เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 279 เคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ส่วนสุดท้าย

ตอนที่ 279 เคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ส่วนสุดท้าย

ตอนที่ 279 เคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ส่วนสุดท้าย


ตอนที่ 279 เคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ส่วนสุดท้าย

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ฉินจานอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ ในตอนนั้นเองทั่วทั้งร่างกายของเขาถูกพลังโอบล้อมเอาไว้ ฉินจานมีพลังวรยุทธอยู่ที่ขั้นศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้น ดังนั้นหยวนเอ๋อจึงสามารถจับตัวของฉินจานได้อย่างง่ายดาย

"ท่านอาจารย์...ข้าควรจะไล่ตามเจ้านั่นไปไหม? " หยวนเอ๋อได้ถามออกมาอย่างตื่นเต้น เมื่อนางเห็นผู้ฝึกยุทธทั้งหลายปรากฏตัวออกมา นางก็มีท่าทีที่ตื่นเต้นมากขึ้นมาก

ที่ตรงนี้ก็คือเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นสถานที่ที่เหล่ายอดฝีมือจำนวนมากมารวมตัวกัน

ที่เมืองหลวงแห่งนี้มีทหารองค์รักรวมไปถึงสิบสุดยอดหัวกะทิเป็นแนวการป้องกันสูงสุด แนวการป้องกันนี้ได้รับการฝึกฝนมากว่าหลายปีแล้ว

ลู่โจวได้พูดออกมาเบาๆ แววตาของเขาได้จ้องมองไปที่พ่อบ้านเฒ่า "เตรียมรถม้าซะ"

"เร็วเข้า...เตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้! " หงฟู่เข้าใจความหมายของลู่โจวดี ตัวเขาได้หันไปสั่งคนรับใช้ที่อยู่ข้างๆ ให้รีบเตรียมรถม้า ภาพของผู้ฝึกยุทธที่กำลังปรากฏตัวขึ้นเป็นภาพที่แปลกประหลาดสำหรับพ่อบ้านคนนี้จริงๆ

เหล่าคนรับใช้ของคฤหาสน์แห่งพลังรีบเตรียมรถม้าในทันที ในตอนนี้รถม้าที่เคยเป็นของฉินจานได้ถูกนำไปใช้สำหรับคนนอกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โชคยังดีที่แห่งนี้ยังไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ถ้าหากมีคนนอกอยู่จริงๆ คฤหาสน์แห่งนี้จะต้องเสียหน้ามากแน่ หลังจากที่รถม้าได้จากไป ฉินโจและฉินรู่ปิงก็ได้แต่จ้องมองรถม้า ทายาทเจ้าของคฤหาสน์ทั้งสองคนยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น "นายน้อย ไม่ต้องห่วงไป นายท่านแค่ต้องไปอยู่ในศาลาปีศาจลอยฟ้าชั่วคราวก็เท่านั้น ยังไงซะเขาจะต้องกลับมาแน่" หงฟู่ไม่มีวิธีการอื่นนอกซะจากต้องปลอบนายน้อยทั้งสอง

ฉินโจที่เห็นแบบนั้นตกใจมากจนพูดไม่ออก

ส่วนฉินรู่ปิงเองไม่ได้เป็นเหมือนกับพี่ชาย นางได้พึมพำออกมาเบาๆ แทน "ถ้าหากรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าก็คงจะขอติดตามไปด้วยแล้ว"

ทั้งฉินโจและหงฟู่ที่ได้ยินแบบนั้นต่างก็งุนงง

ภายในรถม้า

หยวนเอ๋อเป็นฝ่ายถามออกมาอย่างสงสัยซะก่อน "ท่านอาจารย์ ทำไมพวกเราไม่บินไปจากที่นี่กันละคะ? "

ก่อนที่ลู่โจวจะได้ตอบกลับ ฉินจานก็ได้พูดออกมาซะก่อน "สะ...สาวน้อย ก่อนที่จะพูดอะไรกันช่วยคลายพลังที่จับข้าอยู่ทีจะได้ไหม..."

"ฝันไปเถอะ" หยวนเอ๋อได้โบกแขนปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ

ฉินจานทำได้เพียงจ้องมองลู่โจวด้วยสายตาอันน่าสงสาร พลังที่โอบล้อมตัวของฉินจานเอาไว้มันไม่ได้ต่างจากเชือกเลยนั่นเอง

ในตอนนี้ฉินจานไม่มีทางที่จะหนีไปไหนได้ เพราะแบบนั้นการจะพันธนาการเขาเอาไว้ก็คงจะไม่มีความหมายใดๆ

หลังจากที่ฉินจานถูกปลดปล่อยออกมา ตัวเขาก็ได้พูดขึ้น "ขอบคุณ"

เมื่อคลายพันธนาการให้ฉินจานก็ได้ตอบคำถามของหยวนเอ๋อในก่อนหน้านี้ "ที่นี่คือเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะยังไงท่านผู้อาวุโสก็คงจะไม่อยากเป็นจุดสนใจให้กับใคร เพราะแบบนั้นการใช้รถม้าธรรมดาแบบนี้เพื่อออกจากเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์คงจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว ที่เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยรถม้า เพราะงั้นคงจะไม่มีใครสงสัยพวกเราแน่"

หยวนเอ๋อพยักหน้าราวกับเข้าใจในสิ่งที่ฉินจานพูดทั้งหมด

หลังจากนั้นไม่นานรถม้าก็ได้ชะลอตัวลงก่อนที่จะหยุดอยู่ที่ด้านนอกเมือง

"ข้าคิดว่าตอนนี้ผู้ฝึกยุทธคงจะไปรวมตัวกันที่สุสานแห่งดาบแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าทางสะดวก เป็นโชคดีของพวกเราจริงๆ " ฉินจานได้พูดขึ้น

หยวนเอ๋อได้มองไปที่ฉินจานอย่างสงสัย 'ทำไมคนคนนี้ถึงได้ทำตัวเหมือนกับคนฝั่งเรามากขึ้นเรื่อยๆ กันล่ะ? '

"สุสานแห่งดาบตั้งอยู่ที่ไหนกัน? " หยวนเอ๋อได้ถามออกมา

"อยู่ห่างจากเมืองจักรวรรดิทางตอนเหนือไป 30 ไมล์ ที่นั่นเป็นห้องใต้ดินที่มีทางสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก" ฉินจานตอบกลับ

ลู่โจวมองไปที่ทิศที่สุสานแห่งดาบตั้งอยู่ ตัวเขาเข้าใจเกี่ยวกับสุสานแห่งดาบมากกว่าที่ฉินจานจะเข้าใจซะอีก ท้ายที่สุดแล้วในความทรงจำของจีเทียนเด๋าก็ยังมีความรู้มากมายก่ายกองมากกว่าพันปี ไม่มีทางเลยที่ตัวเขาจะไม่รู้เรื่องพื้นฐานแบบนี้

เมื่อฉินจานเห็นลู่โจวยังคงเงียบอยู่ ตัวเขาก็ได้พูดต่อไป "ท่านผู้อาวุโส จดหมายที่ท่านพูดถึง..." หลังจากที่พูดออกมาได้พักหนึ่งตัวเขาก็ได้หยุดพูดไป ฉินจานตระหนักได้ว่าสิ่งที่กำลังพูดอยู่นี้อาจจะทำให้ปรมาจารย์มหาวายร้ายที่อยู่ตรงหน้าไม่พอใจได้

"พูดออกมาซะ"

"ศิษย์ของท่านช่างดื้อรั้น...เขาต้องการที่จะสร้างปัญหาให้ท่านสินะครับ? " ฉินจานจำเนื้อหาที่ถูกเขียนเอาไว้ในจดหมายได้ มันเป็นจดหมายที่ถูกเปิดอ่านในคฤหาสน์ที่เพิ่งจะจากมา

ลู่โจวได้ตอบกลับ "เจ้าน่าจะรู้ดีกว่าข้านะ"

"เอ่อ..."

ทุกๆ คนรู้ดีว่าใครเป็นศิษย์ทรยศของศาลาปีศาจลอยฟ้า ไม่มีทางเลยที่ฉินจานจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกศาลาปีศาจลอยฟ้า คำพูดของลู่โจวเป็นการจี้ใจดำของฉินจานนั่นเอง ฉินจานรู้ดีอยู่แล้วว่ายู่เฉิงไห่เป็นศิษย์ทรยศ แต่ถึงแบบนั้นเขาก็เลือกทำงานกับยู่เฉิงไห่

ฉินจานได้ฝืนยิ้มให้ ตัวเขาไม่ได้ตอบกลับอะไรไป ลู่โจวได้ลอยขึ้นไปบนฟ้าโดยที่เอามือไขว้หลังเอาไว้ ตัวเขากำลังลอยไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สำหรับลู่โจวเขาไม่รู้เลยว่าศิษย์คนไหนที่กำลังต้องการก่อกวนเจียงอาเฉียนอยู่ ยู่ฉางตงอย่างงั้นหรอ? หรือจะเป็นยู่เฉิงไห่ไม่ก็สีวู่หยากัน? ไม่สำคัญเลยว่าจะเป็นใคร ถ้าหากเจอหนึ่งในลูกศิษย์ลู่โจวก็จะจับศิษย์ทรยศกลับมาให้จงได้

"แล้วเจ้าจะรออะไรกัน? พวกเราจะไปกันแล้ว" หยวนเอ๋อที่พูดเสร็จก็ได้ลอยขึ้นไปบนอากาศ นางได้หันมามองฉินจานอีกครั้ง ฉินจานในตอนนี้ยังคงนิ่งเงียบ เพราะแบบนั้นหยวนเอ๋อจึงต้องพูดกระตุ้นฉินจานนั่นเอง

ฉินจานได้ลอยขึ้นไปบนอากาศเช่นกัน ตัวเขาที่ได้ตามหยวนเอ๋อไปได้ตอบกลับมา "ข้ากำลังตามไป..." ในตอนนี้ตัวเขาได้สูญสิ้นเกียรติยศทุกอย่างที่เคยมีมา

ฉินจานได้ตามหยวนเอ๋อและลู่โจวไป

หยวนเอ๋อเป็นผู้ฝึกยุทธขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์ ท้ายที่สุดแล้วนางยังมีรองเท้าเหยียบเมฆาอยู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่ฉินจานจะหนีนางพ้น

ในทางกลับกันฉินจานกลับรู้สึกประทับใจในความเร็วของลู่โจว ความเร็วของลู่โจวใกล้เคียงกับความเร็วที่ตัวเขามีมาก 'ท่านผู้อาวุโสกำลังปรับความเร็วเพื่อให้ข้าได้ตามทันอย่างงั้นหรอ...ข้าไม่สมควรเลยที่จะได้รับการดูแลที่ดีแบบนี้'

แม้ว่าพวกเขาทั้งสามจะไม่ได้บินไปด้วยความเร็วสูงสุดของผู้ฝึกยุทธขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์ แต่พวกเขาทั้งสามก็สามารถมาถึงสุสานแห่งดาบได้อย่างรวดเร็ว สุสานแห่งดาบไม่ได้อยู่ไกลแต่อย่างใด ที่สุสานแห่งดาบทั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาที่มีพื้นที่กว่าหลายไมล์ด้วยกัน

ลู่โจวลูบเคราของตัวเองในตอนที่จ้องมองภูเขา

หลังจากนั้นฉินจานก็ได้บินมาถึง "สุสานแห่งดาบคงจะอยู่ใกล้ๆ กับหุบเขาตะวันม่วงนี้แหละ"

"ไปกันเถอะ" ลู่โจวได้เดินไปตามเส้นหุบเขาที่คดเคี้ยว

หลังจากนั้นไม่นานทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงของการโต้เถียงอันรุนแรงขึ้น "เจ้าพวกสำนักแห่งความมืดนี้มันน่ารังเกียจจริง! สุสานแห่งดาบควรจะเปิดรับทุกคนแท้ๆ แต่เจ้าพวกนั้นกลับไม่ให้พวกเราเข้าไป! "

"ก็พวกมันมีจอมวายร้ายเป็นหัวหน้า อย่าลืมซะสิว่าสำนักแห่งความมืดมีสีวู่หยาเป็นเจ้าสำนักน่ะ เขาเป็นศิษย์คนที่เจ็ดของศาลาปีศาจลอยฟ้าเชียว! "

"ถ้าหากเป็นปรมาจารย์จีข้าก็คงจะพอยอมรับได้ แต่นี่มันก็แค่สีวู่หยาเท่านั้น เขาคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรนอกเหนือไปจากคนทรยศหรอก! "

ในตอนนี้ลู่โจว, หยวนเอ๋อและฉินจานได้อยู่ด้านหลังกลุ่มผู้ฝึกยุทธที่กำลังถกเถียงกัน ที่แห่งนี้มีผู้ฝึกยุทธกว่า 50 คนมารวมตัวกัน พวกเขาต่างก็มีระดับพลังวรยุทธที่แตกต่างกัน บางคนก็มีพลังอยู่ในขั้นสังหรณ์หยั่งรู้ บ้างก็มีพลังอยู่ในขั้นมหาราชครู และก็ยังมีบางคนที่มีพลังวรยุทธอยู่ที่ระดับศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งที่มีพลังอยู่ที่ขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์...นั่นมันเจียงอาเฉียนอย่างงั้นหรอ? เจียงอาเฉียนกำลังนั่งอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง เขากำลังถือดาบเอาไว้เช่นเคย ท่าทีของเขาที่ดูสบายๆ ทำให้เจียงอาเฉียนเป็นชายที่ดูเกียจคร้าน ตัวเขาจ้องมองเส้นทางที่อยู่ด้านหน้าที่ถูกปิดกั้นเอาไว้ด้วยก้อนหินก้อนหนึ่ง

"เจียงอาเฉียน"

เจียงอาเฉียนถึงกับตัวสั่น เขาได้หันไปมองรอบตัวก่อนที่จะใช้ความคิด 'ใครกันที่จำข้าได้ ใครจะไปเรียกหาข้าในที่ที่ทุรกันดารแบบนี้ได้? '

หลังจากนั้นไม่นาน "ท่านผู้อาวุโสเองอย่างงั้นหรอ? พวกเราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ! สาวน้อยเองก็มาด้วยอย่างงั้นหรอ...ข้าก็คิดถึงเจ้าเช่นกันสาวน้อย เจ้าดูสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนอีกนะ..." เจียงอาเฉียนได้มองเห็นพวกลู่โจวแล้ว เขาพูดทักทายก่อนที่จะเดินไปหาโดยที่ไม่ได้รู้สึกอับอายอะไรเลย

หยวนเอ๋อกลอกตาก่อนที่จะหันมองไปทางอื่น

ลู่โจวมองไปที่เส้นทางที่ถูกปิดกั้นก่อนที่จะพูดออกมา "เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? "

เจียงอาเฉียนมองไปที่ก้อนหินขนาดใหญ่ก่อนจะพูดออกมา "ศิษย์ของท่านเป็นคนใช้ก้อนหินก้อนนี้ขวางทางเอาไว้..."

"การจะเปิดเส้นทางด้วยพลังของเจ้ามันเป็นเรื่องที่ยากมากอย่างงั้นหรอ? " ลู่โจวได้ถามออกมา

เจียงอาเฉียนกระแอมหนึ่งครั้งก่อนที่จะตอบกลับมา "ข้าถือเป็นหนึ่งในสามผู้คลั่งไคล้ดาบ สำหรับข้าดาบก็เหมือนกับดอกไม้อันแสนงดงาม ข้าในฐานะผู้คลั่งไคล้ดาบจะไม่ยอมทำอะไรแบบนั้นแน่"

"หืม? "

ลู่โจวหันไปมองเจียงอาเฉียน เจียงอาเฉียนที่เห็นแบบนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ

"เอาล่ะ ข้าจะทำเอง ข้าก็แค่รอท่านผู้อาวุโสตอบกลับมาเท่านั้น" เจียงอาเฉียนยอมกลับคำแต่โดยดี

"เจ้าได้บอกข้าเรื่องนี้ในจดหมายแล้ว มีอะไรที่เจ้าต้องการในสุสานแห่งดาบกัน? " ลู่โจวได้ถามออกมา

"มีแน่นอน..." เจียงอาเฉียนพยักหน้าก่อนที่จะพูดขึ้น "ท่านผู้อาวุโสได้บอกให้ข้าไปตรวจสอบของที่เกี่ยวข้องกับศาลาปีศาจลอยฟ้า...และเพราะแบบนั้นข้าก็เลยต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายหลายอย่างด้วยกันกว่าจะสืบพบอะไรได้ ข้าไม่รู้มาก่อนเลยแต่ข้าก็รู้สึกตกใจมากเมื่อได้พบความจริงอันนี้ มีคัมภีร์ที่ว่างเปล่าทั้งสองคัมภีร์อยู่ในมือของอัครมเหสี มันเป็นของที่เกี่ยวข้องกับศาลาปีศาจลอยฟ้าไม่ผิดแน่"

เจียงอาเฉียนเป็นถึงองค์ชาย การที่เขาจะรู้เรื่องแบบนี้ได้เป็นอะไรที่ไม่น่าแปลกใจเลย

ลู่โจวเองก็รู้สึกสงสัยอยู่ในก่อนหน้านี้แล้ว คำพูดของเจียงอาเฉียนยิ่งช่วยยืนยันความคิดนี้ ท้ายที่สุดแล้วชิ้นส่วนเคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ที่เหลือก็ยังอยู่ในมือของอัครมเหสีไม่ผิดแน่

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 279 เคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ส่วนสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว