เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: อาจจะเป็นพรสวรรค์ละมั้ง

บทที่ 1: อาจจะเป็นพรสวรรค์ละมั้ง

บทที่ 1: อาจจะเป็นพรสวรรค์ละมั้ง


"เวลาสอบของสมาคมคือสิบโมงเช้าวันที่ 1 มิถุนายน ณ ชั้นสามของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิง..."

ในอีเมลนั้น เฉินผิงได้รับแจ้งเตือนเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกนักแสดง

เฉินผิงจัดเตรียมสัมภาระจนเรียบร้อย เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงในเช้าวันพรุ่งนี้

จะว่าไปแล้ว การสอบคัดเลือกนักแสดงถือเป็นจุดเด่นสำคัญของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงเลยทีเดียว

ทางสมาคมได้จัดการสอบนี้ขึ้นเพื่อมอบโอกาสให้แก่นักแสดงทุกคน

การสอบของที่นี่แตกต่างจากสถาบันอื่นตรงที่สถาบันเหล่านั้นรับเฉพาะนักศึกษาที่เรียนมาตรงสายเท่านั้น

ทว่าการสอบของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงไม่สนเบื้องหลัง ไม่จำกัดอายุ และไม่เกี่ยงสถาบันที่จบมา... ใครหน้าไหนก็สามารถสมัครเข้าร่วมการสอบได้ทั้งนั้น

หากสอบผ่าน จะได้รับใบรับรองคุณสมบัตินักแสดงที่ออกโดยเมืองเหิงเฉิง

ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของสมาคมนักแสดงเหิงเฉิง ใบรับรองนี้จึงมีมูลค่าและเป็นที่ยอมรับสูงมาก

ด้วยเหตุนี้เอง การสอบของสมาคมจึงดึงดูดบุคลากรในวงการบันเทิงจำนวนนับไม่ถ้วน รวมถึงนักแสดงสมทบอีกหลายแสนคน

แต่น่าเสียดาย

ถึงแม้การสอบนี้จะเปิดรับทุกคน ทว่ากลับมีเกณฑ์การตัดสินที่เข้มงวดมาก

อย่าว่าแต่นักแสดงสมทบเลย แม้แต่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชื่อดัง หรือกระทั่งดารามีชื่อเสียงบางคน ยังไม่แน่ว่าจะสอบผ่าน

เฉินผิงคือหนึ่งในนักแสดงสมทบเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้เขาผ่านการสอบข้อเขียนมาแล้ว และตอนนี้กำลังเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด

สำหรับการสอบครั้งนี้ เฉินผิงพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม

เพราะเขาได้รับระบบนักแสดงมาครอบครอง

แถมยังเปิดใช้งานฟังก์ชันหนึ่งในระบบที่มีชื่อว่า 'โอเวอร์คล็อก'

สิ่งที่เรียกว่าโอเวอร์คล็อกนั้นคล้ายคลึงกับการโอเวอร์คล็อกคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มหาศาล

เมื่อเปิดใช้งานโอเวอร์คล็อกในระบบนักแสดง เขาจะกลายร่างเป็นนักแสดงมากความสามารถ พร้อมทั้งผลาญค่าความนิยมหนึ่งพันแต้มทุกสิบนาทีเพื่อทำการ... โชว์เทพ

...

...

วันรุ่งขึ้น เฉินผิงตื่นแต่เช้าตรู่

พอทานอาหารเช้าเสร็จ เขามุ่งหน้าไปยังชั้นสามของสมาคมนักแสดงทันที

เวลานี้ พื้นที่บนชั้นสามเนืองแน่นไปด้วยผู้เข้าสอบจากทั่วประเทศ

เฉินผิงมองหาที่นั่งแต่ไม่พบ จึงเดินไปหาที่ว่างเพื่อยืนรอ

"นี่นาย มาสอบเหมือนกันใช่ไหม?"

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู เมื่อหันไปมอง เฉินผิงก็พบผู้เข้าสอบหน้าตาค่อนข้างดีคนหนึ่งกำลังทักทายตนอยู่

เขาพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย

"ฉันก็มาสอบเหมือนกัน ให้ตายเถอะ การสอบของสมาคมเหิงเฉิงยากชะมัด ฉันจบจากสถาบันการละครเซี่ยงไฮ้ สอบมาสองรอบแล้วยังไม่ผ่านเลย"

"จบจากสถาบันเซี่ยงไฮ้แล้วจะมาสอบทำไมอีกล่ะ พวกนายมีทั้งทรัพยากรและเส้นสายมากมายขนาดนั้น"

"มีทรัพยากรน่ะดีแน่ แต่นายคงรู้ดี ใบรับรองของเหิงเฉิงเทียบเท่ากับใบปริญญาของพวกเรา ดีไม่ดีอาจจะมีค่ามากกว่าใบปริญญาเสียอีก แม้พวกเราไม่จำเป็นต้องสอบ แต่ถ้าสอบติด มันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือการแสดงของเราในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาในอนาคต"

"นั่นสินะ"

"จริงสิ ยังไม่ได้ถามเลยว่านายจบจากสถาบันไหน?"

"ฉันน่ะเหรอ... ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยอะไรหรอก เป็นแค่นักแสดงสมทบที่เร่ร่อนอยู่ในเหิงเฉิงน่ะ"

เฉินผิงตอบไปตามความจริง โดยไม่รู้สึกว่าการเป็นนักแสดงสมทบนั้นเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด

เพียงแต่เขาไม่ได้คิดอะไรมากนัก

ทว่าพอได้ยินคำว่านักแสดงสมทบ ชายหนุ่มข้างกายกลับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่วนแล้วเดินผละจากไป

จากนั้นไม่นาน เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากบริเวณไม่ไกลนักก็ดังแว่วมา

"ฮ่าฮ่าฮ่า พวกนายเห็นไหม รู้หรือเปล่าว่าหมอนั่นที่อยู่ตรงหน้าคือใคร?"

"นักแสดงสมทบไงล่ะ เป็นแค่ตัวประกอบเดินผ่านฉากเท่านั้นแหละ"

"ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน เป็นแค่นักแสดงสมทบแท้ๆ ยังจะกล้ามาสอบ"

"เขาไม่รู้หรือไงว่าในบรรดานักแสดงสมทบทั้งหมด คนที่สอบผ่านสามารถนับนิ้วได้เลยน่ะ?"

"จริงสิ เดี๋ยวพวกเรามารอดูกันว่าสอบเสร็จเขาจะได้สักกี่คะแนน"

"คงไม่ใช่ศูนย์คะแนนหรอกมั้ง"

"อย่าพูดแบบนั้นสิ ถึงยังไงเขาก็เป็นนักแสดงสมทบ อย่างน้อยก็ต้องมีฝีมือการแสดงอยู่บ้างแหละน่า"

"ใช่เลย... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"

...

สิบโมงตรง การสอบคัดเลือกนักแสดงของสมาคมเหิงเฉิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้เข้าสอบที่มีหมายเลขคิวแรกเริ่มทยอยเข้าห้องสอบตามลำดับ

ทว่าเมื่อมองดูผู้เข้าสอบที่เดินออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว ผู้คนที่รออยู่ต่างก็รู้สึกใจคอไม่ดี

"ให้ตายสิ สอบตกสิบคนติดกันแล้วนะเนี่ย"

"นี่จะเข้มงวดเกินไปแล้วมั้ง"

"นั่นน่ะสิ... คนเมื่อกี้ฉันจำได้ เขามาจากสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งเชียวนะ"

"เป็นไปไม่ได้น่า ขนาดคนจบจากสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งยังไม่ผ่าน แล้วพวกเราจะไปเหลือความหวังอะไรอีกล่ะ?"

ผู้คนรอบข้างต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ แต่เฉินผิงกลับไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดเหล่านั้นแม้แต่น้อย

สิบเอ็ดโมง ถึงคิวของเฉินผิงต้องเข้าห้องสอบ

"สวัสดีครับคณะกรรมการทุกท่าน ผมคือผู้เข้าสอบหมายเลข 128 ชื่อเฉินผิง มาจากเหิงเฉิง เป็นนักแสดงสมทบครับ..."

เบื้องหน้าของเขามีคณะกรรมการคุมสอบนั่งอยู่ห้าท่าน เมื่อชายหนุ่มแนะนำตัวจบ กรรมการทั้งห้าต่างแสดงอาการประหลาดใจออกมาเล็กน้อย

ต้องเข้าใจก่อนว่า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่มีนักแสดงสมทบคนไหนมาสมัครสอบคัดเลือกเลย

ไม่ใช่ว่าไม่อยากสมัคร แต่สมัครไปก็ไร้ประโยชน์

ขนาดนักศึกษาจากสถาบันศิลปะโดยตรงยังสอบไม่ผ่านกันเป็นเบือ โอกาสที่นักแสดงสมทบธรรมดาจะสอบผ่านจึงมีค่าแทบจะเท่ากับการถูกลอตเตอรี่

ทว่าแม้จะประหลาดใจ แต่นักแสดงสมทบก็สามารถสมัครสอบได้เช่นกัน ทางสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงนั้นปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม

"สวัสดีคุณเฉินผิง นี่คือบทความร้อยแก้วหนึ่งบท ตอนนี้จะให้เวลาคุณเตรียมตัวห้านาที หลังจากครบกำหนดห้านาที ขอให้อ่านออกเสียงบทความนี้ด้วยภาษาจีนกลาง"

การสอบรอบแรกเป็นการทดสอบทักษะด้านบทพูดของนักแสดง

เฉินผิงรับบทความนั้นมา กวาดสายตามองเพียงปราดเดียว แล้วพยักหน้าทันที "อาจารย์ครับ ผมเตรียมตัวพร้อมแล้ว"

"พร้อมแล้วงั้นเหรอ?"

"คุณแน่ใจนะ?"

หัวหน้าคณะกรรมการ 'หลี่ปั๋ว' แสดงท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย

เมื่อครู่ตอนที่ได้ยินเฉินผิงแนะนำตัวว่าเป็นนักแสดงสมทบ หลี่ปั๋วยังแอบชื่นชมในใจว่าชายหนุ่มคนนี้มีความมุ่งมั่น

นักแสดงสมทบคนอื่นไม่กล้ามาสอบ แต่เขากลับกล้ามา ถึงแม้จะสอบไม่ผ่าน ทว่าความมุ่งมั่นนี้นับว่าหาได้ยากนัก

แต่ใครจะไปคาดคิดว่า พอถึงเวลาสอบจริง เขากลับไม่แม้แต่จะอ่านโจทย์ หรือแค่มองผ่านตาเพียงแวบเดียวแล้วจะเริ่มสอบเลย

ถึงแม้นี่จะเป็นการสอบบทพูด ซึ่งเป็นเพียงการอ่านออกเสียง ทว่าหากไม่มีการเตรียมตัวเลย จะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ลงไปในถ้อยคำที่อ่านได้อย่างไร

หมอนี่คงไม่ได้คิดว่าการอ่านออกเสียงคือการอ่านแบบเรียบเฉยไร้อารมณ์หรอกนะ

"แน่ใจครับ"

เฉินผิงพยักหน้าด้วยความจริงจัง

อันที่จริง เมื่อครู่เขาเพียงแค่กวาดสายตามองผ่าน แต่สามารถจดจำบทความทั้งมวลไว้ในหัวได้อย่างแม่นยำ

"เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นคุณเริ่มได้เลย"

หลี่ปั๋วหมดหนทาง เขาตักเตือนเฉินผิงไปแล้ว

ในเมื่อตัวเฉินผิงเองไม่รู้จักเห็นคุณค่าของโอกาส เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมเถอะ

[ยามบ่ายของฤดูหนาวอันแสนอบอุ่น ฉันกำลังเดินเล่นอยู่ในวิทยาเขต ทันใดนั้นกลิ่นหอมระรื่นลอยมาเตะจมูก...]

เฉินผิงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงอันไพเราะดังก้องกังวาน...

เพียงแค่เริ่มเปล่งเสียง คณะกรรมการทั้งห้าถึงกับรู้สึกสดชื่นสบายหูราวกับได้เปิดโลกใบใหม่

ทักษะการอ่านออกเสียงนับว่ายอดเยี่ยม ไม่เหมือนกับนักแสดงสมทบเลยสักนิด กลับคล้ายคลึงกับนักเรียนหัวกะทิจากสาขาวิชาการกระจายเสียงเสียมากกว่า

คงมีเพียงนักเรียนระดับหัวกะทิจากสาขาวิชาการกระจายเสียงเท่านั้น ที่สามารถอ่านออกเสียงได้ชัดเจนและถูกต้องตามอักขระวิธีเช่นนี้

ทว่าการอ่านของเฉินผิงไม่ได้มีดีแค่ออกเสียงชัดเจนถูกต้องเท่านั้น

หากการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องไร้ซึ่งการถ่ายทอดอารมณ์ มันคงไม่ต่างอะไรกับการอ่านข่าว

เฉินผิงไม่เพียงแต่ออกเสียงคำได้อย่างแม่นยำ ทว่าในทุกถ้อยคำกลับแฝงไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้ง

มีอยู่ช่วงหนึ่ง หลี่ปั๋วถึงกับหลงคิดไปว่าบทความนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเฉินผิงเอง

หากไม่แล้ว จะสามารถบรรจุอารมณ์ความรู้สึกอันเปี่ยมล้นลงไปในน้ำเสียงได้อย่างไรกัน

"หมอนี่ มีฝีมือไม่เบาแฮะ"

"เอ๊ะ..."

"ทำไมเขาถึงไม่อ่านจากกระดาษล่ะ"

เมื่อเห็นเฉินผิงวางกระดาษบทความไว้ด้านข้าง โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองกระดาษเลย คณะกรรมการทั้งห้าต่างตกตะลึง

"นี่เขาท่องจำได้หมดแล้วงั้นเหรอ?"

"เป็นไปไม่ได้มั้ง"

"เมื่อกี้เขาแค่มองผ่านรอบเดียว จำได้หมดเลยเนี่ยนะ?"

หัวหน้าคณะกรรมการหลี่ปั๋วแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง

หากบทความนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาสุ่มเลือกมาเมื่อเช้า เขาคงคิดว่าเฉินผิงเคยอ่านบทความร้อยแก้วนี้มานานแล้ว

"ยอดเยี่ยมมาก"

หลังจากอ่านบทความร้อยแก้วจบลง หัวหน้าคณะกรรมการพยักหน้ายอมรับ

การแสดงออกของเฉินผิงนั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

ทว่าหัวหน้าคณะกรรมการยังคงมีความคลางแคลงใจอยู่บ้าง จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "คุณเฉินผิง ฉันขอถามหน่อย คุณเคยอ่านบทความนี้มาก่อนหน้านี้หรือเปล่า?"

"ไม่เคยครับ"

"ไม่เคยแล้วคุณท่องจำได้ยังไงกัน?"

"อาจจะเป็นเพราะผมมีความจำค่อนข้างดีกระมังครับ"

ทว่าคำตอบเช่นนี้กลับทำให้หัวหน้าคณะกรรมการไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไรนัก

เขายังคงจมอยู่กับความคิดที่ว่า เฉินผิงสามารถท่องจำบทความได้เพียงแค่มองปราดเดียวได้อย่างไร?

"อะไรกันล่ะเนี่ย กรรมการคนนี้เป็นอะไรไป ไม่คิดว่าคนเขาจะเป็นอัจฉริยะบ้างเลยหรือไง?"

เมื่อเห็นสีหน้าของหัวหน้าคณะกรรมการ เฉินผิงเริ่มแอบบ่นอุบอิบในใจ

ก็แค่เปิดใช้งานระบบโกงนิดหน่อย จำเป็นต้องไม่เชื่อกันขนาดนี้เลยเหรอ?

ในโทรทัศน์หรือในนิยาย ทักษะความจำระดับมองผ่านตาแล้วจำได้ไม่ลืมแบบนี้ มันไม่ใช่ทักษะที่เทพทรูอะไรขนาดนั้นเสียหน่อย ใครเขาก็สามารถทำกันได้ทั้งนั้นแหละ

เพียงแต่การสอบครั้งนี้สำหรับเฉินผิงแล้ว มันสำคัญมาก สำคัญจนล้นเหลือ

ในเมื่อไม่เชื่อ งั้นต้องจัดของแรงให้อีกสักดอก

หลังจากครุ่นคิด เฉินผิงก็กล่าวขึ้นว่า "อาจารย์ครับ ความจริงแล้วผมสามารถท่องย้อนกลับได้ด้วยนะครับ"

"คุณท่องย้อนกลับได้ด้วยเหรอ?"

"ใช่ครับ"

"ฉันชักอยากจะฟังแล้วสิว่าการท่องย้อนกลับเป็นอย่างไร"

สำนวนที่ว่า 'ท่องย้อนกลับได้ไหลลื่น' ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถท่องถอยหลังได้จริง ทว่าเป็นการเปรียบเปรยถึงการจดจำบทความได้อย่างแม่นยำและขึ้นใจ

หลี่ปั๋วสอนหนังสือมาหลายสิบปี ยังไม่เคยพบเจอใครที่สามารถท่องเนื้อหาแบบย้อนกลับได้เลย

แน่นอน

ก็ไม่ใช่ว่าจะท่องย้อนกลับไม่ได้เลยทีเดียว

บทกวีสั้นบางบทอาจจะพอทำได้ แต่สำหรับบทความขนาดยาว จะสามารถท่องแบบย้อนกลับได้อย่างไรกัน

"ตกลงครับ"

ในเมื่อหัวหน้าคณะกรรมการไม่เชื่อ เฉินผิงจึงต้องท่องให้ฟัง... ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าท่องย้อนกลับ

"จมูกเตะมาลอยระรื่นหอมกลิ่นนั้นใดทันวิทยาเขตในอยู่เล่นเดินกำลังฉันอุ่นอบแสนอันหนาวฤดูของบ่ายยาม..."

เฉินผิงท่องย้อนกลับได้อย่างไหลลื่นโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว

ไม่เพียงแต่ท่องย้อนกลับได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้น แม้กระทั่งเครื่องหมายวรรคตอนก็ล้วนไม่มีข้อผิดพลาด

วินาทีนี้เอง คณะกรรมการทั้งห้าต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความตกตะลึงจนแทบจะอ้าปากค้าง

จบบทที่ บทที่ 1: อาจจะเป็นพรสวรรค์ละมั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว