เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - แสงหิ่งห้อยหรือจะกล้าแข่งรัศมีแสงจันทร์

บทที่ 26 - แสงหิ่งห้อยหรือจะกล้าแข่งรัศมีแสงจันทร์

บทที่ 26 - แสงหิ่งห้อยหรือจะกล้าแข่งรัศมีแสงจันทร์


บทที่ 26 - แสงหิ่งห้อยหรือจะกล้าแข่งรัศมีแสงจันทร์

ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ

สิ้นเสียงของผู้อาวุโสรับศิษย์ ผู้ทดสอบแต่ละคนก็ก้าวขึ้นไปบนแท่น ยื่นมือออกไปสัมผัสเสาหยกเบิกวิญญาณตรงหน้าด้วยความประหม่า

"สิบห้าเมตร เศษสวะ"

"ยี่สิบห้าเมตร ขยะ"

"สามสิบแปดเมตร ก็เป็นแค่คนไร้ค่า"

ลำแสงแต่ละสายพุ่งสูงขึ้นไปบนเสาหยก แต่ความสูงส่วนใหญ่ก็ไม่เกินสี่สิบเมตร ซึ่งก็คือระดับของรากปราณระดับกลางเท่านั้น

"เฮ้อ"

ผู้อาวุโสรับศิษย์ถอนหายใจอีกครั้ง เขาส่ายหัวแล้วหลับตาลง ไม่คิดจะชายตามองอีกต่อไป

มีแต่พวกเศษสวะทั้งนั้น

"ศะ ศิษย์ หลี่หลง องค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน มาขอ ขอเข้ารับการทดสอบรากปราณขอรับ"

ทันทีที่ผู้อาวุโสรับศิษย์หลับตาลง องค์ชายแห่งราชวงศ์ในชุดหรูหราที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนก็ก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยขึ้นไปบนแท่น

เมื่อเผชิญกับการทำความเคารพขององค์ชายแห่งราชวงศ์ ผู้อาวุโสรับศิษย์กลับไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมาทักทาย ทำเพียงแค่เมินเฉยไปเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ราชวงศ์ต้าเฉียนทั้งราชวงศ์ก็ยังไม่คู่ควรให้อยู่ในสายตาของยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงองค์ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งเลย

เมื่อเห็นดังนั้น หลี่หลงก็ยิ้มแห้งๆ แต่ก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจใดๆ ออกมา

ราชวงศ์ต้าเฉียนเป็นเพียงประเทศราชเล็กๆ ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดก็เป็นเพียงระดับเพลิงเทวะเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถต้านทานแม้แต่กระบวนท่าเดียวของผู้อาวุโสรับศิษย์ที่อยู่ตรงหน้าได้ แล้วองค์ชายตัวเล็กๆ อย่างเขาจะกล้าแสดงความไม่พอใจต่อหน้ายอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร

หลังจากทำความเคารพเสร็จ หลี่หลงก็ยื่นมือที่หนาใหญ่ของเขาออกไป เดินตรงไปข้างหน้า และทาบมือลงบนเสาหยกต้นที่สาม

"สวรรค์ช่วย องค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าเฉียนยังมาเลย งานนี้เขาน่าจะผ่านฉลุยแน่ๆ"

"หึ เป็นถึงองค์ชายแท้ๆ ยังจะมาแย่งโควตาศิษย์สายนอกของตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะกับพวกเราอีก ช่าง"

"ชู่ว เจ้าจะไปรู้อะไร เมื่ออยู่ต่อหน้าตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะ ราชวงศ์ธรรมดาๆ จะนับเป็นอะไรได้"

"พูดได้เต็มปากเลยว่า ขอเพียงหลี่หลงผู้นี้สามารถเข้าเป็นศิษย์ของตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะได้ ต่อให้เป็นแค่ศิษย์สายนอกระดับต่ำที่สุด ตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ต้าเฉียนก็ต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน"

ผู้ทดสอบนับพันคนที่อยู่ด้านล่างแท่นต่างก็ซุบซิบนินทากันไปต่างๆ นานา แต่เห็นได้ชัดว่าหลี่หลงไม่ได้ใส่ใจ เขาจดจ่ออยู่กับการทดสอบรากปราณเพียงอย่างเดียว

ราชวงศ์ต้าเฉียนก็มีเสาหยกเบิกวิญญาณเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเทียบกับพวกศิษย์ตระกูลยากจนแล้ว การมาเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ หลี่หลงจึงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

หลี่หลงยืนอยู่หน้าเสาหยกต้นที่สาม เขารวบรวมสมาธิ สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็ยื่นมือที่หนาใหญ่ทาบแนบชิดกับเสาหยก แล้วรวบรวมพลังปราณในร่างกายซัดเข้าไปในเสาหยกอย่างรุนแรง

วูบ

เมื่อพลังปราณถูกส่งเข้าไป ลำแสงสีฟ้าใสก็ปรากฏขึ้นบนเสาหยกต้นที่สาม ทันทีที่ลำแสงนี้ปรากฏขึ้น มันก็พุ่งทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้าอย่างรวดเร็วราวกับม้าป่าที่หลุดจากบังเหียน

"สิบเมตร"

"สามสิบเมตร"

"หกสิบเมตร"

"สวรรค์ ลำแสงยังพุ่งขึ้นไปอีก"

ท่ามกลางเสียงร้องอุทาน หลี่หลงแค่นเสียงฮึดฮัด ใบหน้าของเขาแดงก่ำราวกับตับหมู เขาปลดปล่อยพลังปราณในร่างกายออกมาจนหมดสิ้น

ลำแสงสีฟ้าใสพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ความสูงประมาณแปดสิบเมตร ก่อนจะค่อยๆ สลายหายไป

"แปดสิบเมตร"

"ลำแสงสูงถึงเจ็ดสิบเมตร ก็ถือว่าเป็นรากปราณระดับสุดยอดแล้ว หลี่หลงผู้นี้กลับทำได้ถึงแปดสิบเมตร"

"หลี่หลงผู้นี้สมกับที่เป็นองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าเฉียนจริงๆ ศักยภาพช่างน่ากลัวนัก"

"ดูท่า ตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการทดสอบศิษย์สายนอกครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นเขาหลี่หลงเป็นแน่"

ผู้อาวุโสรับศิษย์ที่หลับตาครุ่นคิดมาตลอดก็ลืมตาขึ้นในที่สุด เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

บนใบหน้าที่แก่ชราและเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นนั้น ในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาให้เห็น

"รากปราณระดับสุดยอด ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ"

เมื่อได้รับคำชมจากผู้อาวุโสรับศิษย์ หลี่หลงก็โค้งคำนับให้หนึ่งครั้ง ก่อนจะหันไปมองผู้ทดสอบนับพันคนที่อยู่ด้านล่างด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง

นับจากนี้เป็นต้นไป เขาหลี่หลงและคนพวกนี้ ก็จะไม่ใช่คนระดับเดียวกันอีกต่อไปแล้ว

และเมื่อเทียบกับคนธรรมดาสามัญพวกนี้ ก็ย่อมมีความแตกต่างราวฟ้ากับเหว

"การค้นพบผู้ที่มีรากปราณธาตุน้ำระดับสุดยอดได้สักคน ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว เช่นนี้ ข้าก็สามารถนำไปรายงานได้แล้วล่ะ"

หลังจากหลี่หลงทดสอบเสร็จ ผู้อาวุโสรับศิษย์ก็ลุกขึ้นยืน เขากวาดสายตาสงบนิ่งมองไปรอบๆ ลานกว้าง ก่อนจะมีทีท่าว่าจะเตรียมตัวจากไป

"การทดสอบศิษย์สายนอกในครั้งนี้ดำเนินมาสามวันแล้ว ผู้ที่มีรากปราณตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป ถือว่าผ่านการทดสอบด่านแรก"

"ข้าขอประกาศว่า การทดสอบรากปราณสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จงตามข้าเข้าไปยังเขาชื่อหวัง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทดสอบด่านที่สองในวันพรุ่งนี้"

"ส่วนผู้ที่เหลือ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่ที่ตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะ เพื่อให้เสียเวลาของข้าอีกต่อไป"

สิ้นคำพูด ผู้อาวุโสรับศิษย์ก็สะบัดมือ พลังปราณอันแข็งแกร่งทิ้งตัวลงมาจากเก้าชั้นฟ้า โอบอุ้มร่างของผู้ทดสอบที่ผ่านเกณฑ์ทุกคน หมายจะลอยเข้าไปยังส่วนลึกของเขาชื่อหวัง

แต่ในจังหวะที่ผู้อาวุโสรับศิษย์เพิ่งจะหันหลังและเตรียมจะจากไปนั้นเอง ฉู่เฉินที่เงียบมาตลอดก็ดึงสติกลับมาและเริ่มเคลื่อนไหวในที่สุด

แม้ผู้อาวุโสรับศิษย์จะประกาศว่าการทดสอบรากปราณสิ้นสุดลงแล้ว แต่ฉู่เฉินก็ไม่ได้ใส่ใจเลย

ก่อนหน้านี้ เพื่อทำความเข้าใจกฎการทดสอบศิษย์สายนอกของตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะ และบังเอิญจมดิ่งลงไปในความทรงจำในอดีต ฉู่เฉินจึงไม่ได้ขยับตัวทำอะไรเลย

เขาทำตัวเหมือนคนไร้ตัวตน จนถูกทุกคนในที่นั้นเมินเฉยไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ตอนนี้ ถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงเสียที

เพราะเขาเชื่อมั่นว่า ขอเพียงเขาแสดงพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรออกมาให้เห็น

อย่าว่าแต่การที่การทดสอบรากปราณเพิ่งจะจบลงเลย

อย่าว่าแต่ผู้อาวุโสรับศิษย์ตัวเล็กๆ คนนี้เลย

ต่อให้การทดสอบศิษย์สายนอกทั้งหมดจะจบลงไปแล้วก็ตาม

ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดในตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะ หรือแม้แต่บรรพชนระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุด ก็ต้องถูกเขาฉู่เฉินทำให้ตื่นตระหนก และอาจถึงขั้น

ตกตะลึงจนกรามค้าง

ฉู่เฉินเดินขึ้นไปบนแท่นเพียงลำพัง เขายื่นมือที่ขาวเนียนและเรียวยาวออกไป สัมผัสเสาหยกเบิกวิญญาณต้นแรก

ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ และเรียบง่าย ไม่มีการดึงเช็งหรือทำท่าทางให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

ราวกับว่า

ราวกับกำลังทำเรื่องที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่ายที่สุดเรื่องหนึ่งเท่านั้น

ครืน

แต่ทว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือ เสาหยกเบิกวิญญาณที่ถูกสัมผัสกลับปลดปล่อยพลังงานอันมหาศาลออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนฟ้าดินต้องสั่นไหว

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของพลังปราณ ท้องฟ้าเหนือเขาชื่อหวังก็มีเมฆหมอกม้วนตัวอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง

ราวกับผิวน้ำที่ราบเรียบดุจกระจกถูกโยนหินก้อนใหญ่ใส่

เกิดคลื่นกระเพื่อมกระจายไปทั่ว และเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที

ลำแสงพลังปราณสีแดงฉานพุ่งพรวดขึ้นบนเสาหยกเบิกวิญญาณต้นแรก จากนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้าราวกับสายฟ้าแลบ

สิบเมตร

ห้าสิบเมตร

เจ็ดสิบเมตร

หนึ่งร้อยเมตร

ลำแสงพลังปราณนั้นพุ่งทะยานรวดเดียวอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงเป่าฝุ่น เพียงชั่วพริบตามันก็พุ่งทะลุระยะร้อยเมตรไปแล้ว ทว่าพลังก็ยังไม่ลดลง และยังคงพุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของเสาหยก

เมื่อลำแสงพลังปราณพุ่งสูงถึงเจ็ดสิบเมตร ก็จะถูกเรียกว่ารากปราณระดับสุดยอดได้แล้ว

ในบรรดาผู้ทดสอบนับพันคน มีเพียงหลี่หลงองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าเฉียนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

แต่พอฉู่เฉินลงมือ ลำแสงพลังปราณกลับพุ่งทะลุร้อยเมตรไปอย่างง่ายดาย มิหนำซ้ำยังพุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงยอดเสา ทำให้เสาหยกเบิกวิญญาณทั้งต้นกลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับทับทิมเม็ดงาม สว่างไสวและเจิดจรัสจนแสบตา

วูบ

แม้ในขณะนี้ฉู่เฉินจะดึงมือกลับและยืนนิ่งแล้ว แต่ลำแสงสีแดงฉานที่ส่องสว่างอยู่บนเสาหยกก็ยังคง

คงอยู่ไม่ยอมจางหาย

อาบย้อมท้องฟ้าเบื้องบนให้กลายเป็นสีแดงไปครึ่งซีก

ฮือฮา

ผู้อาวุโสรับศิษย์ที่หันหลังเตรียมตัวจะจากไป จู่ๆ ก็หันขวับกลับมา เขาอ้าปากค้าง จ้องมองลำแสงสีแดงฉานที่พุ่งขึ้นจากพื้นดินเบื้องหน้าด้วยอาการเหม่อลอยในพริบตา

อย่าว่าแต่ผู้อาวุโสรับศิษย์ที่ตกตะลึงเลย บนเขาชื่อหวังอันกว้างใหญ่ ผู้ทดสอบนับพันคนต่างก็เงียบกริบไร้เสียงใดๆ

แต่ละคนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง จ้องมองลำแสงสีแดงฉานที่พุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยอาการสับสนและทำอะไรไม่ถูก

"เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"

"ลำแสงพลังปราณสูงถึงร้อยเมตร นี่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน"

"ทำไมถึงมีผู้ทดสอบที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าข้าได้ เปิ่นหวงจื่อเป็นถึงองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าเฉียนเลยนะ"

คนที่ตั้งสติกลับมาจากความตกตะลึงได้เป็นคนแรกก็คือหลี่หลง เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองจะได้นั่งตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการทดสอบศิษย์สายนอกครั้งนี้อย่างแน่นอน

เป็นคนเดียวที่สามารถเข้าตาผู้อาวุโสรับศิษย์ได้

เป็นคนที่ได้ออกหน้าออกตาบนเขาชื่อหวัง เพื่อเป็นการเบิกทางไปสู่ความรุ่งโรจน์อย่างก้าวกระโดด

และในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดินี เพื่อสร้างเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล

แต่ดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังจะเปล่งประกายอย่างเขา กลับถูกฉู่เฉินตบตกลงมาด้วยฝ่ามือเดียว แล้วยังถูกเหยียบย่ำจมดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เหยียบแล้วเหยียบอีก

เมื่ออยู่ต่อหน้าฉู่เฉินที่เจิดจรัสและสว่างไสวราวกับดวงจันทร์ หลี่หลงก็รู้สึกว่ารัศมีในตัวเขามันช่างเล็กจ้อยราวกับแสงหิ่งห้อย อย่าว่าแต่จะเอาไปเทียบรัศมีเลย

แค่เฉียดเข้าไปใกล้ ก็ถูกมองข้ามไปเสียแล้ว

"ผู้อาวุโสหลัว เสา เสาหยกต้นนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ ไม่อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะ"

หลี่หลงยังอยากจะใส่ร้ายฉู่เฉินต่อ แต่ยังพูดไม่ทันจบ ผู้อาวุโสรับศิษย์ก็สะบัดแขนเสื้อ พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวซัดร่างหลี่หลงกระเด็นออกไปไกลหลายสิบเมตรทันที

"ไสหัวไป"

ผู้อาวุโสรับศิษย์หลัวทงตบหลี่หลงกระเด็นไปราวกับตบแมลงวันตัวหนึ่ง จากนั้นเขาก็จ้องมองฉู่เฉินที่ยืนอยู่บนแท่นเขม็ง หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาตกตะลึงไป จู่ๆ เขาก็เงยหน้าหัวเราะลั่น

"รากปราณธาตุไฟสมบูรณ์ระดับสุดยอด รากปราณธาตุไฟสมบูรณ์ระดับสุดยอด"

"สิบปีแล้ว สิบปีเต็มๆ"

"คิดไม่ถึงเลยว่าข้าหลัวทงจะมีโอกาสได้รับรองอัจฉริยะที่มีรากปราณธาตุไฟสมบูรณ์ระดับสุดยอด ฮ่าๆ ท่านประมุขตำหนักชื่อหวังจะต้องตบรางวัลให้ข้าอย่างงามเป็นแน่"

"ตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะของข้าช่างมีโชคชะตารุ่งโรจน์ มีวาสนาลึกซึ้งยิ่งนัก"

การส่งพลังปราณเข้าไปในเสาหยกเบิกวิญญาณ จะสามารถประเมินพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตนได้จากความสูงของลำแสงที่ปรากฏขึ้น โดยทั่วไปแล้ว หากลำแสงสูงเกินเจ็ดสิบเมตรขึ้นไป ก็จะถือว่าเป็นรากปราณระดับสุดยอด

และผู้ที่มีรากปราณระดับสุดยอด ก็ถือเป็นอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียรที่หาได้ยากยิ่งในหมื่นคน สามารถฝากตัวเป็นศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์และตระกูลผู้ฝึกตนต่างๆ เพื่อรับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักและตระกูลได้

แต่เหนือกว่ารากปราณระดับสุดยอด ยังมีรากปราณอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือรากปราณสมบูรณ์ระดับสุดยอดที่หาได้ยากยิ่งกว่า

ลำแสงพลังปราณที่พุ่งสูงถึงร้อยเมตร จนทำให้เสาหยกสว่างจ้าไปทั้งต้น นี่คือสัญลักษณ์เฉพาะของรากปราณสมบูรณ์ระดับสุดยอด

เพียงแต่เพราะรากปราณสมบูรณ์ระดับสุดยอดนั้นหายากมาก คนทั่วไปจึงไม่ค่อยรู้จัก แต่สำหรับผู้อาวุโสรับศิษย์ที่รับผิดชอบการทดสอบแล้ว ย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ผู้ที่มีรากปราณสมบูรณ์ระดับสุดยอด หากไม่มีอะไรผิดพลาด การจะทะลวงเข้าสู่ระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

หรือพูดอีกอย่างก็คือ ขอเพียงสำนักหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์รับผู้ที่มีรากปราณสมบูรณ์ระดับสุดยอดเข้าเป็นศิษย์ อีกหลายปีให้หลัง สำนักก็จะมีผู้อาวุโสระดับราชาศักดิ์สิทธิ์มาคอยนั่งบัญชาการเพิ่มอีกหนึ่งคน

"ฮ่าๆ ข้าขอไปดูหน่อยเถอะว่าไอ้หนุ่มนี่มีที่มาที่ไปยังไงกัน"

ระหว่างที่พูด ผู้อาวุโสรับศิษย์หลัวทงก็รวบรวมพลังปราณ ค่อยๆ ร่อนลงมาจากเก้าชั้นฟ้ามายังแท่นลานกว้าง โดยลืมหลี่หลงอะไรนั่นไปจนหมดสิ้นแล้ว

"ไอ้หนุ่ม ข้าชื่อหลัวทง เป็นผู้อาวุโสรับศิษย์ที่รับผิดชอบการรับศิษย์ใหม่ของตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะ เจ้า"

ขณะที่หลัวทงกำลังพูด ฉู่เฉินกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง ใบหน้าของเขาราบเรียบดุจผิวน้ำ ไม่มีความยินดียินร้ายใดๆ ทำเหมือนมองไม่เห็นหลัวทงผู้นี้เลย และยังคงทำธุระของตัวเองต่อไป

"ไอ้หนุ่ม ข้ากำลังคุยกับเจ้าอยู่นะ ได้ยินหรือไม่"

หลัวทงขมวดคิ้ว เขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังเป็นผู้อาวุโสของตำหนักจักรพรรดิเพลิงเทวะ มีตำแหน่งสูงส่งและพละกำลังแข็งแกร่ง เคยถูกคนรุ่นเยาว์เมินเฉยเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ต่อให้มีพรสวรรค์ดีเลิศ เป็นอัจฉริยะที่มีรากปราณสมบูรณ์ระดับสุดยอดที่หาได้ยาก แต่แบบนี้มัน จะไม่เย่อหยิ่งจองหองและไม่เห็นหัวผู้ใหญ่เกินไปหน่อยหรือ

หลัวทงแค่นเสียงฮึดฮัด หมายจะลงมือข่มขวัญฉู่เฉินเสียหน่อย แต่พอเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง รูม่านตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที

ฮือฮา

นี่ นี่มัน

หรือว่า หรือว่าไอ้หนุ่มนี่จะ

เป็นไปไม่ได้

เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

ความคิดที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตกใจผุดขึ้นมาในหัวของหลัวทง เขาที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้กลับตัวหดลีบ อย่าว่าแต่จะลงมือข่มขวัญฉู่เฉินเลย แม้แต่หายใจก็ยังไม่กล้าหายใจแรง

เกรงว่า

เกรงว่าเสียงหายใจของเขาจะไปรบกวนฉู่เฉินเข้า

ฉู่เฉินที่มีใบหน้าเรียบเฉยเดินไปยังเสาหยกเบิกวิญญาณต้นที่สอง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไปและทาบทับลงไป

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 26 - แสงหิ่งห้อยหรือจะกล้าแข่งรัศมีแสงจันทร์

คัดลอกลิงก์แล้ว