เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 290 แล้วไว้พบกันใหม่

ตอนที่ 290 แล้วไว้พบกันใหม่

ตอนที่ 290 แล้วไว้พบกันใหม่


ตอนที่ 290 แล้วไว้พบกันใหม่

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

โลงศพสีดำได้ลอยอยู่กลางอากาศ มันหยุดนิ่งไม่ขยับไปไหน "ข้าไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่ พี่จี"

ลู่โจวได้ถามออกมาอีกครั้ง "ม่านพลังแห่งดาบทั้งเจ็ดรวมไปถึงดาบมารเป็นสิ่งที่เจ้าทำขึ้นมาอย่างงั้นสินะ? "

"ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับม่านพลังนั่น..." ถ้าหากจะตีความจากคำตอบเขา ดูเหมือนว่าหยวนดู่คนนี้จะเป็นผู้ที่ทิ้งดาบมารเอาไว้ที่หลุมฝังศพเอง

"ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเจ้าอยู่ในโลงศพนั่น เจ้าฝึกฝนตัวเองไปถึงไหนกันแล้วล่ะ? "

หยวนดู่ได้ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะตอบ "ข้าฝึกฝนทักษะดาบได้ก้าวหน้าขึ้นบ้างแล้ว แต่พลังวรยุทธของข้าก็ยังไม่อาจก้าวหน้าไปได้ และเพราะแบบนั้นข้าก็เลยไม่สามารถใช้ทักษะดาบอย่างเต็มที่ได้ ในตอนนี้ข้าไม่แน่ใจเลยว่าจะเป็นคู่ต่สู้ที่เหมาะสมกับท่านได้ไหม"

หยวนดู่และลู่โจวต่างก็เป็นผู้ที่มีพลังลึกล้ำยากที่ใครจะเทียบเคียงได้ แต่คงจะมีเพียงหยวนดู่คนเดียวเท่านั้นที่อยากจะเอาชนะลู่โจว

"เจ้ายังต้องการเอาชนะข้าอีกอย่างงั้นหรอ? "

"ข้าไม่ใช่คนเดียวในใต้หล้านี้หรอกนะที่อยากเอาชนะท่านน่ะ" หยวนดู่ได้ตอบกลับ

"ดี..."

คำตอบยังคงเป็นความจริง ในโลกใบนี้มีผู้คนมากมายอยากที่จะได้ทรัพย์สมบัติของศาลาปีศาจลอยฟ้า อีกหลายคนก็อยากที่จะสังหารมหาวายร้ายที่อยู่ที่นั่นเช่นกัน

ในตอนนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าลู่โจวและหยวนดู่ต่างก็เป็นคู่ปรับเก่ากันมาก่อน เป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครกล้าขัดบทสนทนาระหว่างผู้อาวุโสทั้งสองคนนี้

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหยอกล้อได้ดังขึ้นมาจากโลงศพอีกครั้ง "ข้าน่ะสงสัยจริงๆ ...อะไรกันที่ทำให้ปรมาจารย์ศาลาปีศาจลอยฟ้าถึงกับต้องมาที่สุสานแห่งดาบนี่ได้? ท่านมาเพื่อเอาดาบมารของข้าอย่างงั้นหรอ? ท่านน่ะมีสมบัติมากมายอยู่แล้ว ทำไมต้องการอะไรแบบนั้นด้วยล่ะ? "

บรรยากาศการพูดคุยเริ่มเปลี่ยนไป แรงกดดันที่มาจากโลงศพในก่อนหน้านี้ได้ลดน้อยลงไปมากเช่นกัน

ลู่โจวได้ตอบกลับไป "มีของของข้าอยู่ในห้องใต้ดินจักรพรรดิ"

"ท่านยังคงขี้เหนียวเช่นเคยสินะ พี่จี...ของที่ท่านว่าคงจะเป็นของสิ่งนี้สินะ? " ในตอนที่เสียงของหยวนดูยังไม่ได้จางหายไป ตัวเขาก็ได้พลิกกลับด้านโลงศพก่อนที่จะทิ้งหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หลังจากที่ทิ้งหนังสือเสร็จโลงศพก็กลับด้านก่อนที่จะปิดตัวลงเช่นเคย

ลู่โจวที่เห็นหนังสือได้จับมันเอาไว้อย่างว่องไว เมื่อสัมผัสกับหนังสือตัวเขาก็พบกับความเหน็บหนาวที่ไหลผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามความเหน็บหนาวนี้ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับลู่โจว พลังวรยุทธขั้นศักดิ์สิทธิ์ของตัวเขาเพียงพอแล้วที่จะขับไล่พลังนี้ไปได้

หนังสือเล่มนั้นถูกห่อเอาไว้อย่างดี มันถูกตกแต่งด้วยสีประจำตระกูลของราชวงศ์ นอกจากนี้มันยังมีตรามังกรประทับเอาไว้ บางทีพวกราชวงศ์อาจจะกลัวว่าเคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ชิ้นนี้จะเน่าเสียไปในสุสาน เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงห่อมันไว้อย่างดี

ลู่โจวได้พลิกดูหนังสือเล่มนั้น

"ติ้ง! ได้รับชิ้นส่วนเคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ (ส่วนสุดท้าย) "

เป็นไปตามคาดไว้ มันเป็นชิ้นส่วนเคล็ดวิชาอักษรสวรรค์นั่นเอง

ลู่โจวได้ปิดหนังสือเอาไว้ก่อนที่จะโยนไปให้กับหยวนเอ๋อ

หยวนเอ๋อได้จับมันก่อนที่จะเปิดอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่นานนางก็เลิกสนใจหนังสือเล่มนี้

หยวนดู่ได้พูดออกมาจากในโลงศพอีกครั้ง "นี้เป็นของสิ่งเดียวในสุสานที่ทำให้ข้ารู้สึกสนใจได้ ของชิ้นอื่นๆ ล้วนแต่เป็นของธรรมดาทั่วไป...เนื่องจากท่านมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง พี่จี ข้าคิดว่าของสิ่งนี้คงจะเป็นของสิ่งเดียวที่ท่านรู้สึกสนใจแน่"

หยวนดู่ไม่คิดว่าลู่โจวจะมีสายตาที่อ่อนด้อยไปกว่าตนได้ ลู่โจวได้พยักหน้าก่อนที่จะพูดออกมา "นี่แหละคือสิ่งที่ข้ากำลังตามหา"

"หนังสือเล่มนั้นมีพลังพิเศษบางอย่างอยู่ แม้ว่าข้าจะรู้แบบนั้นแต่ข้าก็ไม่อาจเข้าใจพลังนั่นได้เลย...เนื่องจากของสิ่งนี้ถูกฝังเอาไว้กับร่างของจักรพรรดิ เพราะแบบนั้นข้าก็เลยตัดสินใจที่จะเก็บเอาไว้ มันจะต้องเป็นสมบัติล้ำค่าแน่ๆ "

คำอธิบายของหยวนดู่ถูกต้องทุกอย่าง

ลู่โจวทำเป้าหมายของตัวเขาสำเร็จแล้ว ตัวเขาไม่จำเป็นจะต้องขุดหลุมศพของบรรพบุรุษเจียงอาเฉียนเพื่อหาของสิ่งนี้อีกต่อไป

"หยวนดู่ ถ้าหากเจ้าต้องการที่จะออกไป ข้าก็จะพาเจ้าไปกับข้าด้วย" ลู่โจวได้พูดเสนอความช่วยเหลือให้ มันเป็นการตอบแทนบุญคุณอย่างหนึ่งนั่นเอง

"ไม่เป็นไร ข้าขอบคุณท่านจริงๆ ..." เสียงที่ดังออกมาจากภายในโลงศพดูสงบนิ่งมากกว่าเดิม "ข้าคงไม่อาจอยู่ต่อกรกับท่านอีกต่อไป"

"เจ้ายังมีเวลาเหลืออีกกว่าร้อยปี" ลู่โจวมองตรงไปที่โลงศพ ตัวเขาได้ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะเลิกชักชวนหยวนดู่ให้ออกจากที่นี่

"มีมนุษย์ธรรมดาสักกี่คนที่มีอายุยืนยาวถึง 100 ปีได้? คงจะมีแต่ผู้ฝึกยุทธอย่างพวกเราเท่านั้นที่มีชีวิตยืนยาวแบบนั้นได้"

ชายคนนี้เคยเป็นคู่แข่งคนสำคัญของลู่โจวในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไปความแก่ชราก็ได้กัดกินชายคนนี้ไปด้วย มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ และมีตาย ทุกๆ คนล้วนแต่ต้องเป็นไปตามวัฏจักรแห่งชีวิต

"ถ้าหากเจ้าต้องการแบบนั้นข้าก็จะไม่บังคับเจ้า"

ลู่โจวกำลังจะจากไป ในตอนนั้นหยวนดู่ก็ได้พูดออกมาอีกครั้ง "ก่อนที่เวลาของข้าจะหมดลง...ข้าขอประมือกับท่านอีกสักครั้งจะได้ไหม? "

ทุกๆ คนที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับผงะ

ยังไงซะคู่แข่งก็ยังคงเป็นคู่แข่งอยู่วันยังค่ำ

หยวนดู่ไม่อยากพลาดโอกาสนี้ก่อนที่จะเสียชีวิตไป

ในตอนแรกหยวนเอ๋อรู้สึกเห็นใจที่หยวนดู่พยายามเอาชีวิตรอดโดยใช้ชีวิตอยู่ในโลงศพแบบนั้น แต่ในตอนนี้ความเห็นอกเห็นใจทั้งหมดได้จางหายไปแล้ว นางได้พูดออกมาอย่างไม่พอใจแทน "เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? ท่านอาจารย์ของข้าเพิ่งจะผ่านการต่อสู้มากมายหลายครั้งมา...แม้ว่าเจ้าเอาชนะการประลองในครั้งนี้ เจ้าจะไปภูมิใจได้ยังไงกัน? ไม่ว่าจะยังไงเจ้าก็ยังไม่คู่ควรที่จะประมือกับท่านอาจารย์อยู่ดี"

โลงศพได้สั่นเล็กน้อยก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะดังขึ้น

"พี่จี...ข้าแปลกใจจริงๆ ที่ท่านมีศิษย์อารมณ์ร้อนแบบนั้นได้ ท่านช่างน่าประทับใจจริงๆ ข้าน่ะ..."

ลู่โจวไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรกับคำพูดเหน็บแนม "ถ้าหากเจ้าต้องการจะสู้ก็ออกมาจากโลงศพซะ"

หยวนเอ๋อได้พูดเสริม "ใช่ ออกมาซะ! "

เจียงอาเฉียนเองก็เข้าร่วมการสนทนาด้วยเช่นกัน "ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง พวกท่านทั้งคู่ก็เป็นคนรู้จักกัน เหตุใดจะต้องต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้ด้วย? ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังบอกเอาไว้ว่าไม่อาจก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดเดิมได้ ข้าแน่ใจว่าพลังวรยุทธของท่านคงจะถดถอยลงไปแน่ เหตุใดจะต้องทำเช่นนี้ด้วย? "

หยวนดู่ได้ตอบกลับมา "เจ้าเข้าใจทุกอย่างผิดไปแล้ว ข้าเฝ้ารอที่จะได้ประลองกับพี่จีมาโดยตลอด ดังนั้นเป็นธรรมดาที่ข้าอยากจะสู้อย่างยุติธรรม ข้าจะไม่ยอมซ้ำเติมใครคนไหนแน่ พี่จี เอาไว้พวกเราค่อยเจอกันที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าในอีกหนึ่งเดือนเป็นยังไง? "

ลู่โจวไม่ได้คิดมากอะไร "ข้ากังวลว่าเจ้าจะอยู่ไม่รอดไปถึงเดือนหน้ามากกว่า"

เมื่ออายุขัยของคนคนหนึ่งทะลุขีดจำกัดไปได้ ชีวิตของคนคนนั้นก็ไม่แน่ไม่นอนว่าจะตายเมื่อไหร่ บางทีอาจจะเป็นวันนี้ ไม่ก็อาจจะเป็นพรุ่งนี้ หรือมันอาจจะเป็นปีหน้าก็เป็นได้

หยวนดู่หัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะพูดออกมา "เอาไว้พวกเราค่อยพบกันอีกหนึ่งเดือนให้หลัง...ถ้าหากข้าไปเจอท่านไม่ได้ ข้าก็คงจะได้แต่แบกรับชะตากรรมเอาไว้เอง" หยวนดู่คิดเอาไว้นานแล้วว่าจะยอมรับชะตาแต่โดยดีหลังจากที่ดื้อรั้นมาทั้งชีวิต

ลู่โจวลูบเคราก่อนที่จะมองไปยังคนอื่นๆ

เจียงอาเฉียนได้พูดกับผู้ที่อยู่ในโลงศพ "ท่านผู้อาวุโส เนื่องจากท่านต้องการจะอยู่ภายในสุสานแห่งนี้ ช่วยรับปากทีได้ไหมว่าท่านจะไม่ทำความเสียหายอะไรภายในนั้น"

"สุสานนี้เป็นอะไรสำหรับเจ้ากัน? "

"ข้าก็แค่คิดว่าพวกเราควรจะเคารพผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว"

ครั้งนี้โลงศพไม่ได้ตอบกลับอะไรมา

ลู่โจวได้มองไปยังดาบที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น

เจียงอาเฉียนได้พูดออกมาอีกครั้ง "ข้าจะไม่เอาดาบอ่อนแอพวกนี้กลับไปแน่"

ฉินจานได้เกาหัวก่อนที่จะพูดออกมาอย่างลังเล "ข้า...ข้าขอเก็บดาบไปสักสองสามเล่มจะได้ไหม? "

เจียงอาเฉียนได้ตอบกลับก่อนที่จะพูดออกมา "งั้นเจ้าก็เก็บไปด้วยตัวเองซะเถอะ"

ฉินจานมีความสุขมาก ตัวเขาได้หยิบดาบระดับโลกที่ดีที่สุดสองเล่มที่พอจะหาได้ไป

เจียงอาเฉียนได้พูดขึ้น "เป็นธรรมดาที่ทุกคนล้วนแต่จับจ้องไปที่อะไรบางอย่าง"

"เกิดเป็นชายยังไงก็ต้องรักในดาบอยู่แล้ว"

"เจ้าจะไปรู้อะไร...แม้ว่าความสนใจของเราจะคล้ายกัน แต่ถึงแบบนั้นความสนใจของเจ้ายังหยาบกว่าข้าเป็นไหนๆ ..."

"หยุดพูดได้แล้ว..." ลู่โจวที่ห้ามทั้งสองคนได้เอามือไขว้หลังก่อนที่จะเดินออกไปจากสุสานแห่งนี้

โลงศพได้หายไปในอุโมงค์ที่มันได้จากมา

หยวนเอ๋อได้ออกไปจากสุสานแห่งดาบพร้อมๆ กับผู้เป็นอาจารย์

ในตอนนั้นม่านพลังแห่งดาบทั้งเจ็ดก็เริ่มที่จะรวบรวมพลังเพื่อกลับมาใช้งานใหม่

"ท่านอาจารย์ใครกันแน่ที่อยู่ในโลงศพนั่น? "

"คนรู้จัก"

"ท่านอาจารย์ ท่านมีสหายด้วยหรอ? "

"ไม่ใช่สหายหรอก เจ้านั่นน่ะเป็นคู่แข่ง" ลู่โจวได้อธิบายเพิ่มในระหว่างที่เดินออกมา

"แล้วท่านอาจารย์มีสหายบ้างไหม? " หยวนเอ๋อยังคงถามใหม่

"ข้ามีสหายมากมายหลายคน..." ลู่โจวตอบกลับมา

"ค่ะ..."

ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็เดินออกมาจากสุสานแห่งดาบก่อนที่จะมองเห็นท้องฟ้าอีกครั้งได้

ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความโล่งอก

"วิซซาร์ด"

เจียงอาเฉียนและฉินจานก็ได้ตามทั้งสองคนออกมาเช่นกัน ลู่โจวไม่ได้กระโดดขึ้นหลังวิซซาร์ดในทันที "เจียงอาเฉียน"

"ทะ...ท่านผู้อาวุโส มีอะไรให้ข้ารับใช้อย่างงั้นหรอ? "

"จ้าวยู่ยังอยู่ในพระราชวัง เจ้าก็ดูแลนางด้วย"

"ไม่มีปัญหา แต่ข้ามีเรื่องที่จะต้องบอกท่านเอาไว้ ท่านผู้อาวุโส" เจียงอาเฉียนพูดขึ้น

"เรื่องอะไรกัน? "

"ศิษย์คนที่เจ็ดสีวู่หยากำลังจะมาหาข้า ยิ่งไปกว่านั้นข้ามั่นใจว่าเจ้านั่นคงจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของข้าแล้ว ข้าต้องบอกท่านตามตรงว่าตัวข้าก็ไม่อาจแข่งขันกับศิษย์ของท่านในการรวบรวมข้อมูลได้ คนของเขาได้มารังควานแหล่งข่าวของข้า และเมื่อไม่กี่วันก่อนข้าก็เพิ่งจะขาดการติดต่อกับแหล่งข่าวของข้าไป ทุกคนล้วนแต่เป็นแหล่งข่าวอันสำคัญสำหรับข้า ถ้าหากเป็นไปได้ท่านช่วยตักเตือนอดีตศิษย์คนนี้สักครั้งจะได้ไหม? " เจียงอาเฉียนได้พูดออกมาตรงๆ

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 290 แล้วไว้พบกันใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว