เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 364 สำนักใหญ่ผู้มั่งคั่ง

ตอนที่ 364 สำนักใหญ่ผู้มั่งคั่ง

ตอนที่ 364 สำนักใหญ่ผู้มั่งคั่ง


ตอนที่ 364 สำนักใหญ่

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

พลังที่พลุ่งพล่านได้ดึงดูดความสนใจของฝานลี่เทียนเช่นกัน ฝานหลี่เทียนได้หันไปมอง ตัวเขาไม่ได้มีอายุยังน้อยและไร้ประสบการณ์เหมือนกับเจียงอาเฉียน ประสบการณ์ ความรู้ ทุกๆ อย่างฝานลี่เทียนเหนือกว่าเจียงอาเฉียนหมด ในขณะที่ตัวเขากำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตัวเขาที่ได้ฟังคำพูดของเจียงอาเฉียนก็ได้ตอบกลับไป “ดูเหมือนว่าหยวนเอ๋อจะพูดถูกแล้ว เจ้ามันไร้ยางอายจริงๆ”

เจียงอาเฉียนเอามือแตะใบหน้าก่อนที่จะเกาคางตัวเอง หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้พูดออกมา “ข้าไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ จะไร้ไม่ไร้ยางอายมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับหนวดเคราหรือความอาวุโสที่มีหรอกนะ”

ฝานลี่เทียนกลอกตาของเขามองบน ตัวเขาจ้องมองไปยังศาลาทางทิศใต้แทน “อากาศร้อนและเย็นกำลังหมุนเวียนไปมา หมู่เมฆเองก็กำลังเคลื่อนตัวเช่นกัน นี่คือสัญลักษณ์ของอวตารทศภพ มันเป็นอวตารที่ผู้ฝึกยุทธจะต้องมีก่อนที่จะพัฒนาไปสู่อวตารร้อยวิถี”

เจียงอาเฉียนได้พูดออกมาอย่างหมดหนทาง “ข้าก็คิดว่าจะมีใครพยายามลอบสังหารข้าแท้ๆ ...มีใครบางคนกำลังฝึกตัวเองจนรุดหน้าอยู่สินะ คนคนนั้นคือใครกัน?”

“อาจจะเป็นหลานของข้าก็ได้นะ?” ดวงตาของฝานลี่เทียนเปล่งประกายออกมา

“ท่านคิดว่า...ฝานซงจะอาศัยอยู่ในศาลาทางใต้อย่างงั้นหรอ?”

ฝานลี่เทียนพูดออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ศิษย์ศาลาปีศาจลอยฟ้าเพียงคนเดียวที่ยังไม่สามารถฝึกฝนตนจนมีพลังอวตารร้อยวิถีได้ก็คือจ้าวยู่...”

เจียงอาเฉียนได้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม “น้องสาวของข้าช่างโชคดีจริงๆ”

พลังที่พลุ่งพล่านได้กินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพลังที่พลุ่งพล่านก็ได้เงียบดับลง

ฝานลี่เทียนได้ยกน้ำเต้าก่อนที่จะพูดขึ้น “องค์ชายสามเด็กผู้ที่ถูกเหล่าราชวงศ์ทอดทิ้ง ข้าคิดว่าองค์ชายสี่คงจะเป็นเพียงคนเดียวที่ดูเหมาะสมที่จะเป็นสมาชิกของเหล่าราชวงศ์ แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่เขาไม่ได้กลายเป็นรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ องค์ชายสี่จะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่พรมแดนแทน”

“เป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านจะพูดแบบนี้ในเมื่อท่านถูกองค์ชายสี่ช่วยชีวิตไว้ ท่านน่าจะเคยเห็นตอนที่องค์ชายสี่พูดประจบหลิวหยวน องค์ชายสี่แทบที่จะโอบไหล่ของหลิวหยวนเลยด้วยซ้ำไป” เจียงอาเฉียนพูดต่อ

“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความอยู่รอด...เจ้าเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรอ?” ฝานลี่เทียนโต้กลับ

เจียงอาเฉียนถึงกับพูดไม่ออก

เกิดความเงียบขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองคนก่อนที่ท้ายที่สุดฝานลี่เทียนจะพูดขึ้น “อันที่จริงองค์ชายสี่ได้ช่วยชีวิตของข้าไว้ ข้าน่ะได้เข้าไปอยู่ในกองทัพกว่าหลายสิบปีและยังได้สังหารศัตรูนับไม่ถ้วนไปกับมือ ท้ายที่สุดแล้วข้าก็ได้สูญเสียพลังวรยุทธไป ข้าถือว่าได้ชดใช้หนี้บุญคุณทุกอย่างไปแล้ว”

“ตอบแทนบุญคุณ ท่านมีศีลธรรมจริงๆ” เจียงอาเฉียนพูดกลับ

เช้าวันรุ่งขึ้นที่ศาลาทางด้านตะวันออก

ในขณะที่ลู่โจวกำลังทำสมาธิเพื่อทำความเข้าใจเคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ตัวเขาก็ได้ยินเสียงของจ้าวยู่

“ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง ศิษย์ได้ฝึกฝนตัวเองสู่ขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว”

ลู่โจวลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ หลังจากนั้นตัวเขาก็เดินออกจากศาลาทางตะวันออกไป

จ้าวยู่รู้สึกตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด นางได้โค้งคำนับก่อนที่จะทักทายลู่โจว “ท่านอาจารย์”

ลู่โจวเหลือบมองนาง ตัวเขาลูบเคราก่อนที่จะพยักหน้าและพูดออกมา “ดีมาก”

“ข้าสัมผัสได้ถึงการรวบรวมพลังอวตารทศภพอีกครั้งในค่ำคืนก่อน เพราะแบบนั้นข้าก็เลยไม่ต้องการที่จะรบกวนท่านในตอนนั้น” จ้าวยู่พูดออกมา

“ทบทวนเรื่องเก่าและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซะ นำมันไปปรับใช้กับการฝึกยุทธของเจ้าซะล่ะ” ลู่โจวได้พูดออกมาตรงๆ ศิษย์ทั้งหมดที่ตัวเขามีล้วนแต่มีความสามารถจนน่าตกใจ แน่นอนว่าแม้มีพรสวรรค์มากแค่ไหนแต่เรื่องพื้นฐานเองก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องทบทวนเรื่องเก่า

“ค่ะ ท่านอาจารย์” จ้าวยู่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ

“เจ้าเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดวิชาหยกเจิดจรัสทุกอย่างแล้วรึยัง?”

“ศิษย์เข้าใจแล้วค่ะ”

ลู่โจวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เคล็ดวิชาหยกเจิดจรัสจะอาศัยการใช้ความเย็นแปรเปลี่ยนไปเป็นความอบอุ่น มันมีหลักการเช่นเดียวกับหยินและหยาง มันเหมาะกับเจ้าที่สุดแล้ว”

“ศิษย์โชคดีจริงๆ ที่ได้รับคำแนะนำจากท่านเป็นการส่วนตัวแบบนี้ ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่อาจที่จะตอบแทนความหวังดีของท่านอาจารย์ได้เลย” จ้าวยู่ได้โค้งคำนับออกมาอีกครั้ง

ลู่โจวสังเกตค่าความจงรักภักดีของนางเพิ่มมากขึ้น มันเพิ่มเกินไปกว่า 80% นี่เป็นผลจากสิ่งที่เขาเพิ่งจะทำเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขายังช่วยรักษาอัครมเหสีไป การทำแบบนี้ทำให้จ้าวยู่รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณมาก

ลู่โจวยกมือขวาขึ้นมาเล็กน้อย ในตอนนั้นเองกริชสีเขียวเข้มก็ได้ปรากฏออกมา มันได้บินไปหามือของจ้าวยู่

จ้าวยู่รู้สึกงุนงง นางได้คว้ากริชที่บินมาหาตัวนาง ทันทีที่สัมผัสนางก็รู้สึกถึงความเหน็บหนาวได้ เมื่อมองไปที่กริชที่อยู่บนมือดูสวยงามและยังมีสีเขียวเข้มประดับประดา

“ตอนแรกข้าคิดว่าจะมอบถุงมือนักสู้ให้กับเจ้า แต่เมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม ข้าเลยตัดสินใจที่จะมอบอาวุธชิ้นนั้นให้กับเจ้าแปดแทน...แม้ว่ากริชเล่มนี้จะมีขนาดเล็กก็ตามแต่ถึงแบบนั้นมันก็ยังเป็นอาวุธที่ดี เจ้ายินดีที่จะรับกริชฟ้าเล่มนี้ไหม?” ลู่โจวได้คิดอยู่ภายในใจ ‘ถ้าหากไม่อยากได้ข้าจะเอามันคืนมาเอง’

ในตอนนั้นจ้าวยู่ก็ได้นึกถึงถุงมือขนาดใหญ่ที่ซู่ฮ่องกงได้ไป ด้วยรูปลักษณ์ที่ทำมาจากโลหะทำให้นางรู้สึกสั่นกลัว “ศิษย์ไม่คัดค้าน ศิษย์ชอบกริชเล่มนี้มาก!”

ยังไงซะถุงมือนักสู้ก็ยังดูน่าเกลียดจนเกินไปอยู่ดี

“ดีมาก ข้าจะมอบกริชฟ้าให้กับเจ้าไป ข้าหวังว่าเจ้าจะใช้ประโยชน์มันในภายภาคหน้าได้” ลู่โจวพูดขึ้น

“ขอบคุณท่านอาจารย์” จ้าวยู่รู้สึกมีความสุขมาก ในระหว่างที่นางพูดขอบคุณลู่โจวไป นางก็ไม่เสียเวลาที่จะเปิดใช้งานกริชฟ้าที่ได้รับมา นางรู้สึกตื่นเต้นมาที่ได้รับอาวุธชิ้นนี้มา

“ติ้ง! เปิดใช้งานกริชฟ้าอาวุธระดับสรวงสวรรค์สำเร็จ ได้รับแต้มบุญ: 1,000”

ลู่โจวคาดหวังว่าจะได้ยินการแจ้งเตือนแบบนี้มาโดยตลอด ในเวลาเดียวกันลู่โจวก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าถุงมือนักสู้ไม่ได้ถูกแจ้งเตือนแบบนี้

ในตอนนั้นเองสาวกหญิงคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวออกมา นางได้โค้งคำนับก่อนที่จะพูดขึ้น “ท่านปรมาจารย์มีแขกมาจากสำนักลั่ว ท่านหมิงซี่หยินได้อนุญาตให้พวกเขาขึ้นหุบเขามาแล้ว”

“ข้ารู้แล้ว” ลู่โจวโบกมือก่อนที่จะเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่

“ขอให้เดินทางปลอดภัยท่านอาจารย์!” จ้าวยู่ได้โค้งคำนับให้ ถ้าหากเป็นครั้งอื่นๆ นางก็คงจะตามอาจารย์ไปที่ห้องโถงใหญ่ แต่ในตอนนี้อาวุธอย่างกริชฟ้าล่อตาล่อใจมากเกินไป นางแทบที่จะหยุดคิดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เลย

ภายในห้องโถงใหญ่ศาลาปีศาจลอยฟ้า

นอกเหนือจากจ้าวยู่และผู้อาวุโสทั้งหลาย ทุกๆ คนก็ได้เข้ามาในห้องโถงอย่างพร้อมเพรียงกันแล้ว ลู่โจวได้นั่งอยู่บนบัลลังก์ของตัวเองในขณะที่เหลือบมองศิษย์สาวกจากสำนักลั่ว

“สวัสดีท่านปรมาจารย์ศาลาปีศาจลอยฟ้า” สาวกสำนักลั่วมากกว่าสิบคนได้เดินทางมาที่นี่ มีเพียงห้าคนเท่านั้นที่กำลังยืนอยู่ส่วนอีกห้าคนกำลังคุกเข่าอยู่

ลู่โจวมองไปที่ชายหนุ่มผู้ซึ่งดูเหมือนกับผู้นำ “เจ้าเป็นผู้อาวุโสคนที่สามจากสำนักลั่วสินะ?”

“ถูกแล้ว” ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสที่มีอายุน้อยที่สุดในสำนักลั่ว เป็นธรรมดาที่ลู่ปิงจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง

ลู่โจวลูบเคราก่อนที่จะจ้องมองผู้คนที่อยู่ตรงหน้า

ในตอนนั้นเองต้วนมู่เฉิงก็ได้ตะโกนออกมาอย่างเย็นชา “คุกเข่าซะ!”

ลู่ปิงที่ได้ยินแบบนั้นตกตะลึง

คนอื่นๆ จากสำนักลั่วเองก็ตกตะลึงเช่นกัน

‘ชานหยินเจิ้งไม่ได้บอกว่าปรมาจารย์แห่งศาลาปีศาจลอยฟ้าเป็นมิตรอย่างงั้นหรอ? ทำไมที่นี่ถึงดูป่าเถื่อนกันได้’

“ข้าพูดไม่ชัดอย่างงั้นหรอ?” ต้วนมู่เฉิงได้ยกหอกราชันย์ของตัวเองก่อนที่จะกระแทกมันลงบนพื้น

แคล๊ง!

ลู่ปิงคุกเข่าลงบนพื้นอย่างเร่งรีบ คนอื่นๆ เองก็ทำตามเช่นกัน

ลู่ปิงรู้สึกสาปแช่งผู้อาวุโสคนที่สองอย่างชานหยุนเจิ้งอยู่ภายในใจ ตัวเขาทำได้เพียงคุกเข่าลงก่อนที่จะคารวะให้ “ท่านผู้อาวุโสจี”

ลู่โจวพูดขึ้น “เจ้าสั่งให้สัตว์ขี่อย่างไป๋หวู่พ่นพิษที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าสินะ ตามกฎที่ศาลาปีศาจลอยฟ้ามีเจ้าในตอนนี้น่ะได้ตายไปแล้ว”

เมื่อลู่ปิงที่ได้ยินแบบนั้นสั่นไปทั้งตัว “ผู้อาวุโส สัตว์ขี่ตัวนั้นไม่ใช่ของข้า ข้าก็แค่ถูกคนอื่นหลอกมาอีกที มีใครบางคนพยายามที่จะใส่ความข้าด้วยสัตว์ขี่ตัวนี้!”

เรื่องนี้ไม่ได้ดูน่าแปลกใจอะไร สำหรับลู่โจวเขารู้ดีอยู่แล้วว่าไป๋หวู่เป็นสัตว์ขี่ของใคร แต่ถึงแบบนั้นตัวเขาก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้

“ชานหยุนเจิ้งมีไหวพริบมากพอ เพราะแบบนั้นข้าก็เลยไว้ชีวิตนาง...แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะทำอะไรเพื่อที่จะขอความเมตตา?” ลู่โจวโน้มตัวไปที่ด้านหน้าก่อนที่จะจ้องมองลู่ปิงอย่างเหยียดหยาม

ทุกๆ คนที่ได้ฟังแบบนั้นต่างก็ตัวสั่น ทุกคนกลัวเกินกว่าที่จะกล้าพูดอะไรออกมา ลู่ปิงคารวะก่อนที่จะพูดขึ้น “ข้า...ข้า...ข้าได้นำของมีค่าบางอย่างมาเพื่อเป็นของตอบแทนแล้ว!” ลู่ปิงรีบโบกมืออย่างเร่งรีบ

ผู้ติดตามทั้งห้าที่อยู่ด้านหลังได้หยิบของที่นำติดตัวมาด้วยออกมา

มันมีทั้งที่ขัดเกลาอาวุธ, ค้อน, แหนบ และของมีค่าอื่นๆ อย่างหินขัดเกลา, เหล็กล้ำค่า รวมไปถึงของต่างๆ อีกมากมายหลายอย่าง

ทุกๆ คนอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังของเหล่านั้น

เจียงอาเฉียนได้รำพึงออกมา “เป็นไปอย่างที่คิดจริงๆ สำนักใหญ่อย่างสำนักลั่วเป็นสำนักที่ร่ำรวยอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสอย่างเจ้าจะมีของล้ำค่าแบบนี้ได้”

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 364 สำนักใหญ่ผู้มั่งคั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว