เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 152 นักบุญแห่งดาบลั่วฉีซาน

ตอนที่ 152 นักบุญแห่งดาบลั่วฉีซาน

ตอนที่ 152 นักบุญแห่งดาบลั่วฉีซาน


ตอนที่ 152 นักบุญแห่งดาบลั่วฉีซาน

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

เปลวไฟสีม่วงได้ล้อมรอบร่างของสิบคนทรงเอาไว้ มันกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ พลังลมปราณรอบๆ ตัวของพวกเขาเองก็เพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน แม้ว่าสิบคนทรงจะยังไม่ได้ใช้พลังลมปราณเลย แต่ถึงแบบนั้นพลังลมปราณรอบตัวของสิบคนทรงก็ยังดูทรงพลังมากแล้ว มันดูทรงพลังมากกว่าผู้ฝึกยุทธทั่วๆ ไปที่เดินพลังลมปราณด้วยซ้ำ

ลู่โจวได้คาดการณ์ล่วงหน้าเอาไว้เป็นอย่างดี เขาคำนวณเอาไว้แล้วว่าต้วนมู่เฉิงและหมิงซี่หยินจะต้องรับมือกับวู่เฉิงและวู่กวนได้แน่ ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงการใช้การ์ดการโจมตีของเพรชฆาตจัดการกับเร็นบู้ผิงได้ก็คงจะไม่ต้องกลัวคนอื่นอีกต่อไป แม้ว่าต้วนชิงหรือลั่วฉีซานอยู่ที่นี่ ฮั๊ววู่เด๋าจะต้องรับมือเอาไว้ได้แน่ ต้วนชิงเองก็เคยประทับใจในตัวลู๋โจวมาก ด้วยไหวพริบที่ยอดเยี่ยมของต้วนชิงเขาคงไม่เข้าร่วมการต่อสู้แน่ ถ้าหากเป็นไปตามที่คิดลู่โจวก็คงจะไม่ต้องใช้การ์ดใบอื่นๆ [หมายเหตุ: ขอเปลี่ยนชื่อด้วนชิงเป็นต้วนชิงนะครับ]

แต่ถึงแบบนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สิบคนทรงได้ปรากฏตัวขึ้นจากเวทมนตร์คาถา สิบคนทรงทั้งหมดมีฝีมือเทียบเท่าได้กับสุดยอดฝีมือทั้งสิบ ในตอนนี้ศิษย์สาวกทั้งหมดของลู่โจวคงจะไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป

ลู่โจวยังคงครุ่นคิดต่อไปอีก สิบคนทรงทั้งหมดล้วนแต่ตายไปแล้ว การจะใช้การ์ดการโจมตีของเพรชฆาตจัดการกับพวกเขาทั้งหมดคงจะไม่ได้รับแต้มบุญกลับมาแน่ ถ้าหากทำแบบนั้นจริงนี่ก็จะเป็นความเสียหายอันยิ่งใหญ่ของลู่โจว นี่ถือเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากขึ้นมาแล้วนั่นเอง...

วู่เซียนได้จ้องมองไปยังรถม้าล่องเมฆาอย่างไม่แยแสก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึก "เฉิงกวางอย่างงั้นหรอ? ช่างโง่เขลาสิ้นดี"

ผู้คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างก็สับสนในสิ่งที่ได้ยิน

ลู่โจวได้มองไปที่วู่เซียนแห่งสิบคนทรง หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดออกมาอย่างเยือกเย็น "เจ้าเป็นผู้นำของสิบคนทรง วู่เซียนอย่างงั้นหรอ? "

วู่เซียนเองก็จ้องมองไปที่ลู่โจวเช่นกัน "งั้นเจ้าก็เป็นปรมาจารย์แห่งศาลาปีศาจลอยฟ้า จีเทียนเด๋าอย่างงั้นสินะ? "

น้ำเสียงของทั้งสองคนดูคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก

ลู่โจวที่ได้ฟังแบบนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก เขาได้พูดต่อไป "เจ้าเป็นหนึ่งในสิบคนทรงผู้ยิ่งใหญ่ แต่เหตุใดกันถึงกลับกลายมาเป็นสุนัขรับใช้ของม่อหลี่แบบนี้ได้? "

"ฮืม? " น้ำเสียงของวู่เซียนดูนุ่มลึกมากกว่าเดิม "เจ้าไม่มีสิทธิ์จะมายุ่งเรื่องของสิบคนทรงอย่างพวกเรา! " หลังจากที่พูดจบวู่เซียนก็ได้ผสานมือตัวเองขึ้นมาทันที จากนั้นแขนทั้งสองข้างของเขาก็ได้ขยับไปเป็นวงกลม ในตอนนั้นมีวงสีม่วงปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้มันดูใหญ่มากกว่าเดิม วงที่ปรากฏขึ้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวถึง 5 เมตรด้วยกัน มันได้ปรากฏขึ้นก่อนที่จะลอยตรงไปที่รถม้าล่องเมฆา

ลู่โจวในตอนนี้ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดยังไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน ตัวเขายังคงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว...ถึงแม้ว่าตัวเขาจะยืนนิ่งอยู่ลู่โจวก็สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณของฮั๊ววู่เด๋า

ฮั๊ววู่เด๋าได้ใช้ผนึกตราประทับทั้ง 6 ขึ้นมา ทันทีที่ฮั๊ววู่เด๋าใช้พลังเสร็จพลังของจากทั้งสองฝ่ายก็ได้เข้าปะทะกันกลางอากาศ

ตู๊ม!

ผนึกตราประทับทั้ง 6 ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาแห่งเต๋าได้เข้าปะทะกับวงสีม่วง ในตอนที่พลังจากทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันพลังของวงสีม่วงก็ได้แตกสลายไปในทันที

วู่เซียนที่เห็นแบบนั้นก็ได้พูดกับฮั๊ววู่เด๋าขึ้นมา "เคล็ดวิชาของพวกเต๋าอย่างงั้นหรอ..."

ฮั๊ววู่เด๋าที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้ผสานมือก่อนที่จะทำความเคารพออกไป "สิบคนทรง ข้ารู้ดีว่าที่แห่งนี้ยังไม่มีคนตาย เพราะแบบนั้นพลังเวทมนตร์คาถาของพวกท่านจึงมีพลังเพียงแค่ 8 ส่วนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของเวลาที่จำกัดอีกด้วย ข้ารู้ดีว่าบรรพบุรุษอย่างท่านมีปัญญาที่เฉียบคมแค่ไหน ข้าคิดว่าท่านควรไตร่ตรองใหม่อีกครั้งด้วยเถอะ"

"8 ส่วนมันก็มากเกินพอแล้ว" วู่เซียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส

ฮั๊ววู่เด๋าที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้ตอบกลับไป "ท่านผู้อาวุโส ข้ารู้ดีว่าเวทมนตร์คาถาของพวกท่านไม่เหมาะที่จะใช้สู้ในระยะประชิดแบบนี้ การจะร่ายเวทมนตร์คาถาขึ้นมาได้ใช้เวลาจนเกินไป ถึงแม้ว่าท่านจะใช้พลังโจมตีพวกเรา พวกเราที่อยู่บนรถม้าคันนี้ยังไงก็หลบมันทันได้อยู่ดี"

"เจ้าน่ะอย่าดีแต่พูดจะดีกว่า" วู่เซีย ผู้ที่อายุน้อยที่สุดในสิบคนทรงเป็นคนพูดขึ้นก่อนที่จะบินตรงมาข้างหน้า

วู่กู, วู่เจิน, วู่ลี และวู่ดีเองก็บินตามเขามาติดๆ เช่นกัน

พวกเขาทั้งห้าได้ตั้งแถวกันอย่างเป็นระเบียบ มีคนคนหนึ่งอยู่ที่ด้านหน้าสุดส่วนคนที่เหลือได้ยืนอยู่ด้านหลัง

วู่เซียเป็นคนที่ก้มคุกเข่าลงไปที่กลางอากาศ ในตอนนั้นเขาได้ยกฝ่ามือขึ้นมาก่อนที่จะมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน

ในที่สุดสิบคนทรงก็เคลื่อนไหวจนได้

ทุกคนๆ ได้หันมามองพวกเขาทั้งสิบ

"อธิษฐาน"

ในตอนนั้นเองเปลวไฟรอบตัวของสิบคนทรงก็เริ่มแกร่งกล้าขึ้นมาอีกขั้น

แสงทั้งสิบวงได้ปรากฏขึ้นมา พวกมันทั้งหมดล้วนแต่มีพลังอันเป็นเอกลักษณ์อยู่ข้างในนั้น มันเป็นพลังที่แม้แต่ลู่โจวก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

วู่ดีเองเป็นผู้ส่งเสียงแปลกๆ ขึ้นมาอีกครั้ง "สรรเสริญ"

เสียงของคลื่นลมเริ่มรุนแรงขึ้นมา

หมิงซี่หยินในตอนนี้เป็นผู้ที่อยากจะวิ่งหนีไปมากที่สุด แต่ถึงแบบนั้นตัวเขาก็เป็นผู้ควบคุมรถม้า ถ้าหากตัวเขาหนีไปจริงๆ แล้วใครกันล่ะจะมาคุมรถม้าคันนี้ได้ หมิงซี่หยินได้มองไปที่ผู้เป็นอาจารย์ของเขา ในตอนนี้ลู่โจวไม่ได้แสดงท่าทีที่คิดหนีออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว

"นั่นมันเวทมนตร์..." ฮั๊ววู่เด๋าได้พูดออกด้วยเสียงที่นุ่มลึกต่อไป "สิบคนทรงแต่ละคนเชี่ยวชาญการใช้เวทมนตร์ในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกัน เพราะแบบนั้นการที่พวกเขาทั้งสิบจะรวมพลังกันเพื่อโจมตีแบบนี้ข้าคิดว่าพวกเราต้องคิดตั้งรับให้ดี"

"ข้าน่ะอยู่มาถึงตอนนี้ก็ไม่เคยที่จะเห็นพลังของสิบคนทรงเลย ในตอนนี้ข้าน่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าพลังของพวกสิบคนทรงมันจะทรงพลังแค่ไหนกัน! " ลู่โจวได้พูดจายั่วยุขึ้น

'ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดลู่โจวจะใช้แต้มบุญที่มีไปกับการจัดการสิบคนทรงพวกนี้ แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้รางวัลอะไรตอบแทนกลับมา แต่ถึงแบบนั้นยังไงชีวิตก็สำคัญกว่ารางวัลแต้มบุญอยู่ดี'

มือของวู่เจิงในตอนนี้ได้ลุกเป็นไฟ เขาคนนั้นได้เข้าไปใกล้กับวู่เซียมากขึ้นเรื่อยๆ

"เสียสละ"

น่าเสียดายที่ผู้ฝึกยุทธที่ฝึกฝนเวทมนตร์คาถาจะไม่สามารถแสดงพลังร่างอวตารออกมาได้ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องวัดพลังที่แท้จริงของพวกเขาเหล่านี้เลย

ต้วนมู่เฉิงในตอนนั้นก็ได้ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ "พวกเจ้าหยุดพูดพล่อยๆ และทำตัวลับๆ แบบนั้นได้แล้ว ช่างน่ารำคาญซะจริง! ข้าจะเป็นคนเปิดฉากโจมตีเอง" ต้วนมู่เฉิงที่ดูการแสดงอยู่นานในตอนนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป ตัวเขาตัดสินใจที่จะเข้าไปทดสอบพลังเป็นคนแรก

ในตอนนั้นเองท้องฟ้าก็ได้มืดลง ท้องฟ้าที่อยู่บนเหนือศีรษะของทุกคนในตอนนั้นได้มืดมิดไร้แสงอาทิตย์ไป

ไม่ทันไรก็มีอุกกาบาตสีม่วงตกลงมาจากท้องฟ้า...

"ยุทธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์! " ในตอนนั้นเองภาพเงาของหอกราชันย์ก็ได้พุ่งเข้าใส่สิบคนทรง พวกเขาทั้งหมดในตอนนี้กำลังมุ่งมั่นไปกับการใช้เวทมนตร์คาถาของตัวเองอยู่

นี่ถือเป็นวิธีการใช้เวทมนตร์คาถานั่นเอง เนื่องจากการเตรียมการใช้เวทมนตร์คาถาจะต้องใช้เวลานาน เพราะแบบนั้นพวกสิบคนทรงทั้งหมดในตอนนี้จึงจะต้องไร้การป้องกันอย่างแน่นอน

วู่เซียนที่เห็นแบบนั้นก็ได้พูดออกมาอย่างไร้อารมณ์ "ไปซะ" หลังจากที่วู่เซียนโบกมือขึ้น ในตอนนั้นเองวงสีม่วงก็ได้ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าต้วนมู่เฉิง

วงกลมอันนั้นได้ปัดป้องเงาของหอกนับพันของต้วนมู่เฉิงได้

ตู๊ม! ตู๊ม! ตู๊ม!

พลังการโจมตีทั้งหมดของต้วนมู่เฉิงถูกม่านพลังเวทมนตร์ป้องกันเอาไว้ได้

ถึงแม้ว่าต้วนมู่เฉิงจะเพิ่งผลิกลีบดอกบัวพลังร่างอวตารได้สำเร็จ แต่ถึงแบบนั้นเขาก็มีระดับพลังวรยุทธเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกยุทธที่มีพลังอวตารดอกบัว 3 กลีบ แต่ท้ายที่สุดแล้วเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดของต้วนมู่เฉิงกลับถูกวู่เซียน ผู้นำของสิบคนทรงสามารถปัดป้องการโจมตีไปอย่างง่ายดาย!

พวกสิบคนทรงแข็งแกร่งอะไรกันแบบนี้!

เหล่าผู้ฝึกยุทธหญิงที่มาจากวังจันทราทั้งหมดต่างก็ตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น

แม้ว่าฮั๊ววู่เด๋าเองจะเก่งกาจเช่นกัน แต่ถึงแบบนั้นเขาเป็นเพียงผู้ที่ถนัดแต่ใช้กระบวนท่าในการป้องกัน ในตอนนี้ต้วนมู่เฉิงไม่สามารถต่อกรอะไรกับวู่เซียนได้เลย ต้วนมู่เฉิงที่กระเด็นกลับมาได้เผลอพูดออกมาอย่างตื่นตกใจ "เจ้านี่มีพลังอย่างน้อยๆ ก็คงจะเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกยุทธที่มีพลังร่างอวตารดอกบัว 6 กลีบอย่างงั้นสินะ"

ฮั๊ววู่เด๋าได้ประมือกับต้วนมู่เฉิงอยู่หลายครั้ง และเพราะแบบนั้นตัวเขาจึงรู้ดีว่าต้วนมู่เฉิงเก่งกาจสักแค่ไหน แม้ว่าต้วนมู่เฉิงจะใส่พลังไปทั้งหมดกับการโจมตีในครั้งนั้น แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะทำอะไรไม่ได้เลย วู่เซียนในตอนนี้ได้ใช้พลังออกมาเพียง 8 ส่วนเท่านั้น แต่ถึงแบบนั้นเขากลับแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อได้

ต้วนมู่เฉิงได้ลอยกระเด็นกลับมา แขนของเขาในตอนนี้ยังคงชินชาอยู่

วู่ดีในตอนนั้นเองก็ได้ส่งเสียงอันแปลกประหลาดออกมา

บนรถม้าล่องเมฆา ทันทีที่ผู้ฝึกยุทธหญิงได้ยินเสียงอันแปลกประหลาดนั้นเข้า พวกเธอทั้งหมดก็รู้สึกไม่สบายในทันที

เสียงที่ได้ยินในตอนนี้เป็นเหมือนกับบทสวดพระสูตรแห่งพราหมณ์...แต่ถึงแบบนั้นผลของมันก็ไม่ได้รุนแรงเทียบเท่ากับบทสวดที่ลู่โจวเคยเจอมาแล้ว

เร็นบู้ผิงรู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลังมากเมื่อได้เห็นแบบนั้น ตัวเขารู้สึกตื่นเต้นราวกับว่ากำลังสนุกอยู่กับของเล่นชิ้นใหม่อยู่

"อธิษฐาน! สรรเสริญ! เสียสละ! " สิบคนทรงทั้งหมดได้พูดผสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในตอนนั้นเองสมาชิกสิบคนทรงทั้งหมดก็ได้ปล่อยพลังลมปราณออกมา พลังลมปราณที่ไหลออกมาจากร่างกายของพวกเขาทั้งหมดมีเยอะอย่างมหาศาลราวกับเขื่อนที่เปิดประตูระบายน้ำออกมา

'พลังของเวทมนตร์คาถาทำให้เจ้าพวกนี้สะสมพลังลมปราณได้มากขนาดนี้เลยอย่างงั้นหรอ? '

คนอื่นๆ เองต่างก็เฝ้ามองด้วยความตกใจ

พลังลมปราณที่ถูกปล่อยออกมาทั้งหมดได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวก่อนที่จะตกสู่พื้นราวกับฝูงดาวตก ถ้าหากมองเห็นการโจมตีนี้จากทางด้านนอก การโจมตีในครั้งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับฝูงดาวตกสีม่วง

"เจ้าพวกนี้พยายามจัดการพวกเราทั้งหมดโดยการใช้กระบวนท่าเพียงท่าเดียว! " ฮั๊ววู่เด๋าได้พูดขึ้นก่อนที่จะหันไปหาลู่โจว "ท่านผู้อาวุโสจี ในที่สุดก็มีโอกาสที่ข้าจะได้ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาแล้ว ได้โปรดให้ข้าแสดงฝีมือด้วยเถอะ! " ฮั๊ววู่เด๋าได้เดินออกจากรถม้าล่องเมฆาไป

"พลังร่างอวตารแห่งร้อยวิถี! " ในตอนนั้นเองพลังร่างอวตารก็ได้ปรากฏขึ้นด้านหลังฮั๊ววู่เด๋า ที่พลังร่างอวตารของเขามีดอกบัวบานถึง 6 กลีบ!

"สวรรค์, โลก, ชีวิต, ความตาย, น้ำ, ไฟ! " ในตอนนั้นเองตัวหนังสือทั้งหกก็ได้ลอยอยู่รอบตัวของฮั๊ววู่เด๋า ตัวเขาในตอนนี้กำลังยืนอยู่ในผังแปดเหลี่ยม พลังของหยินและหยางได้ถูกหลอมรวมเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ

วู่เซียนที่เห็นแบบนั้นก็ได้พูดออกมา "ช่างเป็นการต่อต้านที่ไร้ประโยชน์"

ในเวลานั้นเองตัวหนังสือทั้งหกก็ได้หลอมรวมกันจนกลายเป็นผนึกตราประทับทั้งหกไป มันได้ขยายตัวออกก่อนที่จะปกป้องรถม้าล่องเมฆาเอาไว้!

ตู๊ม! ตู๊ม! ตู๊ม!

ฝนดาวตกสีม่วงได้กระหน่ำล่วงเข้าใส่ผนึกตราประทับทั้งหกแห่งเต๋า ฝนดาวตกได้ตกลงบนม่านพลังสีทองที่ใสราวกับกระจกก่อนที่จะสลายไป

ต้วนมู่เฉิงในตอนนี้ได้มองไปที่ผนึกตราประทับทั้งหกอย่างตื่นตกใจ "นี่มัน...เป็นพลังของผู้อาวุโสฮั๊วที่ไม่เคยเอาจริงกับข้าเลยอย่างงั้นสินะ? "

สีหน้าของฮั๊ววู่เด๋าในตอนที่รักษาม่านพลังเอาไว้ดูเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก "เห็นทีข้าคงจะไม่สามารถทนได้นานกว่านี้แน่! คู่ต่อสู้ของพวกเราเป็นถึงสิบคนทรง! ท่านปรมาจารย์ รีบใช้โอกาสนี้หนีไปซะเถอะ! "

ในตอนนั้นเอง ณ ที่แห่งหนึ่งที่ไม่ใกล้ไม่ไกล

ชายคนหนึ่งได้ยื่นแขนออกมา ทันทีที่แขนยื่นออกมาดาบสีเงินวาววับก็ได้พุ่งออกไปเป็นเส้นตรง มันได้พุ่งตัดผ่านระหว่างฝูงฝนดาวตกสีม่วงก่อนที่จะโจมตีเข้าใส่พลังผนึกตราประทับทั้งหก!

"นักบุญแห่งดาบลั่วฉีซาน! "

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 152 นักบุญแห่งดาบลั่วฉีซาน

คัดลอกลิงก์แล้ว