำกับ
"ฉีดน้ำให้เยอะกว่านี้อีก"
"ฝ่ายพรอปตรงนั้นเตรียมพร้อมหรือยัง"
"นักแสดงทุกคน นักแสดงสมทบ สตั๊นต์แมน สแตนด์บายประจำที่..."
"ดี โอเค"
"หนึ่ง สอง สาม... เริ่มได้"
ฉากนี้เป็นตอนที่เฉาเสี่ยวซู่มาขอให้หนิงเชวียช่วยฆ่าคน
ยามดึกสงัด ฝนตกหนัก
เฉาเสี่ยวซู่ที่รับบทโดยเฉินผิงมือซ้ายกางร่ม มือขวากอดกระบี่ เดินมาที่ร้านของหนิงเชวีย
เวลานี้หนิงเชวียและนางเอกอย่างซางซางกำลังนั่งกินบะหมี่อยู่
[เฉินผิง: "หอมจังเลย"
หนิงเชวีย: "กินอยู่ทุกวัน ต่อให้เป็นบะหมี่ที่หอมแค่ไหนมันก็เท่านั้นแหละ"]
เฉินผิง: "ข้ายังไม่เคยกินเลยนี่นา"
หนิงเชวีย: "ถึงท่านจะยกเว้นค่าเช่าให้ข้าสามเดือน แต่ข้าก็ไม่ได้คิดจะเลี้ยงบะหมี่ท่านหรอกนะ"]
เฉินผิงและเฉินเฟยอวี่ผลัดกันถามตอบคนละประโยค
แตกต่างจากการปรากฏตัวของเฉินผิงก่อนหน้านี้
เวลานี้บทพูดของเฉินผิงไม่ได้โดดเด่นสะดุดหูในคราวเดียวเหมือนเมื่อก่อน ทว่ากลับกลายเป็นความไพเราะน่าฟัง
ต่อให้เป็นเพียงบทสนทนาธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อได้ฟังก็ยังให้ความรู้สึกมีเสน่ห์ดึงดูดใจเหลือเกิน
นี่คือผลลัพธ์จากการแสดงอานุภาพของพรสวรรค์ด้านการใช้เสียงของเฉินผิงในหัวข้อ [ซาบซึ้งกินใจ]
ภายใต้บทพูดของเฉินผิง บทสนทนาของทั้งสองคนสามารถสร้างภาพจินตนาการได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังดึงอารมณ์ให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
"ดี"
หยางหยางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง
ก่อนหน้านี้เธอเอาแต่ครุ่นคิดหาวิธีที่จะทำให้เฉินเฟยอวี่อินกับบทบาท ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมีเพียงน้อยนิด
ถึงขนาดไปเชิญจินซื่อเจี๋ยออกมาแล้ว ก็ยังไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก
นึกไม่ถึงเลยว่า เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคของเฉินผิง กลับสามารถชักนำเข้าสู่สถานการณ์อันยอดเยี่ยมได้อย่างแนบเนียน
เฉินผิงไม่ได้โกรธเคืองกับคำตอบที่ดูไร้เหตุผลของเฉินเฟยอวี่ เขาเพียงแค่เดินเข้าไปในร้านของหนิงเชวียด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งสายลมพัดผ่าน
เมื่อมองดูตัวอักษรที่หนิงเชวียเขียน เฉินผิงก็พูดขึ้น "ข้าชอบตัวอักษรที่เจ้าเขียนนะ"
"ข้าก็ชอบ"
"เขียนได้ดี"
"เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว"
"รังสีอำมหิตบนตัวอักษรช่างเต็มเปี่ยม ข้าแทบไม่เคยเห็นใครมีรังสีอำมหิตเปี่ยมล้นไร้สิ่งกีดขวางถึงเพียงนี้"
"ขอบคุณที่ชม"
เวลานี้เฉินเฟยอวี่ก็รู้สึกมหัศจรรย์ใจอยู่ไม่น้อย
เขานึกไม่ถึงเลยว่าการต่อบทกับเฉินผิงในวันนี้ จะสามารถดำเนินไปได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติขนาดนี้
คล้ายกับว่าทั้งสองคนไม่ได้กำลังเข้าฉาก แต่กำลังยืนคุยกันตามปกติมากกว่า
เฉินผิงมองออกไปนอกร้าน "ข้ากำลังรอให้ฝนหยุด และกำลังรอคนอยู่สองสามคน"
เฉินเฟยอวี่รับช่วงบทสนทนาต่ออย่างเป็นธรรมชาติ "เวลาฝนตก ฝนก็ไม่มีทางหยุด เวลารอคน คนก็ไม่มีทางมา"
เฉินผิงไม่ได้มองเฉินเฟยอวี่ แผ่นหลังพิงอยู่กับประตูร้าน แววตาคล้ายกำลังหวนรำลึกถึงอดีต "คนไม่มา ย่อมต้องมีเหตุผลที่ไม่มา"
"แล้วท่านไม่ไปตามหาพวกเขาล่ะ มาทำอะไรที่ร้านข้า"
"ข้ามีพี่น้องอยู่คนหนึ่ง เขาไว้ใจข้ามาก แต่น่าเสียดายที่เขาถูกฆ่าตายไปแล้ว..."
ฉากนี้แสดงออกมาได้ลื่นไหลสบายตาเป็นอย่างมาก
ไม่ใช่แค่เฉินเฟยอวี่ที่รู้สึกผ่อนคลาย แม้แต่ผู้กำกับหยางหยางเองก็รู้สึกสบายใจมากเช่นกัน
แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ผู้กำกับที่รู้สึกผ่อนคลาย
นักแสดงคนอื่นที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ ก็รู้สึกเพลิดเพลินเจริญตามากเช่นกัน
ภาพที่เห็นไม่เหมือนกับการถ่ายละครในกองถ่ายเลยสักนิด เมื่อมองดูแล้ว ช่างเหมือนกับการนั่งดูภาพยนตร์อยู่ก็ไม่ปาน
ส่วนนักแสดงรุ่นเก๋าอย่างจินซื่อเจี๋ยและหนีต้าหงนั้น เวลานี้ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกคันไม้คันมือ
"เจ้าหนุ่มนี่เก่งกาจมาก"
"ใช่แล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินเฟยอวี่จะถูกดึงให้อินกับบทบาทภายใต้การชักนำของเขาได้"
"นั่นสิ... ฮ่าๆๆ ก่อนหน้านี้ฉันยังคิดจะช่วยชี้แนะเฉินเฟยอวี่อยู่เลย นึกไม่ถึงเลยว่าจะเข็นไม่ขึ้น"
จินซื่อเจี๋ยยืนดูด้วยความตื่นเต้น
เพียงแต่ยิ่งดู จินซื่อเจี๋ยก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย
ทำไมเขาถึงไม่ได้มีฉากประชันฝีมือกับเฉินผิงบ้างนะ
ถ้ามีล่ะก็... ต้องสะใจมากแน่ๆ
"ข้าชื่อหนิงเชวีย"
เวลาผ่านไปหลายนาที โดยไม่มีการหยุดชะงักใดๆ
ผู้กำกับเองก็ไม่ได้สั่งคัต
ทั้งสองคนจึงทำการแสดงต่อไป
ข้อตกลงระหว่างเฉาเสี่ยวซู่และหนิงเชวียสำเร็จลุล่วง บางทีอาจเป็นเพราะรู้สึกว่าเฉาเสี่ยวซู่เป็นคนที่พึ่งพาได้ หนิงเชวียจึงยอมบอกชื่อแซ่ของตน
เฉินผิงจึงตอบกลับเช่นกัน "ข้าชื่อเฉาเสี่ยวซู่ ในยุทธภพเรียกข้าว่าเหล่าเฉาแห่งศาลาชุนเฟิง เจ้าจะเรียกข้าว่าพี่รองเฉาก็ได้"
"ท่านก็คือหัวหน้าพรรคปลาทองงั้นเหรอ"
"เรียกพี่สักคำ เจ้าไม่เสียเปรียบหรอก แล้วก็... พวกเราคือแก๊งอวี๋หลง ไม่ใช่พรรคปลาทอง"
"หัวหน้าพรรคที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าช่างถ่อมตัวถึงเพียงนี้ เกิดเป็นคนจะทำตัวเสแสร้งเกินไปไม่ได้หรอกนะ จริงหรือไม่ล่ะ เฉาเสี่ยวซู่"
"เจ้าไปเตรียมตัวสักหน่อยเถอะ ข้าจะไปกินบะหมี่ฝั่งตรงข้ามสักชาม"
เฉินผิงยิ้ม ในมือถือร่ม ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินจากไป
และในเวลานี้เอง ในที่สุดหยางหยางก็ตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง "คัต..."
คำว่าคัตนี้ไม่ได้หมายความว่ามีจุดไหนเกิดข้อผิดพลาดหรือ NG
*NG เป็นศัพท์ในวงการถ่ายทำ ย่อมาจาก No Good หรือแปลว่าฉากที่ใช้งานไม่ได้
แต่หมายถึงฉากตรงหน้านี้ได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
"ยอดเยี่ยมมาก"
หยางหยางตบโต๊ะฉาดใหญ่ เธอพอใจกับฉากเมื่อครู่นี้มากเหลือเกิน
แม้เฉินผิงจะไม่ได้โดดเด่นสะดุดตาเหมือนเมื่อก่อน และไม่ได้เผยความเฉียบขาดข่มฉีซื่อเหมือนอย่างที่ผ่านมา
ทว่ามาดจอมยุทธ์ที่เฉินผิงเผยให้เห็นในเวลานี้ กลับยกระดับสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
เวลานี้ต่อให้เป็นตัวเอกอย่างเฉินเฟยอวี่ ก็ยังถูกเฉินผิงกลบเสียมิด
แต่ทว่า
หยางหยางกลับไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ดีตรงไหน
ฉากในวันนี้เฉินผิงต่างหากที่เป็นตัวเอก เขาจำเป็นต้องมีสง่าราศีเช่นนี้ถึงจะถูก
"เมื่อกี้ถ่ายทำได้ไม่เลว พักกันสักหน่อยเถอะ"
"เฟยอวี่ วันนี้นายแสดงได้ดีมาก"
"แต่เดี๋ยวจะเป็นฉากต่อสู้แล้ว นายต้องทนให้ไหวนะ"
ผู้ช่วยผู้กำกับจางจิ่วพูดกับเฉินเฟยอวี่
ทว่าเฉินเฟยอวี่ดูเหมือนจะยังคงอินอยู่ เขาจึงรีบพูดขึ้น "ถ่ายทำเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ อาติง งั้นพวกเราไม่ต้องพักแล้ว ถ่ายทำกันต่อเลยดีกว่า"
ถึงแม้เมื่อครู่จะร่ายบทพูดไปยาวเหยียด แต่เขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด
ไม่เพียงไม่รู้สึกเหนื่อย แต่กลับรู้สึกยังไม่หนำใจเสียด้วยซ้ำ
เขายังอยากจะดึงตัวเฉินผิงมา เพื่อถ่ายทำฉากที่ยังเหลืออยู่ให้เสร็จสิ้น
ทว่าจางจิ่วกลับหัวเราะ "เฟยอวี่ นายไม่อยากพัก แต่อาจารย์เฉินผิงก็ต้องพักนะ"
การแสดงของเฉินผิงเมื่อครู่ ได้รับเสียงชื่นชมจากทุกคนในกองอย่างล้นหลาม
ต่อให้เป็นถึงผู้ช่วยผู้กำกับอย่างจางจิ่ว เวลานี้ก็ยังต้องยกย่องเรียกเฉินผิงว่าอาจารย์เฉินผิงเลย
การได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ มีเพียงนักแสดงรุ่นเก๋าเท่านั้นถึงจะได้รับ
"ใช่ๆๆ เมื่อกี้อาจารย์เฉินผิงเหนื่อยแย่เลย"
เฉินเฟยอวี่เองก็เป็นคนหัวไว
เขาย่อมรู้ดีว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
การที่เขาสามารถอินกับบทบาทได้อย่างรวดเร็วเมื่อครู่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝีมือการแสดงของเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่เป็นเพราะเฉินผิงเป็นคนช่วยส่งอารมณ์ให้เขาต่างหาก
"อาจารย์เฉินผิงเหนื่อยแย่เลย ดื่มน้ำสักหน่อยนะครับ"
เฉินเฟยอวี่ลงมือรินน้ำให้เฉินผิงด้วยตัวเอง
เรื่องนี้ทำให้เฉินผิงถึงกับทนไม่ไหวจนต้องร้องท้วง "อาจารย์อะไรกัน เรียกซะกันดูแก่เชียว ฉันก็แก่อายุมากกว่านายแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง"
"ถ้างั้น..."
เฉินเฟยอวี่กลอกตาไปมาเล็กน้อย "พี่ชาย"
คำว่าพี่ชายคำนี้ช่างเรียกออกมาได้อย่างลื่นไหลไร้ที่ติ
ต้องรู้ไว้ก่อนว่าในบทพูดเมื่อครู่ เฉินผิงเพิ่งจะพูดประโยคหนึ่งออกไปว่า "เรียกพี่สักคำ เจ้าไม่เสียเปรียบหรอก"
นึกไม่ถึงเลยว่าในซีรีส์หนิงเชวียจะไม่ได้เรียกเฉาเสี่ยวซู่ว่าพี่ชาย
ทว่าตัวเอกในชีวิตจริงอย่างเฉินเฟยอวี่ กลับยอมเรียกพี่ชายออกมาเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำเอานักแสดงคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
"นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย"
"พี่ชาย"
ตกลงแล้วเฉินผิงกับเฉินเฟยอวี่มีความสัมพันธ์ยังไงกันแน่