- หน้าแรก
- ตัวประกอบขอเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 1: อาจจะเป็นพรสวรรค์ละมั้ง
บทที่ 1: อาจจะเป็นพรสวรรค์ละมั้ง
บทที่ 1: อาจจะเป็นพรสวรรค์ละมั้ง
"เวลาสอบของสมาคมคือสิบโมงเช้าวันที่ 1 มิถุนายน ณ ชั้นสามของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิง..."
ในอีเมลนั้น เฉินผิงได้รับแจ้งเตือนเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกนักแสดง
เฉินผิงจัดเตรียมสัมภาระจนเรียบร้อย เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงในเช้าวันพรุ่งนี้
จะว่าไปแล้ว การสอบคัดเลือกนักแสดงถือเป็นจุดเด่นสำคัญของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงเลยทีเดียว
ทางสมาคมได้จัดการสอบนี้ขึ้นเพื่อมอบโอกาสให้แก่นักแสดงทุกคน
การสอบของที่นี่แตกต่างจากสถาบันอื่นตรงที่สถาบันเหล่านั้นรับเฉพาะนักศึกษาที่เรียนมาตรงสายเท่านั้น
ทว่าการสอบของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงไม่สนเบื้องหลัง ไม่จำกัดอายุ และไม่เกี่ยงสถาบันที่จบมา... ใครหน้าไหนก็สามารถสมัครเข้าร่วมการสอบได้ทั้งนั้น
หากสอบผ่าน จะได้รับใบรับรองคุณสมบัตินักแสดงที่ออกโดยเมืองเหิงเฉิง
ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิง ใบรับรองนี้จึงมีมูลค่าและเป็นที่ยอมรับสูงมาก
ด้วยเหตุนี้เอง การสอบของสมาคมจึงดึงดูดบุคลากรในวงการบันเทิงจำนวนนับไม่ถ้วน รวมถึงนักแสดงสมทบอีกหลายแสนคน
แต่น่าเสียดาย
ถึงแม้การสอบนี้จะเปิดรับทุกคน ทว่ากลับมีเกณฑ์การตัดสินที่เข้มงวดมาก
อย่าว่าแต่นักแสดงสมทบเลย แม้แต่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชื่อดัง หรือกระทั่งดารามีชื่อเสียงบางคน ยังไม่แน่ว่าจะสอบผ่าน
เฉินผิงคือหนึ่งในนักแสดงสมทบเหล่านั้น
ก่อนหน้านี้เขาผ่านการสอบข้อเขียนมาแล้ว และตอนนี้กำลังเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด
สำหรับการสอบครั้งนี้ เฉินผิงพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม
เพราะเขาได้รับระบบนักแสดงมาครอบครอง
แถมยังเปิดใช้งานฟังก์ชันหนึ่งในระบบที่มีชื่อว่า 'โอเวอร์คล็อก'
สิ่งที่เรียกว่าโอเวอร์คล็อกนั้นคล้ายคลึงกับการโอเวอร์คล็อกคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มหาศาล
เมื่อเปิดใช้งานโอเวอร์คล็อกในระบบนักแสดง เขาจะกลายร่างเป็นนักแสดงมากความสามารถ พร้อมทั้งผลาญค่าความนิยมหนึ่งพันแต้มทุกสิบนาทีเพื่อทำการ... โชว์เทพ
...
...
วันรุ่งขึ้น เฉินผิงตื่นแต่เช้าตรู่
พอทานอาหารเช้าเสร็จ เขามุ่งหน้าไปยังชั้นสามของสมาคมนักแสดงทันที
เวลานี้ พื้นที่บนชั้นสามเนืองแน่นไปด้วยผู้เข้าสอบจากทั่วประเทศ
เฉินผิงมองหาที่นั่งแต่ไม่พบ จึงเดินไปหาที่ว่างเพื่อยืนรอ
"นี่นาย มาสอบเหมือนกันใช่ไหม?"
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู เมื่อหันไปมอง เฉินผิงก็พบผู้เข้าสอบหน้าตาค่อนข้างดีคนหนึ่งกำลังทักทายตนอยู่
เขาพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
"ฉันก็มาสอบเหมือนกัน ให้ตายเถอะ การสอบของสมาคมเหิงเฉิงยากชะมัด ฉันจบจากสถาบันการละครเซี่ยงไฮ้ สอบมาสองรอบแล้วยังไม่ผ่านเลย"
"จบจากสถาบันเซี่ยงไฮ้แล้วจะมาสอบทำไมอีกล่ะ พวกนายมีทั้งทรัพยากรและเส้นสายมากมายขนาดนั้น"
"มีทรัพยากรน่ะดีแน่ แต่นายคงรู้ดี ใบรับรองของเหิงเฉิงเทียบเท่ากับใบปริญญาของพวกเรา ดีไม่ดีอาจจะมีค่ามากกว่าใบปริญญาเสียอีก แม้พวกเราไม่จำเป็นต้องสอบ แต่ถ้าสอบติด มันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือการแสดงของเราในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาในอนาคต"
"นั่นสินะ"
"จริงสิ ยังไม่ได้ถามเลยว่านายจบจากสถาบันไหน?"
"ฉันน่ะเหรอ... ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยอะไรหรอก เป็นแค่นักแสดงสมทบที่เร่ร่อนอยู่ในเหิงเฉิงน่ะ"
เฉินผิงตอบไปตามความจริง โดยไม่รู้สึกว่าการเป็นนักแสดงสมทบนั้นเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด
เพียงแต่เขาไม่ได้คิดอะไรมากนัก
ทว่าพอได้ยินคำว่านักแสดงสมทบ ชายหนุ่มข้างกายกลับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่วนแล้วเดินผละจากไป
จากนั้นไม่นาน เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากบริเวณไม่ไกลนักก็ดังแว่วมา
"ฮ่าฮ่าฮ่า พวกนายเห็นไหม รู้หรือเปล่าว่าหมอนั่นที่อยู่ตรงหน้าคือใคร?"
"นักแสดงสมทบไงล่ะ เป็นแค่ตัวประกอบเดินผ่านฉากเท่านั้นแหละ"
"ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน เป็นแค่นักแสดงสมทบแท้ๆ ยังจะกล้ามาสอบ"
"เขาไม่รู้หรือไงว่าในบรรดานักแสดงสมทบทั้งหมด คนที่สอบผ่านสามารถนับนิ้วได้เลยน่ะ?"
"จริงสิ เดี๋ยวพวกเรามารอดูกันว่าสอบเสร็จเขาจะได้สักกี่คะแนน"
"คงไม่ใช่ศูนย์คะแนนหรอกมั้ง"
"อย่าพูดแบบนั้นสิ ถึงยังไงเขาก็เป็นนักแสดงสมทบ อย่างน้อยก็ต้องมีฝีมือการแสดงอยู่บ้างแหละน่า"
"ใช่เลย... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
...
สิบโมงตรง การสอบคัดเลือกนักแสดงของสมาคมเหิงเฉิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้เข้าสอบที่มีหมายเลขคิวแรกเริ่มทยอยเข้าห้องสอบตามลำดับ
ทว่าเมื่อมองดูผู้เข้าสอบที่เดินออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว ผู้คนที่รออยู่ต่างก็รู้สึกใจคอไม่ดี
"ให้ตายสิ สอบตกสิบคนติดกันแล้วนะเนี่ย"
"นี่จะเข้มงวดเกินไปแล้วมั้ง"
"นั่นน่ะสิ... คนเมื่อกี้ฉันจำได้ เขามาจากสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งเชียวนะ"
"เป็นไปไม่ได้น่า ขนาดคนจบจากสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งยังไม่ผ่าน แล้วพวกเราจะไปเหลือความหวังอะไรอีกล่ะ?"
ผู้คนรอบข้างต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ แต่เฉินผิงกลับไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดเหล่านั้นแม้แต่น้อย
สิบเอ็ดโมง ถึงคิวของเฉินผิงต้องเข้าห้องสอบ
"สวัสดีครับคณะกรรมการทุกท่าน ผมคือผู้เข้าสอบหมายเลข 128 ชื่อเฉินผิง มาจากเหิงเฉิง เป็นนักแสดงสมทบครับ..."
เบื้องหน้าของเขามีคณะกรรมการคุมสอบนั่งอยู่ห้าท่าน เมื่อชายหนุ่มแนะนำตัวจบ กรรมการทั้งห้าต่างแสดงอาการประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
ต้องเข้าใจก่อนว่า
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่มีนักแสดงสมทบคนไหนมาสมัครสอบคัดเลือกเลย
ไม่ใช่ว่าไม่อยากสมัคร แต่สมัครไปก็ไร้ประโยชน์
ขนาดนักศึกษาจากสถาบันศิลปะโดยตรงยังสอบไม่ผ่านกันเป็นเบือ โอกาสที่นักแสดงสมทบธรรมดาจะสอบผ่านจึงมีค่าแทบจะเท่ากับการถูกลอตเตอรี่
ทว่าแม้จะประหลาดใจ แต่นักแสดงสมทบก็สามารถสมัครสอบได้เช่นกัน ทางสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงนั้นปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม
"สวัสดีคุณเฉินผิง นี่คือบทความร้อยแก้วหนึ่งบท ตอนนี้จะให้เวลาคุณเตรียมตัวห้านาที หลังจากครบกำหนดห้านาที ขอให้อ่านออกเสียงบทความนี้ด้วยภาษาจีนกลาง"
การสอบรอบแรกเป็นการทดสอบทักษะด้านบทพูดของนักแสดง
เฉินผิงรับบทความนั้นมา กวาดสายตามองเพียงปราดเดียว แล้วพยักหน้าทันที "อาจารย์ครับ ผมเตรียมตัวพร้อมแล้ว"
"พร้อมแล้วงั้นเหรอ?"
"คุณแน่ใจนะ?"
หัวหน้าคณะกรรมการ 'หลี่ปั๋ว' แสดงท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย
เมื่อครู่ตอนที่ได้ยินเฉินผิงแนะนำตัวว่าเป็นนักแสดงสมทบ หลี่ปั๋วยังแอบชื่นชมในใจว่าชายหนุ่มคนนี้มีความมุ่งมั่น
นักแสดงสมทบคนอื่นไม่กล้ามาสอบ แต่เขากลับกล้ามา ถึงแม้จะสอบไม่ผ่าน ทว่าความมุ่งมั่นนี้นับว่าหาได้ยากนัก
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า พอถึงเวลาสอบจริง เขากลับไม่แม้แต่จะอ่านโจทย์ หรือแค่มองผ่านตาเพียงแวบเดียวแล้วจะเริ่มสอบเลย
ถึงแม้นี่จะเป็นการสอบบทพูด ซึ่งเป็นเพียงการอ่านออกเสียง ทว่าหากไม่มีการเตรียมตัวเลย จะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ลงไปในถ้อยคำที่อ่านได้อย่างไร
หมอนี่คงไม่ได้คิดว่าการอ่านออกเสียงคือการอ่านแบบเรียบเฉยไร้อารมณ์หรอกนะ
"แน่ใจครับ"
เฉินผิงพยักหน้าด้วยความจริงจัง
อันที่จริง เมื่อครู่เขาเพียงแค่กวาดสายตามองผ่าน แต่สามารถจดจำบทความทั้งมวลไว้ในหัวได้อย่างแม่นยำ
"เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นคุณเริ่มได้เลย"
หลี่ปั๋วหมดหนทาง เขาตักเตือนเฉินผิงไปแล้ว
ในเมื่อตัวเฉินผิงเองไม่รู้จักเห็นคุณค่าของโอกาส เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมเถอะ
[ยามบ่ายของฤดูหนาวอันแสนอบอุ่น ฉันกำลังเดินเล่นอยู่ในวิทยาเขต ทันใดนั้นกลิ่นหอมระรื่นลอยมาเตะจมูก...]
เฉินผิงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงอันไพเราะดังก้องกังวาน...
เพียงแค่เริ่มเปล่งเสียง คณะกรรมการทั้งห้าถึงกับรู้สึกสดชื่นสบายหูราวกับได้เปิดโลกใบใหม่
ทักษะการอ่านออกเสียงนับว่ายอดเยี่ยม ไม่เหมือนกับนักแสดงสมทบเลยสักนิด กลับคล้ายคลึงกับนักเรียนหัวกะทิจากสาขาวิชาการกระจายเสียงเสียมากกว่า
คงมีเพียงนักเรียนระดับหัวกะทิจากสาขาวิชาการกระจายเสียงเท่านั้น ที่สามารถอ่านออกเสียงได้ชัดเจนและถูกต้องตามอักขระวิธีเช่นนี้
ทว่าการอ่านของเฉินผิงไม่ได้มีดีแค่ออกเสียงชัดเจนถูกต้องเท่านั้น
หากการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องไร้ซึ่งการถ่ายทอดอารมณ์ มันคงไม่ต่างอะไรกับการอ่านข่าว
เฉินผิงไม่เพียงแต่ออกเสียงคำได้อย่างแม่นยำ ทว่าในทุกถ้อยคำกลับแฝงไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้ง
มีอยู่ช่วงหนึ่ง หลี่ปั๋วถึงกับหลงคิดไปว่าบทความนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเฉินผิงเอง
หากไม่แล้ว จะสามารถบรรจุอารมณ์ความรู้สึกอันเปี่ยมล้นลงไปในน้ำเสียงได้อย่างไรกัน
"หมอนี่ มีฝีมือไม่เบาแฮะ"
"เอ๊ะ..."
"ทำไมเขาถึงไม่อ่านจากกระดาษล่ะ"
เมื่อเห็นเฉินผิงวางกระดาษบทความไว้ด้านข้าง โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองกระดาษเลย คณะกรรมการทั้งห้าต่างตกตะลึง
"นี่เขาท่องจำได้หมดแล้วงั้นเหรอ?"
"เป็นไปไม่ได้มั้ง"
"เมื่อกี้เขาแค่มองผ่านรอบเดียว จำได้หมดเลยเนี่ยนะ?"
หัวหน้าคณะกรรมการหลี่ปั๋วแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
หากบทความนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาสุ่มเลือกมาเมื่อเช้า เขาคงคิดว่าเฉินผิงเคยอ่านบทความร้อยแก้วนี้มานานแล้ว
"ยอดเยี่ยมมาก"
หลังจากอ่านบทความร้อยแก้วจบลง หัวหน้าคณะกรรมการพยักหน้ายอมรับ
การแสดงออกของเฉินผิงนั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ทว่าหัวหน้าคณะกรรมการยังคงมีความคลางแคลงใจอยู่บ้าง จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "คุณเฉินผิง ฉันขอถามหน่อย คุณเคยอ่านบทความนี้มาก่อนหน้านี้หรือเปล่า?"
"ไม่เคยครับ"
"ไม่เคยแล้วคุณท่องจำได้ยังไงกัน?"
"อาจจะเป็นเพราะผมมีความจำค่อนข้างดีกระมังครับ"
ทว่าคำตอบเช่นนี้กลับทำให้หัวหน้าคณะกรรมการไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไรนัก
เขายังคงจมอยู่กับความคิดที่ว่า เฉินผิงสามารถท่องจำบทความได้เพียงแค่มองปราดเดียวได้อย่างไร?
"อะไรกันล่ะเนี่ย กรรมการคนนี้เป็นอะไรไป ไม่คิดว่าคนเขาจะเป็นอัจฉริยะบ้างเลยหรือไง?"
เมื่อเห็นสีหน้าของหัวหน้าคณะกรรมการ เฉินผิงเริ่มแอบบ่นอุบอิบในใจ
ก็แค่เปิดใช้งานระบบโกงนิดหน่อย จำเป็นต้องไม่เชื่อกันขนาดนี้เลยเหรอ?
ในโทรทัศน์หรือในนิยาย ทักษะความจำระดับมองผ่านตาแล้วจำได้ไม่ลืมแบบนี้ มันไม่ใช่ทักษะที่เทพทรูอะไรขนาดนั้นเสียหน่อย ใครเขาก็สามารถทำกันได้ทั้งนั้นแหละ
เพียงแต่การสอบครั้งนี้สำหรับเฉินผิงแล้ว มันสำคัญมาก สำคัญจนล้นเหลือ
ในเมื่อไม่เชื่อ งั้นต้องจัดของแรงให้อีกสักดอก
หลังจากครุ่นคิด เฉินผิงก็กล่าวขึ้นว่า "อาจารย์ครับ ความจริงแล้วผมสามารถท่องย้อนกลับได้ด้วยนะครับ"
"คุณท่องย้อนกลับได้ด้วยเหรอ?"
"ใช่ครับ"
"ฉันชักอยากจะฟังแล้วสิว่าการท่องย้อนกลับเป็นอย่างไร"
สำนวนที่ว่า 'ท่องย้อนกลับได้ไหลลื่น' ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถท่องถอยหลังได้จริง ทว่าเป็นการเปรียบเปรยถึงการจดจำบทความได้อย่างแม่นยำและขึ้นใจ
หลี่ปั๋วสอนหนังสือมาหลายสิบปี ยังไม่เคยพบเจอใครที่สามารถท่องเนื้อหาแบบย้อนกลับได้เลย
แน่นอน
ก็ไม่ใช่ว่าจะท่องย้อนกลับไม่ได้เลยทีเดียว
บทกวีสั้นบางบทอาจจะพอทำได้ แต่สำหรับบทความขนาดยาว จะสามารถท่องแบบย้อนกลับได้อย่างไรกัน
"ตกลงครับ"
ในเมื่อหัวหน้าคณะกรรมการไม่เชื่อ เฉินผิงจึงต้องท่องให้ฟัง... ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าท่องย้อนกลับ
"จมูกเตะมาลอยระรื่นหอมกลิ่นนั้นใดทันวิทยาเขตในอยู่เล่นเดินกำลังฉันอุ่นอบแสนอันหนาวฤดูของบ่ายยาม..."
เฉินผิงท่องย้อนกลับได้อย่างไหลลื่นโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว
ไม่เพียงแต่ท่องย้อนกลับได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้น แม้กระทั่งเครื่องหมายวรรคตอนก็ล้วนไม่มีข้อผิดพลาด
วินาทีนี้เอง คณะกรรมการทั้งห้าต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความตกตะลึงจนแทบจะอ้าปากค้าง