- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย: ข้าคือองครักษ์เสื้อแพร กุมอำนาจล้นฟ้าแล้วมันผิดตรงไหน?
- บทที่ 33 เลียให้สะอาดเดี๋ยวนี้!
บทที่ 33 เลียให้สะอาดเดี๋ยวนี้!
บทที่ 33 เลียให้สะอาดเดี๋ยวนี้!
บทที่ 33 เลียให้สะอาดเดี๋ยวนี้!
[ติ๊ง~ กำลังเปิดหน้าต่างระบบให้ท่าน.........:]
ระบบร้านค้า หมวดเคล็ดวิชา:
เคล็ดวิชาดูดซับปราณ:
ใช้วิธีการพิเศษในการดูดซับปราณบริสุทธิ์จากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเสริมสร้างพลังลมปราณและพลังชีวิตของตนเอง
ราคา: 20000
ยอดวิชากายาวัชระ:
ยอดวิชากายาวัชระเป็นเคล็ดวิชาเน้นการป้องกันระดับสูง โดยการฝึกฝนทุกสัดส่วนของร่างกายและพลังลมปราณ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและการทนทานต่อการโจมตี
ราคา: 18000
วิชาพลังพรหมจรรย์:
เคล็ดวิชานี้เน้นการฝึกฝนพลังหยางบริสุทธิ์ของชายหนุ่มพรหมจรรย์ ผ่านวิธีการกำหนดลมหายใจและการควบคุมจิตใจเฉพาะทาง เพื่อกระตุ้นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย เสริมสร้างการทำงานของไต บำรุงไขกระดูก ยกระดับพลังลมปราณ และเพิ่มภูมิต้านทานโรค
ราคา: 15000
หลี่หานเจียงพิจารณาดูแล้ว สุดท้ายก็เลือกที่จะใช้แต้มการสังหารและแต้มการทำชั่วทั้งหมดที่มีซื้อเคล็ดวิชาดูดซับปราณ
ท้ายที่สุดแล้วยอดวิชากายาวัชระก็คงไม่เหมาะกับชายวัยห้าสิบกว่า ส่วนวิชาพลังพรหมจรรย์ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
อายุตั้งห้าสิบกว่าแล้ว ยังจะให้มาอดกลั้นความสุขทางโลกอีกหรือ?
“ใต้เท้า ในช่วงที่ข้าอยู่ที่เมืองอวิ๋นไถ ท่านได้ช่วยเหลือข้าไว้มากมาย ข้าอยากจะหาโอกาสตอบแทนท่านมาโดยตลอด แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะมอบสิ่งใดให้ท่านดี”
หวงเหวินเซวียนปรายตามองหลี่หานเจียงด้วยหางตา
“หานเจียงเอ๋ย พูดจาห่างเหินเช่นนี้ เห็นข้าเป็นคนนอกหรืออย่างไร?”
หลี่หานเจียงรีบปฏิเสธ: “หาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้าลองคิดดูแล้ว ข้าเองก็ไม่มีของมีค่าอันใดจะมอบให้ท่าน ก็ขอให้ท่านรับสิ่งนี้ไว้เถิด มิเช่นนั้นข้าคงรู้สึกไม่สบายใจนัก”
พูดพลางหลี่หานเจียงก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ
เมื่อหวงเหวินเซวียนเห็นดังนั้นก็รีบปฏิเสธ: “เฮ้อ ข้าไม่รับหรอกนะ หากเจ้ายังดึงดันข้าจะโกรธจริง ๆ ด้วย!”
เงินทองเขามีมากพอแล้ว รับไว้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด
ทว่าเมื่อหลี่หานเจียงหยิบเคล็ดวิชาเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ หวงเหวินเซวียนก็ถึงกับอึ้งไป
มือที่เตรียมจะผลักไสออกไป ในเวลานี้กลับกล้า ๆ กลัว ๆ จะวางก็ไม่กล้าวาง จะรับก็ไม่กล้ารับ
“ใต้เท้า ข้าทราบดีว่าท่านมองข้าเป็นเสมือนลูกหลานคนหนึ่ง ในเมื่อลูกหลานมอบของขวัญให้ ผู้อาวุโสก็คงไม่ปฏิเสธหรอกกระมัง”
หลี่หานเจียงยัดเคล็ดวิชาดูดซับปราณใส่มือของหวงเหวินเซวียน
การกระทำนี้ช่วยคลี่คลายความกระอักกระอ่วนใจของหวงเหวินเซวียน ที่อยากได้แต่กลับพูดปฏิเสธออกไปแล้วได้อย่างแนบเนียน
หวงเหวินเซวียนกระแอมไอเบา ๆ “อะแฮ่ม ในเมื่อหานเจียงพูดถึงขนาดนี้แล้ว หากข้าไม่รับไว้ ก็คงจะดูเหมือนข้าเหินห่างกับเจ้าเสียแล้ว”
ในเวลานี้หวงเหวินเซวียนก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิ ว่านฮู่เฉินมีเรื่องบางอย่างที่ไม่สะดวกจะพูดกับเจ้าต่อหน้า จึงฝากข้ามาบอกเจ้าประโยคหนึ่งว่า ให้ลงมือจัดการอย่างเต็มที่ เบื้องบนมีใต้เท้าผู้บัญชาการคอยหนุนหลังอยู่”
“อ้อ แล้วก็ตำแหน่งไป่ฮู่แห่งอำเภอจื่อหยวนนั้น หวังลี่ก็ยอมผ่อนปรนให้แล้ว ถึงเวลาข้าจะส่งคนของข้าไปรับตำแหน่งแทน เจ้าไม่ต้องกังวลว่าหวังลี่จะมาคิดบัญชีย้อนหลังหรอกนะ”
เห็นได้ชัดว่าหวงเหวินเซวียนน่าจะรู้ว่าเรื่องของเจี่ยจื้อเฉียงเป็นฝีมือของเขา หรือบางทีอาจจะมีหลายคนที่รู้ เพียงแต่ไม่มีหลักฐานมัดตัวก็เท่านั้น
หลี่หานเจียงพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปเตรียมตัวเดินทางก่อนนะขอรับ ไม่รบกวนเวลาท่านแล้ว”
“อืมมม เดินทางปลอดภัยนะ หากมีเวลาว่างก็แวะมาเยี่ยมเยียนเมืองอวิ๋นไถบ้าง พวกเราจะได้พูดคุยกันให้บ่อยขึ้น”
หวงเหวินเซวียนไม่ได้รั้งหลี่หานเจียงไว้ เพราะตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเขาพุ่งเป้าไปที่เคล็ดวิชาในมือแล้ว
หากไม่ใช่เพราะหลี่หานเจียงยังอยู่ตรงนี้ เขาคงแทบจะทนไม่ไหวอยากจะเริ่มศึกษาเคล็ดวิชาเสียเดี๋ยวนี้เลย
“ขอรับ เช่นนั้นท่านก็ทำงานของท่านไปเถิด” หลี่หานเจียงกล่าว
เมื่อกลับมาถึงอำเภอจื่อหยวนได้ไม่นาน ขบวนของหลี่หานเจียงจำนวนหนึ่งร้อยนายก็มุ่งหน้าสู่เมืองหัวหยางอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
สำหรับอำเภอจื่อหยวนนั้น เขาได้ปูทางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว หากไป่ฮู่คนใหม่ที่มารับช่วงต่อยังคงถูกกดขี่อีก หลี่หานเจียงก็คงทำได้เพียงบอกว่า นี่คือสัจธรรมขององครักษ์เสื้อแพรในยุคปัจจุบัน
ในเมื่อเขาอยู่ในระดับสูง เขาก็สามารถรับประกันได้เพียงว่า ในพื้นที่ภายใต้การดูแลของเขา องครักษ์เสื้อแพรจะมีอำนาจและอิทธิพลตามที่ควรจะเป็น ส่วนเรื่องอื่น ๆ เขาก็ไม่อาจก้าวก่ายได้
แน่นอนว่า หากในอนาคตเขาได้ก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สิบวันต่อมา ณ เมืองหัวหยาง
มือปราบเวรยามหน้าประตูเมือง: “ใต้เท้า ท่านมาจากหน่วยงานใดหรือขอรับ?”
“ตงฉ่าง”
มือปราบเวรยามหน้าประตูเมือง: “แหม ใต้เท้าเชิญขอรับ”
มือปราบเวรยามหน้าประตูเมือง: “หยุดนะ พวกเจ้าเป็นใคร จงแจ้งสถานะและจุดประสงค์มาเดี๋ยวนี้”
“พรรคพยัคฆ์ดำ เข้าเมืองมาซื้อเสบียง”
มือปราบเวรยามหน้าประตูเมือง: “อืม เข้าไปแล้วก็อย่าก่อเรื่องล่ะ”
เมื่อมาถึงคราวของพวกหลี่หานเจียง หลิวหยวนก็ก้าวออกไปชูป้ายคำสั่งให้ดู
“องครักษ์เสื้อแพร”
เมื่อมือปราบเวรยามเห็นป้ายคำสั่งก็ยิ้มเยาะออกมา
“อ้อ องครักษ์เสื้อแพรนี่เอง จ่ายเงินคนละหนึ่งตำลึงแล้วก็เข้าไปได้”
หลิวหยวนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “คนที่อยู่ข้างหน้าก็ไม่ได้จ่าย แม้แต่พวกพรรคในยุทธภพก็ยังไม่ต้องจ่าย เหตุใดพอมาถึงพวกเราถึงต้องจ่ายเงินด้วย?”
มือปราบเวรยามตอบกลับด้วยท่าทีไม่พอใจ
“ที่เมืองหัวหยางของเราก็มีกฎเกณฑ์เช่นนี้ องครักษ์เสื้อแพรเข้าเมืองก็ต้องจ่ายเงิน รีบ ๆ หน่อย พวกเจ้าจะจ่ายหรือไม่ หากไม่จ่ายก็หลบไป อย่ามาเกะกะขวางทางคนข้างหลังเขา”
มือปราบเวรยามไม่ได้เห็นองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายเหล่านี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เขามองหลิวหยวนด้วยสายตาเย่อหยิ่ง
เมื่อหลิวหยวนได้ยินดังนั้นก็ใช้เท้าเตะเข้าที่หัวเข่าของมือปราบเวรยามอย่างแรง
มือปราบผู้นั้นคุกเข่าลงกับพื้นทันที
ไม่ว่าเขาจะพยายามลุกขึ้นอย่างไร แต่หัวเข่าก็อ่อนปวกเปียก ไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัวยืนขึ้นได้
มือปราบอีกหลายนายที่อยู่บริเวณนั้นเห็นเหตุการณ์เข้า ก็พากันชักดาบเดินตรงเข้ามา
“องครักษ์เสื้อแพรคิดจะก่อกบฏหรืออย่างไร? กล้ามาทำร้ายคนของทางการเชียวหรือ?”
หลิวหยวนมองดูพวกเขาทั้งหลาย คร้านที่จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด จัดการมอบลูกเตะให้คนละที
.......
ไม่นานมือปราบเวรยามหลายนายก็ต้องมาคุกเข่ารวมกันอยู่ที่หน้าประตูเมือง
หลี่หานเจียงสะบัดผ้าคลุมสีดำ ก่อนจะก้าวลงจากหลังม้า
เดินเข้ามาหาบรรดามือปราบอย่างช้า ๆ
เขาหยิบเงินหนึ่งตำลึงออกมา วางไว้ในฝ่ามือแล้วออกแรงบีบ
เพล้ง เงินก้อนนั้นแหลกสลายกลายเป็นผงฝุ่นในพริบตา
หลี่หานเจียงค่อย ๆ โปรยผงเงินลงตรงหน้ามือปราบเหล่านั้น
“อยากได้เงินไม่ใช่หรือ เลียให้สะอาดเดี๋ยวนี้”
หนึ่งในมือปราบเงยหน้าขึ้นมาทันที
“กล้ามาแตะต้องพวกเรา ก็เตรียมตัวรับผลกรรมจากทางเมืองได้เลย ถึงตอนนั้นบิดาจะบังคับให้เจ้าต้องเลียปัสสาวะของบิดาให้สะอาด”
หลี่หานเจียงเดินเข้าไปหาตัวมือปราบผู้นั้น ใช้เท้าเหยียบศีรษะของเขา แล้วค่อย ๆ กดลงกับพื้น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ: “เลีย”
เสียงผิวหนังใบหน้าเสียดสีกับพื้นดินดังก้องอยู่ในหู
มือปราบผู้นั้นดิ้นรนพยายามใช้สองมือปัดป้องแรงกดทับบนศีรษะ
ครืด ครืด
........
......
ผ่านไปพักใหญ่ หลี่หานเจียงจึงค่อยยกเท้าออก
แต่ทว่าร่างของมือปราบผู้นั้นกลับอ่อนยวบลงกับพื้น ราวกับสูญเสียการควบคุมใด ๆ
บรรดามือปราบที่เหลือเมื่อเห็นร่างที่ไร้วิญญาณนอนอยู่บนพื้น ต่างก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
ใบหน้าของมือปราบผู้นั้นถูกบดขยี้จนแหลกเหลวไร้ชิ้นดี บริเวณหน้าอกก็ปราศจากการเคลื่อนไหวใด ๆ
ขาดใจตายอย่างอนาถ
หลี่หานเจียงหันไปมองมือปราบที่เหลือ “อยากให้ข้าช่วยพวกเจ้าเลียหรือไม่?”
“ใต้เท้า ไม่ต้องขอรับ พวกเราทำเองได้ขอรับ” มือปราบที่เหลือรีบส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วก้มหน้าก้มตาเลียเศษเงินบนพื้นทันที
ใต้หล้านี้ใหญ่โตนัก แต่ชีวิตคนนั้นมีค่ามากที่สุด ความอัปยศอดสูเพียงชั่วครั้งชั่วคราวจะนับเป็นอะไรได้
ในเวลานี้ หน้าประตูเมืองก็มีผู้คนมามุงดูเหตุการณ์มากมาย ทุกคนต่างก็จ้องมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความสนใจ
“นั่นมันองครักษ์เสื้อแพรไม่ใช่หรือ กล้าทำเรื่องอุกอาจกับคนของทางการเช่นนี้เชียวหรือ?”
“ดูท่าทางพวกคนกลุ่มนี้สิ รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ดูเหมือนจะไม่ใช่องครักษ์เสื้อแพรของเมืองหัวหยางของเราเลยนะ จะโทษก็ต้องโทษไอ้พวกมือปราบที่ไร้สายตานี่แหละ”
“งั้นหรือ? ข้าเพิ่งได้ยินมาว่าเมืองของเรากำลังจะมีเชียนฮู่คนใหม่มารับตำแหน่ง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนผู้นี้ก็ได้นะ เห็นเขาคาดเข็มขัดประดับดิ้นสีม่วง แถมยังสวมผ้าคลุมของเชียนฮู่ด้วย”
“หึหึ ดูจากท่าทางดุดันของเชียนฮู่คนใหม่แล้ว ข้าว่าเมืองของเราคงมีเรื่องสนุก ๆ ให้ดูอีกเยอะเลยล่ะ”
“เฮ้อ ก็ขอแค่พวกเทพเจ้าตีกัน อย่าได้มาเบียดเบียนพวกคนเดินดินอย่างเราเลยก็พอแล้ว”