เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 132 เจ้าก็รู้จักข้าดีศิษย์น้อง

ตอนที่ 132 เจ้าก็รู้จักข้าดีศิษย์น้อง

ตอนที่ 132 เจ้าก็รู้จักข้าดีศิษย์น้อง


ตอนที่ 132 เจ้าก็รู้จักข้าดีศิษย์น้อง

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ดวงตาของยู่ฉางตงได้จับจ้องไปที่กล่องลึกลับใบนั้น เขาประเมินมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหันกลับไป

"กล่องใบนี้คือกล่องที่ท่านอาจารย์ต้องการอาวุธของท่านในการเปิดน่ะ"

"ท่านอาจารย์เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ แม้ว่าเขาจะนอนอยู่บนภูเขา แต่ถึงแบบนั้นก็ยังสรรหาอะไรให้พวกเราได้ทำอีกจนได้" ยู่ฉางตงได้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

"บางทีท่านอาจารย์อาจจะทดสอบพวกเราด้วยของสิ่งนี้ก็เป็นได้

"ศิษย์น้องเจ็ด เจ้ามักจะมองทะลุคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่เจ้าน่ะกลับมองไม่เคยทะลุท่านอาจารย์ได้เลยสินะ? "

สีวู่หยาที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวให้ก่อนที่จะถอนหายใจยาวๆ ออกมา ตัวเขาได้เดินไปที่ด้านหลังของยู่ฉางตงก่อนที่จะเหลือบมองไปที่ถนนที่อยู่เบื้องล่าง ถนนเส้นนี้ยังคงคึกคักไม่เปลี่ยนแปลง "ถ้าหากเป็นท่านอาจารย์ในอดีต ข้าก็พูดได้อย่างเต็มปากเลยล่ะว่าอ่านความคิดของเขาได้ แต่ในตอนนี้ข้าเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว"

ยู่ฉางตงที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้พูดออกมาเบาๆ "ข้าน่ะไม่สนใจอะไรหรอก ในความจริงข้าเองก็ไม่เคยคิดถึงท่านอาจารย์เลย ตราบใดที่ท่านอาจารย์ยังอยู่ ข้าก็สบายใจแล้ว"

"ดูเหมือนว่าศิษย์พี่จะไม่ชอบวิธีการนี่เลยสินะ" สีวู่หยายังคงพูดต่อไปด้วยรอยยิ้ม "ท่านอาจารย์น่ะเริ่มทำแต่สิ่งตรงกันข้ามกับในอดีต เขาทั้งสังหารยอดฝีมือลำดับที่สองของวิหารปีศาจอย่างซู่จินฉานไป หลังจากนั้นเขาก็จับตัวผู้นำของเหล่าอัศวินดำอย่างฝานซุยเหวินเอาไว้อีก นอกจากนี้เขายังมีนักบวชผู้อาวุโสคอยช่วยเหลือตัวเขาอีกด้วย และเขายังให้คนจากสำนักบริสุทธิ์ ฝานซง, คนจากสำนักดาบสวรรค์อย่างโจวจี้เฟิง หรือแม้แต่ฮั๊ววู่เด๋าอดีตผู้อาวุโสสำนักหยุนเองต่างก็อยู่บนภูเขากันหมดแล้ว"

"ดูเหมือนเจ้าจะเสียความมั่นใจที่มีไปนะศิษย์น้องเจ็ด...เจ้าน่ะดูลังเล" ยู่ฉางตงพูดขึ้น

สีวู่หยาพยักหน้า ตัวเขาไม่ได้ปฏิเสธแม้แต่อย่างใด "ข้าเพิ่งจะได้ข้อมูลทั้งหมดมาจากสำนักแห่งความมืด แต่ถึงแบบนั้นก็ยังมีรายงานที่ย้อนแย้งกันอยู่หลายครั้ง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักบวชผู้อาวุโสล้วนแต่เชื่อถือไม่ได้ ที่แท่นบูชาหยกเขียวไม่มีนักบวชผู้อาวุโสจากที่ไหนไปอยู่ที่นั่น...ถ้าหากเป็นแบบนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่านักบวชผู้อาวุโสคนนั้นก็คือท่านอาจารย์เอง..."

ยู่ฉางตงที่ฟังแบบนั้นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ท่านอาจารย์น่ะเชี่ยวชาญการใช้เคล็ดวิชามากมายหลายชนิด ยังไงซะการสันนิษฐานของเจ้าก็ยังพอเป็นไปได้อยู่"

"ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริง บางทีท่านอาจารย์อาจจะเชี่ยวชาญการใช้เคล็ดวิชาจากสำนักอื่นๆ ก็เป็นได้ นั่นมันเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ " สีวู่หยารำพึง

ยู่ฉางตงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ตัวเขายังคงนิ่งเงียบก่อนที่จะมองไปยังที่ไกลแสนไกลจากเมืองอันยาง

ผู้คนบนท้องถนนเริ่มบางตาลงอย่างช้าๆ ดวงอาทิตย์กำลังตกลงสู่พื้น

ในที่สุดสีวู่หยาก็จ้องมองไปที่กล่องก่อนที่จะพูดออกมาอีกครั้ง "ศิษย์พี่รอง ขึ้นอยู่กับท่านแล้วล่ะว่าจะปลดล็อกกล่องใบนี้หรือไม่"

"เจ้าได้เลือกแล้วอย่างงั้นหรอ? "

"ในตอนนี้เวลาของท่านอาจารย์ใกล้จะหมดลงแล้ว เพราะแบบนั้นข้าจะตั้งหน้าตั้งตารอเวลานั้น" สีวู่หยาตอบกลับมา

"ข้าน่ะไม่ชอบใช้สมองเหมือนกับเจ้า..." ยู่ฉางตงพูดออกมาอย่างเยือกเย็น "แม้จะมีหลายครั้งที่ข้าไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเจ้า แต่ครั้งนี้ข้าคิดว่าเจ้าพูดถูก" หลังจากพูดจบยู่ฉางตงก็ได้เอื้อมมือไปหยิบดาบที่อยู่ด้านหลังของเขาออกมา ดาบของเขาได้ส่งแสงสีแดงจางๆ หลังจากนั้นยู่ฉางตงก็ได้ใส่ดาบลงไปในช่องว่างบนตัวกล่อง

แคล๊ก!

เสียงอะไรแปลกๆ ได้ดังขึ้น

ดาบยืนยาวได้ถูกดีดออกมาก่อนที่จะคืนสู่มือยู่ฉางตงไป "ทำไมกล่องถึงยังไม่เปิดกัน? "

สีวู่หยาได้ตอบข้อสงสัยในทันที "พวกเราจะต้องใช้ดาบของศิษย์พี่ใหญ่ ดาบนิลโลหิตซะก่อน"

"ศิษย์น้องเจ็ด เจ้าน่ะฉลาดกว่าพวกเราทุกคน เจ้าคิดว่าอะไรอยู่ในกล่องใบนี้กัน? "

"กล่องใบนี้ไม่ได้มีหนักอะไร ข้าว่ามันไม่ใช่ทั้งแก้วแหวนเงินทองแน่ และข้าก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นอาวุธเช่นกัน ถ้าดูจากความเป็นไปได้ทั้งหมด ข้าคิดว่ากล่องใบนี้คงจะเก็บแผนที่สมบัติเอาไว้แน่" สีวู่หยาพูดออกมาอย่างติดตลก

"แผนที่สมบัติอย่างงั้นหรอ? หรือว่าแผนที่นั่นจะนำพวกเราไปเจอกับของมีค่าอย่างกระดูกของชาวมนุษย์เผือกกัน? " ยู่ฉางตงได้พูดออกมาอย่างสับสน

"กระดูกของชาวมนุษย์เผือกไม่ใช่สมบัติหรอกศิษย์พี่ พระราชวังได้ออกค้นหาของสิ่งนั้นมาเป็นเวลากว่าสิบปี แต่พวกเขากลับไม่พบอะไรเลย เพราะแบบนั้นข้าเลยคิดว่ามีเพียงโอกาสอันน้อยนิดเท่านั้นที่สมบัติจะเป็นกระดูกของชาวมนุษย์เผือก" สีวู่หยาวิเคราะห์ตอบกลับไป

ยู่ฉางตงที่ได้ฟังแบบนั้นถอนหายใจออกมาเบาๆ "ข้าหวังว่าศิษย์น้องหกจะก้าวข้ามผ่านอดีตนั้นไปได้นะ"

"ทิ้งเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ข้าคิดว่าตอนนี้นางกำลังตกที่นั่งลำบาก ถ้าหากท่านอาจารย์รู้เรื่องทุกอย่างแล้วบางทีนางอาจจะต้องซวยก็เป็นได้"

ยู่ฉางตงพยักหน้าเห็นด้วย เขาไม่อยากที่จะพูดถึงเรื่องยี่เทียนซินอีกต่อไป เขาจ้องมองไปที่กล่องลึกลับที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่จะพูดออกมาอย่างเยือกเย็น "ยังไงซะศิษย์พี่ใหญ่ไม่ชอบที่จะเปิดเผยตัวออกมา ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหาศิษย์พี่พบหรอกนะ"

"ข้าจะลองดู...บางทีศิษย์พี่ใหญ่อาจจะช่วยแสดงความคิดเห็นกับพวกเราได้" สีวู่หยาตอบกลับ

ยู่ฉางตงที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้ชี้ไปยังทิศที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ "ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้อยู่บนหุบเขาผิงตูอีกต่อไป เขาน่าจะอยู่ที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์แน่! "

เมื่อสีวู่หยาได้ฟังแบบนั้น เขาถึงกับผงะเล็กน้อย "ศิษย์พี่ใหญ่ชอบฝึกฝนตัวเองอย่างสันโดษมาโดยตลอด เพราะงั้นภารกิจหลายอย่างจึงถูกลูกน้องของเขาเป็นคนสานต่อให้ ทำไมศิษย์พี่ใหญ่ถึงไปที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ด้วยล่ะ นั่นมันไม่ใช่ถ้ำเสื้อ แต่เป็นถ้ำมังกรมากกว่า? "

ยู่ฉางตงพูดตอบกลับมา "ข้าเองก็ไม่ชอบวิธีที่ศิษย์พี่ใหญ่ทำหรอกนะ"

"เอ่อ"

"เพราะงั้นข้าก็เลยจัดการกับเฉินเหวินเจี๋ยไป"

"..."

"ข้าน่ะได้เตือนกับศิษย์พี่ใหญ่และเฉินเหวินเจี๋ยไปก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าหากพวกเขากล้าที่จะขวางทางข้า ข้าก็จะสังหารพวกเขาในทันที ข้าจะให้ดาบของข้าได้อาบเลือดของพวกเขา" ยู่ฉางตงได้พูดออกมาช้าๆ

สีวู่หยาที่ได้ฟังแบบนั้นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หลังจากนั้นสุดท้ายเขาก็พูดออกมาอีกครั้ง "ท่านกับศิษย์พี่ใหญ่มักจะมีจุดยืนเป็นของตัวเอง"

"ศิษย์น้องเจ็ด เจ้าน่ะมองเห็นภาพรวมมาโดยตลอด เจ้าคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่ทำถูกต้องหรือไม่? " ยู่ฉางตงถามออกมา

"อืม..." สีวู่หยาได้หยุดคิดไปชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะยิ้มแย้มและตอบกลับมา "ข้าคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่น่ะทำผิดไปแล้ว"

ยู่ฉางตงที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ "เจ้าน่ะมีสิ่งที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ศิษย์น้องเจ็ด"

ในตอนนั้นเองกองทหารพร้อมม้าศึกได้ปรากฏตัวขึ้นที่ถนนอันยาง ในกองทหารมีผู้ฝึกยุทธชุดแดงอยู่ทั้งหมด 30-50 คนด้วยกัน

ยู่ฉางตงชี้ไปที่กองทหารตรงนั้น "เจ้าพูดถูกแล้ว เหวนซู่หยานส่งคนมาจริงๆ "

สีวู่หยาเอามือไขว้หลังก่อนที่จะพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม "แม้ว่าเหวยซู่หยานจะไม่ลงรอยกับใครบางคน แต่คนพวกนั้นก็คงจะไม่ต่างอะไรกับฝูกตั๊กแตน เหวยซู่หยานช่างน่าเกลียดเกินไปจริงๆ ..."

"น่าเกลียดอย่างงั้นหรอ? "

"ไม่สำคัญอีกแล้วว่าเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่การเคลื่อนไหวของเหวยซู่หยานดูเชื่องช้าจนเกินไป" สีวู่หยาพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

"แล้วเจ้าล่ะศิษย์น้องเจ็ด เจ้าจะเคลื่อนไหวไหม? " ยู่ฉางตงถามออกมา

สีวู่หยาส่ายหัวก่อนที่จะพูดออกมา "ข้าไม่คิดจะเคลื่อนไหวในตอนนี้ ข้าอยากที่จะสังเกตการณ์ให้มากกว่านี้ซะก่อนค่อยลงมือ ศิษย์พี่รองไม่เห็นด้วยกับวิธีของข้าหรอ? "

"เจ้าก็รู้จักข้าดีศิษย์น้องวู่หยา" ยู่ฉางตงพูดตอบกลับไป

กองทหารได้เดินไปตามท้องถนน

ท้ายที่สุดแล้วสีวู่หยาก็ได้คารวะยู่ฉางตง "ศิษย์พี่รอง ข้าจะต้องขอตัวก่อน ข้าจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์"

"ได้" ยู่ฉางตงโบกมือให้ก่อนจะพูดอีกครั้ง "ฝากอะไรไปบอกเขาด้วย บอกเขาว่าข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของเขา และเขาเองก็อย่ามายุ่งกับเรื่องของข้า"

"ข้าจะบอกข้อความนี้แก่ศิษย์พี่ใหญ่เอง..." สีวู่หยาพูดเสร็จก็ได้โบกมือขึ้น ในตอนนั้นกล่องใบเดิมก็ได้หายไปในทันที

ยู่ฉางตงเหลือบมองไปที่ร่างอันไร้วิญญาณที่อยู่บนพื้น ตัวเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะพูดออกมา "ข้าต้องขอโทษจริงๆ ที่ข้าไม่ได้จัดการกับพวกเจ้า...แค้นต้องชำระ เห็นทีข้าคงจะทำแบบนั้นไม่ได้ซะแล้ว ลาก่อน" หลังจากที่พูดจบยู่ฉางตงก็ได้กระโจนขึ้นไปบนอากาศ หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้หายวับไป ยู่ฉางตงได้ติดตามกองทหารรวมไปถึงเหล่าผู้ฝึกยุทธชุดแดงไป

ในขณะเดียวกันสีวู่หยาเองก็กลับมาถึงรถม้าของตัวเอง

"ท่านเจ้าสำนักพวกเราเห็นท่านดาบปีศาจตรงไปที่ภูเขาทอง"

"ไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไร ศิษย์พี่รองรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร เจ้ามีข่าวอะไรเกี่ยวกับสำนักหยุน, สำนักเทียน และสำนักล่ัวไหม? "

"เจ้าสำนัก นักบุญแห่งดาบลั่วฉีซานยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร"

"ถ้าหากเจ้านั่นเคลื่อนไหวรายงานข้าทันที ข้าเชื่อว่าศิษย์พี่รองต้องอยากที่จะประมือกับเขามากแน่"

"ครับท่านเจ้าสำนัก"

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 132 เจ้าก็รู้จักข้าดีศิษย์น้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว