- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย: ข้าคือองครักษ์เสื้อแพร กุมอำนาจล้นฟ้าแล้วมันผิดตรงไหน?
- บทที่ 45 การหยั่งเชิงของสำนักอินทรีเหิน
บทที่ 45 การหยั่งเชิงของสำนักอินทรีเหิน
บทที่ 45 การหยั่งเชิงของสำนักอินทรีเหิน
บทที่ 45 การหยั่งเชิงของสำนักอินทรีเหิน
ในจดหมายไม่ได้ระบุรายละเอียดอันใด เพียงแต่บอกให้เขาไปพบที่แถบชานเมืองในคืนนี้
หลี่หานเจียงครุ่นคิดดูแล้ว เขาไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกับสำนักอินทรีเหินนี่นา
จะมาพบกันก็ช่างเถอะ แต่ทำไมต้องนัดเจอกันที่แถบชานเมืองกลางดึกกลางดื่นด้วยล่ะ
แต่ธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้แหละ เมื่อรู้เรื่องอะไรบางอย่างแล้ว หากไม่ไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ก็คงจะรู้สึกค้างคาใจอยู่ไม่น้อย
เพื่อให้คืนนี้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง หลี่หานเจียงจึงเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
“แลกเปลี่ยนแต้มการทำชั่วสามแสนแต้ม”
[ติ๊ง~ ตรวจพบเงื่อนไขครบถ้วน แลกเปลี่ยนสำเร็จ!]
“ใช้แต้มการทำชั่วสองแสนแต้มเพื่ออัปเกรดระดับการฝึกตน”
[หักแต้มการทำชั่ว 50000 แต้ม ระดับการฝึกตนของโฮสต์เพิ่มขึ้นเป็นระดับพลังฝ่ามือขั้นหก]
.......
[หักแต้มการทำชั่ว 50000 แต้ม ระดับการฝึกตนของโฮสต์เพิ่มขึ้นเป็นระดับพลังฝ่ามือขั้นเก้า]
จากนั้นหลี่หานเจียงก็นำแต้มการทำชั่วอีกหนึ่งแสนแต้มที่เหลือ ไปใช้อัปเกรดทักษะนางแอ่นเหินทะลวงเมฆาและคลื่นพยัคฆ์คำราม
[หักแต้มการทำชั่ว 3000 แต้ม นางแอ่นเหินทะลวงเมฆาเพิ่มขึ้นเป็นระดับชำนาญ]
[หักแต้มการทำชั่ว 30000 แต้ม นางแอ่นเหินทะลวงเมฆาเพิ่มขึ้นเป็นระดับสมบูรณ์แบบ]
[หักแต้มการทำชั่ว 3000 แต้ม คลื่นพยัคฆ์คำรามเพิ่มขึ้นเป็นระดับชำนาญ]
[หักแต้มการทำชั่ว 30000 แต้ม คลื่นพยัคฆ์คำรามเพิ่มขึ้นเป็นระดับสมบูรณ์แบบ]
หน้าต่างคุณสมบัติ:
ชื่อ: หลี่หานเจียง
เพศ: ชาย
สถานะ: บิดาคือไท่ฟู่หลี่เฉียน, เชียนฮู่แห่งกองพันที่สองแห่งองครักษ์เสื้อแพรประจำเมืองหัวหยาง
เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชาปราณวายุ (หายาก: 0/500000)
ระดับการฝึกตน: ระดับพลังฝ่ามือขั้นเก้า (0/50000)
ทักษะยุทธ์: คลื่นพยัคฆ์คำราม (ระดับสมบูรณ์แบบ), นางแอ่นเหินทะลวงเมฆา (ระดับสมบูรณ์แบบ)
ประเมินความแข็งแกร่งโดยรวม: ระดับพลังฝ่ามือขั้นเก้า (สมบูรณ์แบบ)
แต้มการทำชั่ว: 34000
แต้มการสังหาร: 0
หลังจากดูหน้าต่างคุณสมบัติของตนเอง หลี่หานเจียงก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
ความรู้สึกไม่ปลอดภัยและความกลัวทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเกิดจากการมีพลังการต่อสู้ไม่เพียงพอเท่านั้นแหละ
ดูเหมือนว่าเขาจะต้องรีบทำภารกิจที่ทางมณฑลมอบหมายให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อจะได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น นี่เป็นเพียงแค่ตำแหน่งเชียนฮู่ เขายังสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้มากมายถึงเพียงนี้
หากตอนนี้เขายังคงอยู่ที่อำเภอจื่อหยวนและค่อย ๆ เติบโตไปอย่างช้า ๆ คาดว่าภายในหนึ่งปีคงเลื่อนระดับได้เพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
ส่วนการทะลวงเข้าสู่ระดับท่าร่าง คงต้องรอกันจนเหงือกแห้งเป็นแน่
ยามค่ำคืน ชานเมือง
ค่ำคืนที่มืดมิด สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านหูของหลี่หานเจียงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมาถึงจุดนัดหมายของสำนักอินทรีเหิน กลับไม่พบผู้ใดเลย
หลี่หานเจียงขมวดคิ้ว ล้อข้าเล่นหรือ? แต่ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ที่นี่เงียบสงัดเกินไปแล้ว
จิ๊บ จิ๊บ
เสียงร้องแหลมดังแว่วมา
แม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่ด้วยระดับพลังฝ่ามือของหลี่หานเจียง เขาก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
บนท้องฟ้ามี....อินทรียักษ์หลายตัวบินโฉบไปมา
ทันใดนั้นก็มีเงาดำหลายสายกระโดดลงมาจากอินทรียักษ์ พุ่งเข้าโจมตีหลี่หานเจียงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
หลี่หานเจียงไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใดเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีจากรอบทิศทาง
เพราะในสายตาของเขา การโจมตีของคนเหล่านี้เปรียบเสมือนการละเล่นของเด็กน้อยเท่านั้น
ฟึ่บ ฟึ่บ
พลังลมปราณของหลี่หานเจียงแผ่ซ่านออกมาราวกับไร้ขีดจำกัด
เงาดำเหล่านั้นถูกพลังลมปราณที่แผ่กระจายออกมากดทับจนขยับเขยื้อนไม่ได้ในพริบตา
“ในเมื่อกล้าลงมือ ก็จงเตรียมตัวรับความตายเสียเถิด” หลี่หานเจียงเอ่ยอย่างเรียบเฉย
ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น: “ใต้เท้าโปรดระงับโทสะก่อนเถิด ข้าคือโจวเฉวียน เจ้าสำนักอินทรีเหิน ต้องการจะเจรจาธุรกิจกับท่าน การกระทำเมื่อครู่เป็นเพียงการทักทายท่านเท่านั้น”
หลี่หานเจียงยิ้มหยัน “ท่านคิดว่าสภาพของพวกท่านในตอนนี้ มีคุณสมบัติพอที่จะเจรจากับข้าอย่างนั้นหรือ?
“แล้วใต้เท้าต้องการให้พวกข้าทำเช่นไร ถึงจะยอมเจรจาด้วย” โจวเฉวียนเอ่ยถาม
“วิธีการทักทายของพวกเจ้าข้าไม่ค่อยชอบเท่าไร เอาอย่างนี้ พวกเจ้าทักทายข้าในแบบที่ข้าชอบ แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องธุรกิจกัน”
ในเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะมาพูดคุยด้วย โจวเฉวียนก็ไม่คิดจะอิดออด “ใต้เท้า โปรดชี้แนะด้วยเถิด ว่าวิธีการทักทายแบบใดที่ท่านโปรดปราน”
“ตบหน้าตัวเองสักสองสามฉาด เอาให้ดัง ๆ หน่อยนะ” หลี่หานเจียงมองโจวเฉวียนด้วยสีหน้ายียวน
ในเมื่อเจ้าคิดจะข่มขวัญข้า ข้าก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าเจ้าเช่นกัน
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
เมื่อได้ยินดังนั้น โจวเฉวียนก็ไม่ลังเล ยกมือขึ้นตบหน้าตนเองฉาดใหญ่ติดต่อกันหลายครั้ง
การกระทำอันเด็ดเดี่ยวนี้ทำเอาหลี่หานเจียงถึงกับอึ้งไปเลย ช่างเป็นคนที่รู้จักยืดหยุ่นจริง ๆ
“ใต้เท้า ท่านพอใจหรือไม่ หากไม่พอใจ ข้าก็สามารถทำต่อไปได้ จนกว่าท่านจะพอใจ ท้ายที่สุดพวกเราก็เป็นฝ่ายล่วงเกินใต้เท้าก่อน”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่หานเจียงก็หมดความสนใจ:
“ว่ามาสิ นัดข้ามากลางดึกกลางดื่นในสถานที่รกร้างเช่นนี้ เพื่อจะมาเจรจาธุรกิจอะไร หากพูดจาไม่รู้เรื่อง พวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี”
โจวเฉวียนพยักหน้ารับ “ข้าไม่คิดเลยว่าท่านอายุเพียงยี่สิบปี แต่กลับก้าวขึ้นสู่ระดับพลังฝ่ามือแล้ว”
“แม้แต่เยว่หลินซาน ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพยุคปัจจุบัน ตอนที่อายุเท่าท่านก็คงมีความสามารถพอ ๆ กับท่านกระมัง”
ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพ เป็นตำแหน่งที่เหล่าจอมยุทธ์ในยุทธภพร่วมกันประเมินและคัดเลือกผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพ
แต่อันที่จริงแล้ว การประเมินนี้ก็ยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง
การประเมินนี้เป็นเพียงการนำเอายอดฝีมือที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาเปรียบเทียบกันเท่านั้น
โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีจอมยุทธ์เร้นกายอยู่อีกมากมายเพียงใด
อย่างเช่น เหล่าผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์, ปรมาจารย์เทียนซือแห่งนิกายเทียนอี้, บัณฑิตเฒ่าแห่งสำนักศึกษาอวี้ชิง, เจ้าอาวาสจินช่านแห่งวัดจินช่าน เป็นต้น
หลี่หานเจียงเริ่มเข้าใจการกระทำของคนกลุ่มนี้เมื่อครู่แล้ว
ที่แท้ก็ต้องการจะทดสอบความแข็งแกร่งของเขานี่เอง เงาดำหลายสายที่โจมตีเขาเมื่อครู่ มีถึงสามคนที่อยู่ในระดับลมปราณ
การที่เขาสามารถใช้เพียงพลังลมปราณกดทับพวกมันไว้ได้ ย่อมทำให้พวกมันตระหนักได้ทันทีว่า ผู้ที่อยู่ในระดับลมปราณไม่มีทางทำเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
“มาทดสอบความแข็งแกร่งของข้าทำไม” หลี่หานเจียงเอ่ยถาม
โจวเฉวียนยิ้มเจื่อน:
“แน่นอนว่าเพราะเรื่องนี้ มีเพียงยอดฝีมือระดับพลังฝ่ามือเท่านั้นที่จะสามารถแก้ไขได้ หากเมื่อครู่ใต้เท้าไม่ได้มีฝีมือระดับพลังฝ่ามือ พวกเราก็คงจะล่าถอยไปเอง โดยไม่เอาชีวิตใต้เท้าหรอก”
พอหลี่หานเจียงได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่การเจรจาธุรกิจ แต่เป็นการขอความช่วยเหลือนี่เอง
“ในเมื่อเป็นการขอความช่วยเหลือ ก็บอกเรื่องราวมา แล้วเสนอเงื่อนไขมาด้วย หากข้าพอใจ ข้าก็จะจัดการให้ หากข้าไม่พอใจ พวกเจ้าก็ต้องทิ้งของมีค่าบางอย่างไว้ที่นี่ด้วย เพราะข้าอุตส่าห์เสียเวลามาแล้ว”
นี่แหละคือความเผด็จการ ในเมื่อข้ามาแล้ว ข้าก็ต้องไม่ได้กลับไปมือเปล่า
“นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วใต้เท้า ไม่ว่าเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ พวกเราก็จะขอมอบของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่ท่านอยู่ดี”
โจวเฉวียนสืบรู้มาแล้วว่าเชียนฮู่คนใหม่ผู้นี้มีวิธีการที่เผด็จการและเด็ดขาดเพียงใด เขาจึงเตรียมใจที่จะต้องยอมเสียสละของมีค่ามาตั้งแต่แรกแล้ว
โจวเฉวียนล้วงลูกแก้วสีทองอร่ามเม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
ทันทีที่พระธาตุปรากฏขึ้น แสงสีทองก็สาดส่องไปทั่วบริเวณที่รกร้างว่างเปล่าให้สว่างไสวขึ้นมาในพริบตา
เมื่อหลี่หานเจียงเห็นลูกแก้วเม็ดนั้น เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
พระธาตุแห่งพุทธศาสนา นี่คือสิ่งที่จะปรากฏขึ้นเมื่อยอดภิกษุผู้มีวิชาแกร่งกล้ามรณภาพลงเท่านั้น และภายในนั้นยังแฝงไปด้วยพลังลมปราณส่วนหนึ่งของภิกษุรูปนั้นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย
ดูจากความสว่างไสวของพระธาตุเม็ดนี้แล้ว อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะแฝงพลังลมปราณอันบริสุทธิ์ไว้ถึงยี่สิบปีเลยทีเดียว
มากพอที่จะช่วยให้ผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับลมปราณ ทะลวงเข้าสู่ระดับพลังฝ่ามือได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ทั้งสิ้น
นี่คือสุดยอดของวิเศษที่หาได้ยากยิ่งนัก ในยุทธภพมักจะเรียกสิ่งนี้ติดตลกว่า ‘ลูกแก้วเร่งรัดยอดฝีมือ’
เมื่อเห็นว่าหลี่หานเจียงดูเหมือนจะรู้จักของสิ่งนี้ โจวเฉวียนก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความอีก
“พระธาตุเม็ดนี้ ข้าได้มาจากภิกษุพเนจรผู้หนึ่งเมื่อหลายวันก่อน ตอนนั้นข้าได้บังเอิญช่วยเหลือท่านไว้ ท่านจึงมอบสิ่งนี้ให้แก่ข้า ตอนแรกข้าก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่พอไปสืบดูถึงได้รู้ว่ามันล้ำค่าถึงเพียงนี้”
“ข้าจึงรีบกลับไปที่ที่ข้าพบกับภิกษุรูปนั้นเพื่อตามหาท่าน แต่ท่านกลับมรณภาพลง ณ ที่แห่งนั้นเสียแล้ว”
“ทว่าน่าเสียดายที่ทั้งสำนักของพวกเรา ไม่มีศิษย์คนใดที่มีพรสวรรค์พอจะทะลวงเข้าสู่ระดับพลังฝ่ามือได้เลย การมีของล้ำค่าไว้ครอบครองจึงกลายเป็นภัย ไม่รู้ว่าใครเอาข่าวนี้ไปปล่อย”