- หน้าแรก
- สัมผัสเดียวสะท้านภพ ระบบเก็บกู้ระดับ UR
- บทที่ 34 - มนตรรักแห่งการจับกุม
บทที่ 34 - มนตรรักแห่งการจับกุม
บทที่ 34 - มนตรรักแห่งการจับกุม
บทที่ 34 - มนตรรักแห่งการจับกุม
ฉู่สวินที่เป็นหัวข้อสนทนาอย่างออกรสในช่องแชต ไม่ได้รู้สึกหยิ่งผยองจากการคว้าอันดับหนึ่งและกอบกู้สถานการณ์เอาไว้ได้เลย
เพราะเขารู้สึกว่ามันง่ายมากก็เลยไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ
เขาเคยคิดที่จะชิงอันดับหนึ่งก็จริง แต่ก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ...
เป้าหมายสูงสุดของเขายังคงเป็นอันดับหนึ่งบนกระดานจัดอันดับเลเวลเสมอมา
เพียงแต่ว่าเขาลืมอะไรบางอย่างไป...
พลังรบของเขามันสูงเกินไปแล้ว!
มอนสเตอร์ที่คนอื่นมองว่าฆ่ายากฆ่าเย็น สำหรับเขากลับกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ...
ดังนั้นแค่ออกแรงนิดเดียว เขาก็คว้าอันดับหนึ่งมาครองได้สำเร็จ
แถมยังทำคะแนนทิ้งห่างอันดับสองไปอย่างขาดลอยถึงแปดร้อยคะแนน!
ทำตัวโดดเด่นเกินไปแล้ว!
แบบนี้ไม่ดีแน่!
ในช่องแชตเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องให้เขาออกมา "พูดอะไรสักหน่อย"
แต่ฉู่สวินก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไปเลย
เขาเตรียมตัวที่จะ "ดำน้ำเงียบๆ" และทำตัวเป็น "เต่าหดหัว" ต่อไป
ความจริงแล้ว โดยเนื้อแท้เขาไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมสักเท่าไหร่
ไม่ได้มีความกล้าแสดงออกอะไรเบอร์นั้น
และก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรด้วย
ดังนั้นสำหรับคำเยินยอสรรเสริญในช่องแชต อย่างมากเขาก็แค่แอบอ่านเงียบๆ แล้วนั่งยิ้มแก้มปริอยู่คนเดียว
เขาไม่เคยคิดที่จะออกไปป่าวประกาศอะไร และไม่เคยคิดที่จะใช้โอกาสนี้สร้างบารมีให้ตัวเองเลยแม้แต่น้อย...
เมื่อเทียบกับชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้นแล้ว เขาสนใจสิ่งที่จับต้องได้และมีผลต่อตัวเองมากกว่า
การทะลุมิติมาอยู่ในต่างโลก มีเพียงความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัย
แถมเขายังเสพติดความรู้สึกของการวิวัฒนาการตอนที่ค่าสถานะพุ่งกระฉูด รวมถึงความภาคภูมิใจตอนที่พลังรบเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อเทียบกับการออกไป "พูดอะไรสักหน่อย" แล้ว เขาสนใจที่จะพัฒนาตัวเองมากกว่า
มีเพียงการพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้น ถึงจะสามารถแย่งชิงอันดับหนึ่งบนกระดานจัดอันดับเลเวลมาได้อย่างสบายๆ
ในตอนนี้ฉู่สวินกำลังเตรียมตัวเปิดกล่องสุ่ม
เขาชอบการเปิดกล่องสุ่มมาก เพราะนี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
การเป็นผู้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของฝ่ายชนะ ทำให้เขาได้รับกล่องสุ่มระดับเงินมาหนึ่งใบ
ระดับเงิน!
แค่ฟังดูก็รู้แล้วว่าต้องหรูหรากว่าระดับเหล็กดำหรือทองแดงตั้งเยอะ
ก็มันเป็นถึงโลหะมีค่าเลยนี่นา
ดูได้จากเปอร์เซ็นต์อัตราการดรอปของก็รู้
[เมื่อเปิดออก มีโอกาส 90% ที่จะได้รับไอเทมขั้น 3 แบบสุ่ม มีโอกาส 9% ที่จะได้รับไอเทมขั้น 4 แบบสุ่ม และมีโอกาส 1% ที่จะได้รับไอเทมขั้น 5 แบบสุ่ม]
ฉู่สวินผู้ครอบครองพรสวรรค์ตำนานสีทอง ถึงกับตาโตเมื่อเห็นคำว่าไอเทมขั้นสี่
นี่มันกล่องสุ่มอุปกรณ์นะ!
คราวนี้ล่ะ ฉันก็จะได้เป็นผู้ครอบครองอุปกรณ์ขั้นสี่กับเขาบ้างแล้ว!
เปิดเลย!
แสงสีรุ้งสาดส่องประกายเจิดจ้า ก่อนที่กล่องสุ่มจะเลือนหายไป
สิ่งของที่มีลักษณะคล้ายสร้อยคอเส้นหนึ่ง ปรากฏขึ้นในมือของฉู่สวิน
[เปิดกล่องสุ่มสำเร็จ ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้รับอุปกรณ์ขั้น 5 มนตรรักแห่งการจับกุม!]
ขั้น 5!
ได้ของขั้นห้าเลยงั้นเหรอ!
ดวงดีสุดๆ ไปเลยว่ะ!
ฉู่สวินยิ้มกว้างจนหุบไม่ลง เขารีบสำรวจเครื่องประดับที่เป็นสร้อยคอในมือทันที
[มนตรรักแห่งการจับกุม ขั้น 5 : เมื่อจับกุมมอนสเตอร์เป้าหมายได้สำเร็จ สามารถบังคับให้เป้าหมายกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของตัวเองได้ โดยค่าความภักดีจะคงที่อยู่ในระดับสูงสุดตลอดไป —— เล่าลือกันว่านี่คือเครื่องประดับของเทพแห่งความรัก หากมอบให้ผู้เป็นที่รักจะก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น!]
อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำเอาฉู่สวินถึงกับงุนงง
และเมื่อทำความเข้าใจกับอุปกรณ์ชิ้นนี้อย่างถ่องแท้แล้ว เขาก็ถึงกับผิดหวังอย่างแรง
ใช้จับสัตว์เลี้ยงได้หนึ่งตัวงั้นเหรอ
คนที่มีพรสวรรค์ระดับ S มิติพันธสัญญาอย่างเขา สามารถจับสัตว์เลี้ยงได้สัปดาห์ละตัวอยู่แล้วนะเฟ้ย!
และที่สำคัญ อุปกรณ์ขั้นห้าชิ้นนี้ กลับไม่มีค่าสถานะบวกเพิ่มให้เลยสักนิดเดียว!
บ้าบอที่สุด!
ทักษะหนังวัวขั้นสี่ยังช่วยลดทอนความเสียหายได้เล็กน้อยเลย!
แต่อุปกรณ์ขั้นห้ากลับไม่เพิ่มค่าสถานะอะไรให้เลยเนี่ยนะ!
อะไรกันเนี่ย
ยิ่งระดับขั้นสูงก็ยิ่งกากงั้นเหรอ
ฉู่สวินหน้ามุ่ย เขารู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตัวเองไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
ความรู้สึกดีใจสุดขีดที่ได้อุปกรณ์ขั้นห้า ถูกชะล้างหายไปจนหมดสิ้น
แต่ก็ยังดี...
ยังเหลือแต้มสถานะอิสระอีกสามสิบแต้มให้เขาเอาไปอัปเกรดตัวเอง
อัปเลเวลหนึ่งขั้น จะได้ค่าสถานะทุกอย่างเพิ่มขึ้นห้าแต้ม รวมเป็นสิบห้าแต้ม
แค่แต้มสถานะสามสิบแต้มนี้ ก็เทียบเท่ากับการอัปเลเวลถึงสองขั้นเลยทีเดียว!
จะเอาไปบวกค่าสถานะไหนดีนะ
ฉู่สวินเหลือบมองหน้าต่างสถานะของตัวเอง
การอัปเป็นเลเวลหก และการชนะการแข่งขัน ทำให้ค่าสถานะแต่ละอย่างของเขาเพิ่มขึ้นมาสิบแต้ม
ตอนนี้เขามีพละกำลัง 127 แต้ม ความคล่องตัว 83 แต้ม และพลังจิต 93 แต้ม
ฉู่สวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง...
ในตอนนี้เขาไม่ได้มีทักษะรุนแรงอะไรมากมายนัก เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดจากการฟันด้วยดาบหมาป่า
ดังนั้นค่าพลังจิตก็เลยไม่ค่อยสำคัญสักเท่าไหร่
ในเมื่อตัดสินใจจะเป็นสายนักรบแล้ว แน่นอนว่าก็ต้องเน้นไปที่พละกำลังกับความคล่องตัวเป็นหลัก
พละกำลังของเขาได้รับการเสริมจากเกราะหมาป่าและกำไลวัวเถื่อนจนพุ่งไปถึง 127 แต้มแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วล่ะ!
เมื่อเทียบกับพละกำลังแล้ว ค่าความคล่องตัวที่มีผลต่อความเร็วในการโจมตี ความเร็วในการเคลื่อนที่ และความเร็วในการตอบสนองต่างหาก ที่เป็นจุดอ่อนของเขาในตอนนี้!
แต้มสถานะสามสิบแต้มนี้ควรจะแบ่งยังไงดี คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ตามหลักแล้วเขาควรจะเอาไปเทใส่ความคล่องตัวทั้งหมด...
แต่ฉู่สวินกลับแบ่งแต้มให้ความคล่องตัวแค่ 23 แต้ม ส่วนอีก 7 แต้มที่เหลือ เขาเอาไปโปะใส่พลังจิต
เมื่อทำแบบนี้ ค่าสถานะทั้งสามอย่างของเขาก็จะกลายเป็นเลขสามหลัก ทะลุร้อยแต้มทุกอัน!
โรคย้ำคิดย้ำทำบอกเลยว่ามีความสุขมาก!
เมื่อจัดการแบ่งแต้มเสร็จสิ้น พลังรบของเขาก็พุ่งทะยานไปถึง 58 ดาว
58 ดาว...
สำหรับฉู่สวินในตอนนี้ พลังรบก็เป็นแค่ตัวเลขประดับบารมีเท่านั้น
ในเวลานี้ มอนสเตอร์ระดับสูงสุดในทุ่งหญ้าอย่างราชันวัวเหล็กเหมันต์ หากต้องมาเจอกับเขา ก็คงหนีไม่พ้นถูกฆ่าตายในพริบตา
พลังรบไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไปแล้ว
ส่วนพวกมอนสเตอร์ระดับหัวหน้าน่ะเหรอ...
ไอ้พวกนั้นมันใช้พลังรบมาวัดกันไม่ได้หรอก
ราชันวัวมีพลังรบแค่ 30 ดาว แต่ตอนที่เขามีพลังรบ 46 ดาว กลับต้องใช้พิษค่อยๆ ตอดให้มันตายอย่างทรมาน
แน่นอนว่าอาจจะพูดได้ว่า ตัวเลขพลังรบนี้เอาไว้ใช้อ้างอิงเฉยๆ...
แต่ยังไงซะ การพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น
ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเอาชีวิตรอดตอนที่เข้าไปในต่างโลกได้มากเท่านั้น!
ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ไว้ก่อนแล้วกัน
ฆ่ามอนสเตอร์ระดับหัวหน้าให้ตายในพริบตา!
การอัปจากเลเวลหกไปเลเวลเจ็ด ต้องใช้ค่าประสบการณ์ถึงสามหมื่นแต้ม
ฉู่สวินไม่สามารถคาดหวังว่าการอัปเลเวลจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว มันดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่
ค่าสถานะห้าแต้มที่ได้จากการอัปเลเวล สำหรับฉู่สวินแล้ว จะมีหรือไม่มีก็แทบไม่ต่างกัน
ยังไงก็ต้องพึ่งพาการลูบศพอยู่ดี!
เดี๋ยวคงต้องเดินย้อนกลับไปซะหน่อยแล้ว
ระหว่างอาณาเขตของหมาป่าวายุเพลิงกับวัวเหล็กเหมันต์ ยังมีมอนสเตอร์เลเวลเจ็ด เลเวลแปด และเลเวลเก้าอยู่อีก
ก่อนหน้านี้เพราะอยากจะปั่นคะแนน เขาก็เลยเมินพวกมันแล้วมุ่งหน้าเข้าไปลึกสุดของทุ่งหญ้าเพื่อจัดการกับวัวเหล็กเหมันต์แทน
ตอนนี้ไม่มีแรงกดดันเรื่องปั่นคะแนนแล้ว ถึงเวลาที่ต้องย้อนกลับไปลูบศพพวกมันสักที!
แต่ก่อนจะไป ต้องถลกหนังไอ้ราชันวัวตัวนี้ซะก่อน
พอนึกถึงพลังป้องกันของราชันวัวแล้ว หนังวัวผืนนี้ต้องเป็นไอเทมชั้นยอดอย่างแน่นอน!
การถลกหนังไม่ได้กินแรงอะไรมากมายนัก
แม้หนังวัวจะมีความเหนียว แต่ก็ไม่แข็งแกร่งเท่ากับตอนที่ราชันวัวยังมีชีวิตอยู่
หลังจากถลกหนังเสร็จ ฉู่สวินก็เริ่มย่างเนื้อวัว
กลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยฟุ้งตอนย่างเนื้อ ทำเอาเขาน้ำลายสอ
เขาย่างไปกินไป
แม้เนื้อจะไม่มีรสชาติอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็เคี้ยวเพลินสุดๆ
แถมเนื้อวัวพวกนี้ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม
กินสันในเสร็จก็ต่อด้วยสันนอก กินซี่โครงเสร็จก็ต่อด้วยสันคอ...
เผลอแป๊บเดียว ราชันวัวตัวเบ้อเริ่มก็เหลือแค่ขาสี่ข้างซะแล้ว
เมื่อรู้สึกอิ่มตื้อ ฉู่สวินก็จ้องมองกองกระดูกเกลื่อนกลาดกับขาแข็งๆ ทั้งสี่ข้างอย่างเหม่อลอย แอบตกใจกับปริมาณการกินของตัวเองอยู่เหมือนกัน
สมแล้วที่เขาว่ากันว่า ยิ่งร่างกายแข็งแกร่ง ก็ยิ่งต้องการพลังงานหล่อเลี้ยงมากขึ้นตามไปด้วย
นี่แหละคือกฎการอนุรักษ์พลังงานสินะ
ในตลาดซื้อขาย ฉู่สวินใช้ดาบยาวชั้นดีของเขาแลกกระเป๋าเป้แบบสามช่องมาอีกใบ
ตอนนี้ในตลาดซื้อขายเริ่มมีกระเป๋าเป้แบบห้าช่องมาวางขายแล้ว
แต่เงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่เขี้ยวลากดิน ทำเอาฉู่สวินต้องขอยอมแพ้
เลยต้องจำใจรับของที่คุณภาพรองลงมาแทน
เขาเก็บขาแข็งๆ ทั้งสี่ข้างกับหนังวัวใส่ลงไปในกระเป๋า
สิ่งที่ทำให้ฉู่สวินไม่เข้าใจก็คือ หนังวัวกับขาแข็งๆ พวกนี้ มันดันกินพื้นที่กระเป๋าไปตั้งสองช่อง!
ทั้งๆ ที่มันก็เป็นชิ้นส่วนที่มาจากวัวตัวเดียวกันแท้ๆ!
เกินจะหาคำบรรยายจริงๆ!
คราวนี้กระเป๋าเป้ใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมาก็เต็มอีกแล้ว!
ตอนแรกฉู่สวินตั้งใจว่าจะเก็บดาบมือใหม่ใส่ลงไปในกระเป๋าซะหน่อย...
ตอนนี้ก็เลยต้องปล่อยให้มันเหน็บอยู่ข้างเอวต่อไป
ส่วนเรื่องจะให้โยนทิ้งไปเลยน่ะเหรอ...
ฉู่สวินไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลย
อย่างน้อยมันก็เป็นถึงอุปกรณ์สวมใส่นะเฟ้ย!
ถึงจะไม่ได้ใช้ ฉันก็จะเก็บมันไว้!
ฉู่สวินก็เป็นคนแบบนี้แหละ
ก่อนที่จะทะลุมิติมา เพื่อนๆ ต่างก็บอกว่าเขาเป็นพวกนิสัยเหมือนกระรอก ของที่ไม่ได้ใช้ก็ชอบเก็บชอบสะสมเอาไว้
ถึงจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่เก็บไว้แล้วมันรู้สึกฟิน รู้สึกสบายใจ!
เมื่อกินอิ่ม ฉู่สวินก็เอนหลังพิงเนินดินเล็กๆ นอนเหยียดกายย่อยอาหาร
ท้องฟ้าสีคราม ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี
ฉู่สวินอยากจะชงชาแดงสักสองแก้วมานั่งจิบชิลๆ
แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า ช่องในกระเป๋าเป้ไม่พอ น้ำก็เลยถูกเขาโยนทิ้งเพื่อเคลียร์พื้นที่ไปซะแล้ว...
ไม่มีน้ำแล้วจะชงชาได้ยังไงกันล่ะ
ฉู่สวินได้แต่ตัดใจด้วยความผิดหวัง
ตอนนั้น ถ้ามีกระเป๋าเป้แบบห้าช่องสักใบก็คงจะดี...
เฮ้อ!
ไปกันเถอะ!
ฉู่สวินสะพายกระเป๋าเป้ทั้งสองใบ กะทิศทางแล้วก็เริ่มเดินย้อนกลับไป
การสะพายกระเป๋าตั้งสองใบพร้อมกัน มันค่อนข้างจะทุลักทุเลอยู่พอสมควร
ฉู่สวินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ถ้าสามารถเอากระเป๋าเป้ยัดใส่กระเป๋าเป้อีกใบ ซ้อนกันไปเรื่อยๆ ได้ก็คงจะดี...
น่าเสียดายที่มันทำไม่ได้นี่สิ!
มีกระเป๋าเป้แบบห้าช่องนั่นแหละดีที่สุดแล้ว...
[จบแล้ว]