- หน้าแรก
- จากสวะที่ถูกทอดทิ้ง สู่ราชันเหนือราชัน
- บทที่ 9 - สองพ่อลูกตระกูลเย่ผู้โง่เขลาไม่ต่างกัน มาหาเรื่องเจ็บตัวถึงที่
บทที่ 9 - สองพ่อลูกตระกูลเย่ผู้โง่เขลาไม่ต่างกัน มาหาเรื่องเจ็บตัวถึงที่
บทที่ 9 - สองพ่อลูกตระกูลเย่ผู้โง่เขลาไม่ต่างกัน มาหาเรื่องเจ็บตัวถึงที่
บทที่ 9 - สองพ่อลูกตระกูลเย่ผู้โง่เขลาไม่ต่างกัน มาหาเรื่องเจ็บตัวถึงที่
"อั้ก"
ร่างของเย่ซินเยว่ปลิวละลิ่วลอยกระเด็นไปไกลถึงสิบจั้ง ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นอย่างจัง นางพ่นเลือดออกมาคำโต ใบหน้าบวมเป่งจนดูไม่ต่างจากหัวหมู
"เย่ เย่เซียว เจ้ากล้าตบข้าอย่างนั้นหรือ"
ตั้งแต่เล็กจนโต เย่เซียวมักจะเชื่อฟังนางเสมอมา
อย่าว่าแต่ลงมือตบตีนางเลย แม้แต่จะเถียงนางก็ยังไม่กล้า
แต่ฝ่ามือเมื่อครู่นี้ ช่างรุนแรง เด็ดขาด และไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
พลังกายระดับนี้ ไม่มีทางเป็นเพียงแค่ระดับยอดฝีมือยุทธ์อย่างแน่นอน
ดูเหมือนว่าแม้เย่เซียวจะสูญเสียวิญญาณยุทธ์ไปแล้ว แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ยังคงเหนือกว่านางอยู่ดี
"เย่เซียว เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า หากไม่ได้ตระกูลเย่ เจ้าคงอดตายอยู่ข้างถนนไปนานแล้ว ไอ้คนเนรคุณ ตอนนี้เจ้ากลับกล้าลงมือทำร้ายข้างั้นหรือ"
เย่ซินเยว่กัดฟันกรอด นางยกมือปาดรอยเลือดที่มุมปาก
"ข้าว่าเจ้าไม่เคยเห็นพวกเราเป็นคนในครอบครัวเลยต่างหาก"
"เพียะ"
เย่เซียวฟาดฝ่ามือลงมาอีกครั้ง ตบเย่ซินเยว่จนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น ครู่ใหญ่นางก็ไม่อาจลุกขึ้นมาได้
นางนอนหมอบอยู่บนพื้นราวกับสุนัขบ้า ส่งเสียงคำรามด้วยความสิ้นหวัง
"หนี้บุญคุณของตระกูลเย่ข้าได้ชดใช้ให้จนหมดสิ้นแล้ว ข้ากับตระกูลเย่ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก เจ้าลองดูสิว่าข้ากล้าฆ่าเจ้าหรือไม่"
เย่เซียวปรายตาชำเลืองมองเย่ซินเยว่อย่างเย็นชา จังหวะที่นางอ้าปากเตรียมจะโต้เถียง ใบหน้าของนางก็พลันซีดเผือดลงทันที
ในเวลานั้นนางลอบสังเกตเห็นว่าเหนือศีรษะของเย่เซียว คล้ายกับมีดวงตาสีทองคู่หนึ่งกำลังจ้องมองลงมาที่นางอย่างเงียบงัน
"พรวด"
ชั่วพริบตานั้น ร่างกายของเย่ซินเยว่ก็แข็งทื่อ ใบหน้าของนางขาวซีดราวกับกระดาษ ราวกับกำลังถูกเทพปีศาจจับจ้องอยู่ก็มิปาน
ของเหลวสีเหลืองสายหนึ่งไหลซึมลงมาตามต้นขาของนาง จิตวิญญาณพังทลายลงในพริบตา
จังหวะเดียวกันนั้นเอง ร่างของไป๋จวีหรานก็เดินออกมาจากจวนตระกูลซู และมายืนเคียงข้างเย่เซียว
"คุณชายเย่เซียว เช่นนั้นผู้น้อยขอตัวลาก่อน"
กล่าวจบ ไป๋จวีหรานในฐานะผู้อาวุโสใหญ่ของสำนัก กลับโค้งตัวคำนับเย่เซียวต่อหน้าผู้คน ก่อนจะหันหลังเดินมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง
"นี่มัน"
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ร่างของเย่ซินเยว่สั่นสะท้านอย่างรุนแรงอีกครั้ง คำขู่ที่เตรียมจะพ่นออกมาถูกกลืนกลับลงคอไปจนหมดสิ้น
เย่เซียวเพียงแค่ปรายตามองนางด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในตระกูลซู
"เป็นไปได้อย่างไรกัน เหตุใดผู้อาวุโสใหญ่ไป๋จวีหรานถึงได้เคารพนบนอบต่อเย่เซียวถึงเพียงนี้"
เย่ซินเยว่พึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ในขณะเดียวกัน ณ โถงใหญ่ตระกูลเสิ่น
เสิ่นเหลียนเฉิง ประมุขตระกูลเสิ่น มีสีหน้ามืดครึ้ม เขากำลังถลึงตาใส่ชายชราในชุดพ่อบ้านที่ยืนอยู่กลางโถง
"เจ้าว่าอย่างไรนะ ตระกูลซูเรียกคืนยาทั้งหมดกลับไปอย่างนั้นหรือ"
"นายท่าน เมื่อครู่นี้ประมุขเฒ่าตระกูลซูเพิ่งจะออกคำสั่ง เรียกคืนยาทั้งหมดของตระกูลซูกลับไปแล้วขอรับ"
เสิ่นซานหัวเราะขมขื่น ภายในดวงตาชราก็แฝงไปด้วยความสับสนเช่นกัน
ตระกูลเสิ่นและตระกูลซูร่วมมือกันมานานนับร้อยปี ต่างฝ่ายต่างเกื้อกูลกันมาตลอด
ตระกูลซูเป็นผู้ปรุงยา ส่วนตระกูลเสิ่นเป็นผู้นำไปขาย และคอยจัดหาสมุนไพรวิญญาณสำหรับการหลอมยาให้
การที่หอการค้าตระกูลเสิ่นสามารถก้าวขึ้นเป็นหอการค้าอันดับหนึ่งของราชวงศ์เทียนอู่ได้นั้น เกี่ยวพันกับตัวยาของตระกูลซูอย่างแยกไม่ออก
การที่ตระกูลซูจู่ๆ ก็เรียกคืนยาของพวกเขาทั้งหมด ย่อมถือเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับตระกูลเสิ่น
"เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้"
เสิ่นเหลียนเฉิงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดอาลัยตายอยาก เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
ช่วงไม่กี่วันมานี้เมืองหลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทว่าตระกูลเสิ่นก็พยายามวางตัวเป็นกลางมาตลอด
เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าเหตุใดตระกูลซูจึงยอมสูญเสียรายได้นับล้านหินวิญญาณต่อปี เพื่อแลกกับการตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่น
มีเพียงเสิ่นรั่วเวยเท่านั้นที่มีใบหน้าซีดเผือด ภายในใจของนางพลันนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา
หรือว่าจะเป็นเพราะเย่เซียว
"ท่านพ่อ ท่านอย่าเพิ่งกังวลไปเลย พี่ใหญ่บอกว่าใกล้จะกลับมาถึงบ้านในอีกไม่กี่วันนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ ด้วยฐานะของพี่ใหญ่ในสำนักชางไห่ ตระกูลซูไม่มีทางไม่ไว้หน้าเขาหรอกนะเจ้าคะ"
เสิ่นรั่วเวยเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อก่อนจะเอ่ยปลอบโยนเสียงเบา
"ไม่ ไม่ได้ ข้าต้องไปพบประมุขเฒ่าตระกูลซูเสียหน่อย เสิ่นซาน ไปเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่มา"
เสิ่นเหลียนเฉิงส่ายหน้า เขารู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็นแน่ๆ
ตัดกลับมาที่เย่เซียว หลังจากกลับมาถึงตระกูลซู เขาก็มุ่งตรงกลับไปยังเรือนพัก กลืนยาลงไปแล้วเข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียรทันที
อีกสามวัน เขาก็จะต้องออกเดินทางไปยังถ้ำปีศาจร่วมกับบรรดาผู้อาวุโสและศิษย์ของสำนักชางไห่ เพื่อสืบหาความเคลื่อนไหวของพวกปีศาจ
แม้ระดับพลังของเขาจะฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดอยู่มาก
อีกทั้งการที่ถ้ำปีศาจมาปรากฏขึ้นในราชวงศ์เทียนอู่อย่างกะทันหันเช่นนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก
"วิ้ง"
พริบตานั้น รอบกายของเย่เซียวก็ปรากฏลวดลายวิญญาณหมุนวน
เหนือศีรษะของเขา ดวงตาศักดิ์สิทธิ์สีทองคู่นั้นปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับส่องประกายเจิดจ้า
เพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งห้องก็ถูกแผดเผาจนเกิดรอยร้าวขึ้นมานับไม่ถ้วน
ในที่สุด ระดับพลังของเย่เซียวที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน ก็เริ่มทะยานสูงขึ้นทีละน้อย
ยอดฝีมือยุทธ์ขั้นหนึ่ง
ยอดฝีมือยุทธ์ขั้นสอง
ยอดฝีมือยุทธ์ขั้นสาม
...
ยอดฝีมือยุทธ์ขั้นเก้า
เวลานี้ ณ โถงใหญ่ตระกูลเย่
เย่เจิ้นเทียนและเย่เสวียนมองดูเย่ซินเยว่ที่มีสภาพหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมูและมีท่าทีเหม่อลอย สีหน้าของพวกเขาดำทะมึนจนถึงขีดสุด
"ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย ถึงกับกล้าลงมือทำร้ายพี่สาวตัวเองหนักมือถึงเพียงนี้ มันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า"
เย่เจิ้นเทียนกัดฟันกรอด เขาสืบเท้าเข้าไปหาเย่ซินเยว่
"ซินเยว่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
"ท่านพ่อ"
ริมฝีปากสีแดงของเย่ซินเยว่สั่นระริก เมื่อนึกถึงดวงตาศักดิ์สิทธิ์สีทองคู่ที่ปรากฏเหนือศีรษะของเย่เซียว ภายในใจของนางก็เกิดความหวาดกลัวอย่างหาที่สุดไม่ได้ และไม่สามารถควบคุมมันได้เลย
"เจ้าอยู่พักรักษาตัวที่บ้านให้สบายใจเถิด พ่อจะไปทวงความแค้นนี้คืนให้เจ้าเอง"
เย่เจิ้นเทียนแค่นเสียงเย็น เขาสาวเท้าเดินมุ่งหน้าออกจากโถงใหญ่ไปทันที
เบื้องหลังของเขา เย่เสวียนก็มีประกายสังหารวาบผ่านดวงตา ก่อนจะรีบเดินตามเย่เจิ้นเทียนไปติดๆ
ก่อนหน้านี้เขาก็คิดหาจังหวะเหมาะๆ เพื่อจะสั่งสอนเย่เซียว และแสดงให้ผู้คนในราชวงศ์เทียนอู่ได้ประจักษ์ถึงพรสวรรค์ของเขาอยู่พอดี
ตอนนี้ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว
"ไอ้เดรัจฉานน้อย ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ"
ที่หน้าจวนตระกูลซู เย่เจิ้นเทียนมองดูเสิ่นเหลียนเฉิงที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
"เหลียนเฉิง เจ้ามาทำอะไรที่นี่งั้นหรือ"
"ท่านพี่"
บนใบหน้าของเสิ่นเหลียนเฉิงปรากฏแววตาทุกข์ใจ
"ประมุขเฒ่าตระกูลซูสั่งระงับการค้ายากับตระกูลเสิ่นของข้าแล้ว"
"อะไรนะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเย่เจิ้นเทียนก็ยิ่งถมึงทึง หากเรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของไอ้เดรัจฉานเย่เซียวจริงๆ ไม่ว่าจะอย่างไร วันนี้เขาก็ต้องสั่งสอนมันให้หลาบจำให้ได้
"เย่เซียว ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ"
"ท่านโหวเย่ ท่านเห็นตระกูลซูของข้าเป็นอะไรกัน ตลาดสดริมทางอย่างนั้นหรือ"
เวลานั้นเอง น้ำเสียงชราอันเย็นชาก็ดังออกมาจากตระกูลซู
ซูปั๋วเชียนและบรรดาผู้อาวุโสของตระกูลซูพากันเดินออกมายืนประจันหน้ากับเย่เจิ้นเทียนและเสิ่นเหลียนเฉิง
"ท่านประมุขเฒ่าซู ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น วันนี้ข้าตั้งใจมาหาเย่เซียวต่างหาก"
เย่เจิ้นเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มความโกรธในใจเอาไว้
เสิ่นเหลียนเฉิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มีท่าทีนอบน้อมเช่นกัน เขาค้อมตัวคำนับซูปั๋วเชียนอย่างสุดซึ้ง
"ท่านประมุขเฒ่าซู หากตระกูลเสิ่นของข้าทำสิ่งใดล่วงเกินไป วันนี้ข้าน้อยเสิ่นเหลียนเฉิงต้องขออภัยด้วยขอรับ"
"คุณชายเย่เซียวเป็นแขกคนสำคัญของตระกูลซูข้า พวกท่านทั้งสองเชิญกลับไปเถิด"
ซูปั๋วเชียนโบกมือไล่ ขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวกลับเข้าจวน ก็ได้ยินเสียงตวาดของเย่เสวียนดังขึ้น
"เย่เซียว หากเจ้าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ก็อย่ามัวแต่หดหัวอยู่หลังตระกูลซู ออกมาสู้กับข้าอย่างลูกผู้ชายสิ รังแกพี่สาวข้ามันจะไปเก่งอะไรนักหนา"
"หืม"
ใบหน้าชราของซูปั๋วเชียนกระตุกเล็กน้อย หดหัวอยู่หลังตระกูลซูอย่างนั้นหรือ
สองพ่อลูกตระกูลเย่นี่ช่างเป็นสายเลือดเดียวกันจริงๆ โง่เขลาไม่ต่างกันเลย
"โอ้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสียงหัวเราะอ่อนโยนก็ดังแว่วมาจากภายในตระกูลซู
ร่างในชุดดำก้าวเดินออกมาปรากฏตัวเบื้องหน้าเย่เจิ้นเทียนและเย่เสวียนสองพ่อลูก
"เย่เสวียน เจ้าหมายความว่า เจ้าต้องการจะประลองเป็นตายกับข้างั้นหรือ"