- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 639 ไม่เอื้อนเอ่ยแม้ครึ่งคำ
ตอนที่ 639 ไม่เอื้อนเอ่ยแม้ครึ่งคำ
ตอนที่ 639 ไม่เอื้อนเอ่ยแม้ครึ่งคำ
"เป้าหมายของกงอวี้อู๋หยาถึงกับเป็นฉือเยว่แห่งสำนักเฉียนคุน!"
มีคนขมวดคิ้วกล่าวว่า
"กงอวี้อู๋หยาคือหนึ่งในเจ็ดสุดยอดแห่งสำนักจี๋เต้าเชียวนะ ขุมพลังน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้น ตบะของเขายังบรรลุถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหกแล้ว นี่ไม่ใช่ตัวตนที่คนธรรมดาทั่วไปจะต่อกรได้เลย"
อีกหลายคนต่างส่ายหน้าทอดถอนใจ
"คราวนี้ฉือเยว่ช่างโชคร้ายถึงขีดสุดจริงๆ ที่ต้องมาเจอกับคู่ต่อสู้เช่นนี้ เกรงว่าคงยากจะมีโอกาสชนะ"
"ฮ่าฮ่า คราวนี้ฉือเยว่ต้องจบเห่เป็นแน่ โชคของเขาจะย่ำแย่เกินไปหน่อยหรือไม่?"
ในเวลานี้ ผู้คนจากสำนักเฉียนคุนล้วนใจเต้นระทึก ลุ้นจนตัวโก่งแทนฉือเยว่ ท้ายที่สุดพวกเขาย่อมรู้ดีว่าขุมพลังของกงอวี้อู๋หยานั้นแข็งแกร่งเพียงใด
กงอวี้อู๋หยาในแดนฉางหมิงถือเป็นอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงระบือไกล ขุมพลังของเขาย่อมไม่อาจดูแคลนได้
ผู้อาวุโสฉีค่อยๆ จิบชาด้วยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน บนริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม
ในขณะเดียวกัน ภาพบนหน้าจอผลึกหิน กงอวี้อู๋หยาได้พุ่งทะยานราวกับภูตผีไปถึงเบื้องหน้าของเด็กหนุ่มผู้มีไฝแต้มสีแดงตรงหว่างคิ้ว ดาบยาวในมือฟาดฟันเข้าใส่เด็กหนุ่มด้วยปราณพลังอันดุดันเฉียบขาด
ได้ยินเพียงเสียงดัง 'ตูม' สนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเศษซากเถาวัลย์ที่ปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า บนพื้นดินปรากฏรอยแยกที่ลึกจนหยั่งไม่ถึงขึ้นมาสายหนึ่ง
ทางด้านฉือเยว่กลับช้อนตาขึ้นอย่างไม่เร่งร้อน นัยน์ตาสะลึมสะลืองัวเงียจ้องมองชายหนุ่มเบื้องหน้า
"ผู้ใช้พฤกษาวิญญาณ?"
สายตาของกงอวี้อู๋หยากวาดมองเศษซากเถาวัลย์ที่กระจายอยู่รอบทิศ ในที่สุดก็หยุดลงบนร่างของฉือเยว่แล้วพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ข้อสรุปที่ได้ก็คือ เด็กหนุ่มผู้นี้มีพฤติกรรมที่พิลึกพิลั่นยิ่งนัก ทว่าขุมพลังกลับไม่อาจประมาทได้เลย
เขาไม่เคยพบเห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ในแดนฉางหมิงมาก่อน
วินาทีต่อมา เถาวัลย์สีดำทมิฬนับไม่ถ้วนก็ทะลวงพรวดขึ้นมาจากพื้นดินราวกับภูตผีในชั่วพริบตา พวกมันบิดส่ายลำต้นราวกับฝูงอสรพิษที่กำลังหิวโซ พุ่งโจมตีเข้าหากงอวี้อู๋หยาอย่างรวดเร็วและดุดัน
เมื่อกงอวี้อู๋หยาเห็นดังนั้น ร่างกายก็พลิ้วไหวหลบหลีกการจู่โจมของเถาวัลย์บางส่วนได้อย่างคล่องแคล่ว ดาบยาวในมือตวัดฟาดฟันออกไป ก่อให้เกิดสายลมดาบอันทรงพลังและแหลมคม เพียงชั่วอึดใจก็บดขยี้เถาวัลย์เหล่านั้นจนแหลกละเอียด!
เขาช้อนตาขึ้นฉับพลัน
มือเงื้อขึ้น ดาบฟาดฟันลง!
ตูม——
เสียงดังกึกก้องกังวาน ดาบยาวในมือของกงอวี้อู๋หยาได้ปลดปล่อยคมดาบพายุหมุนที่ทรงพลังถึงขั้นบิดเบือนมิติ พุ่งทะยานแหวกอากาศตรงไปยังทิศทางของเด็กหนุ่ม
ทุกหนแห่งที่พาดผ่าน อากาศราวกับถูกฉีกกระชากออกจากกัน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ผู้คนที่อยู่รอบข้างรู้สึกหายใจไม่ออก
ส่วนเด็กหนุ่มหน้าตาเย้ายวนผู้มีไฝแต้มสีแดงตรงหว่างคิ้ว ร่างกายเพียงแค่ขยับไหว สองเท้าก็เหยียบย่ำเถาวัลย์กระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ที่อยู่ไม่ไกล หลบเลี่ยงการโจมตีสายนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด
ทว่าในวินาทีต่อมา——
พลันเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ต้นไม้ใหญ่ถูกผ่าออกเป็นสองซีก พังทลายลงมาในพริบตา
ฝุ่นดินฟุ้งตลบ
สีหน้าของกงอวี้อู๋หยาแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มองดูเด็กหนุ่มรูปงามเย้ายวนที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
"ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสี่"
สำนักเฉียนคุนปรากฏผู้ใช้พฤกษาวิญญาณที่เป็นอัจฉริยะเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ทว่าสายตาของเด็กหนุ่มเพียงกวาดมองมาอย่างราบเรียบ นัยน์ตาเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เขาไม่เอื้อนเอ่ยแม้ครึ่งคำ
วินาทีถัดมา ร่างของเขาก็ถูกเถาวัลย์ห่อหุ้มเอาไว้ จากนั้นก็พุ่งทะยานหลบฉากไปทางซ้าย
กงอวี้อู๋หยาถึงกับชะงักงัน
จนกระทั่งเด็กหนุ่มจากไปไกลแล้ว เขาถึงเพิ่งได้สติ
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?!
กงอวี้อู๋หยาเผยสีหน้าตกตะลึงและงุนงง ในขณะที่เขาคิดจะไล่ตามไปต่อสู้กับเด็กหนุ่มผู้นั้นให้รู้ดำรู้แดง ทันใดนั้นเอง สองเท้าของเขาก็คล้ายถูกบางสิ่งสะดุดเข้า
เขาก้มมองต่ำ จึงพบว่าสองเท้าของตนถูกเถาวัลย์พันธนาการเอาไว้ ดูเหมือนว่ามันจะคอยขัดขวางไม่ให้เขาไล่ตามเด็กหนุ่มไปได้
ส่วนผู้คนที่เฝ้ามองภาพเหตุการณ์อยู่เบื้องนอก ต่างตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
"ฉือเยว่กลัวว่าตนเองจะสู้กงอวี้อู๋หยาไม่ได้อย่างนั้นหรือ?"
มีคนเอ่ยถามด้วยความกังขา
"ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าว่ากงอวี้อู๋หยาถึงกับยืนเอ๋อไปเลยล่ะ ช่างน่าขบขันเสียจริง"
อีกคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นออกมา
"กงอวี้อู๋หยาไม่ได้ไล่ตามไปแล้ว"
"อารมณ์ของกงอวี้อู๋หยาช่างดีเสียนี่กระไร หากฉือเยว่ไปพบกับหนึ่งในเจ็ดสุดยอดแห่งสำนักจี๋เต้าอีกคนล่ะก็ เขาคงหนีไม่รอดอย่างแน่นอน"
"อีกคนคือผู้ใดกันหรือ?"
"ผู้บำเพ็ญกระบี่อู๋หม่าหลิงอย่างไรเล่า อารมณ์ของเขาน่ะเกรี้ยวกราดจะตายไป"
ผู้คนที่อยู่รอบข้างเมื่อได้ยินนาม 'อู๋หม่าหลิง' ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนล้วนรู้ดีว่าอารมณ์ของอู๋หม่าหลิงแห่งสำนักจี๋เต้านั้นร้อนแรงดั่งไฟป่า หากล่วงเกินเขาเข้าล่ะก็ ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ เมื่อเทียบกันแล้วกงอวี้อู๋หยาดูอ่อนโยนกว่ามากจริงๆ
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"เจ็ดสุดยอดแห่งสำนักจี๋เต้าคือสิ่งใดกัน?"
"เจ็ดสุดยอดก็คือศิษย์ทั้งเจ็ดที่มีขุมพลังแข็งแกร่งที่สุดในสำนักจี๋เต้า ประกอบไปด้วย อู๋หม่าหลิง, กงอวี้อู๋หยา, หนานหรงจิ้งอวิ๋น, สวินเอ๋อ, ชวีมู่หาน, หลงอีป๋าย และฉินป๋อ"
"แต่ละขุมกำลังใหญ่ล้วนมีตัวแทนศิษย์ที่โดดเด่นเป็นเลิศ สำนักจี๋เต้ามีเจ็ดสุดยอด ตำหนักเฉิงอวิ๋นมีหกสืบทอด เกาะทะเลพรหมมีสี่ยอดอัจฉริยะ สำนักสือฟางมีสามผู้นำ สำนักเฉียนคุนมีสี่ผู้บรรลุ ภูเขาไท่ชูมีสามปฐม..."
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แล้วเหล่าตระกูลใหญ่เล่า?"
"ขุมกำลังตระกูลโดยทั่วไปล้วนทุ่มเทปลุกปั้นสายเลือดหลักเป็นพิเศษ ดังนั้น หากศิษย์สายเลือดหลักมีพรสวรรค์โดดเด่นแต่กำเนิด พวกเขาก็สามารถเป็นตัวแทนของตระกูลได้"
"เช่นนั้นพวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าในบรรดานี้ ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ใด?"
"หากจะกล่าวถึงศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ก็น่าจะเป็นอู๋หม่าหลิงแห่งสำนักจี๋เต้า, จีหว่านแห่งสำนักสือฟาง, ซุ่ยฉางอวิ้นแห่งตำหนักเฉิงอวิ๋น และศิษย์พี่ใหญ่จิ้นหยวนแห่งเกาะทะเลพรหม..."
ภายในดินแดนลับ
การแข่งขันคัดออกดำเนินไปอย่างดุเดือดมากยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่เริ่มการแข่งขันจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปแล้วครึ่งค่อนวัน
จำนวนผู้ถูกคัดออกมีมากถึงสี่พันคนโดยประมาณ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิษย์ที่มีขุมพลังค่อนข้างอ่อนด้อย หรือไม่ก็โชคไม่ดี
เมื่อเวลาล่วงเลยไป ความยากของการแข่งขันก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น เพราะศิษย์ที่เหลือรอดอยู่นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าล้วนเป็นยอดฝีมือจากทุกสารทิศ ขุมพลังของพวกเขาไม่อาจดูแคลนได้เลย
ศิษย์รุ่นเยาว์นับร้อยคนที่ขุมกำลังขนาดเล็กส่งมา เนื่องจากขุมพลังโดยรวมค่อนข้างอ่อนแอ ไม่อาจต่อกรกับขุมกำลังใหญ่อื่นๆ ได้ ผลสุดท้ายจึงถูกบดขยี้ไปทีละคนจนกระทั่งถูกคัดออกจนหมดสิ้น พ่ายแพ้ไปอย่างเงียบงันไม่ก่อให้เกิดแม้แต่คลื่นระลอกเล็กๆ
ปัจจุบัน ขุมกำลังที่ครองอันดับหนึ่งยังคงเป็นสำนักจี๋เต้า รองลงมาคือขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว จากนั้นจึงเป็นตระกูลลู่แห่งเหิงโจว
ในขณะนี้ เด็กหนุ่มรูปงามที่สวมชุดสีดำสนิท มองดูเหล่าศิษย์จากทุกขุมกำลังที่ตกอยู่ในวังวนแห่งการต่อสู้อันวุ่นวาย เขากระชับกระบี่ยาวในมือแน่น ร่างกายวูบไหวประดุจพายุหมุนสีดำทมิฬ ปรากฏตัวขึ้น ณ ใจกลางพื้นที่ตะลุมบอนในชั่วพริบตา
เช้ง!
พร้อมกับเสียงกระบี่ร้องกังวานใส เด็กหนุ่มชุดดำกวัดแกว่งกระบี่ยาวสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายหนาวเหน็บ กระบี่เดียวก็สาดซัดคลื่นปราณอันทรงพลัง ซัดร่างของศิษย์รุ่นเยาว์หลายคนจนล้มกลิ้งไปกองกับพื้น
"ศิษย์พี่เผย ช่วยข้าด้วย!"
ทันใดนั้น ศิษย์สวมชุดสำนักสายในของสำนักเฉียนคุนผู้หนึ่งก็ส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว เขาถูกศิษย์จากสำนักอื่นหลายคนรุมล้อมโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
เมื่อเผยซู่ได้ยินดังนั้น เงาร่างก็วูบไหวราวกับสายฟ้า ปรากฏตัวเบื้องหน้าศิษย์ผู้นั้นทันที เงื้อกระบี่ขึ้นปัดป้องการโจมตีอันดุดันนั้นเอาไว้
ตูม!
เขาช่วยชีวิตศิษย์ผู้นั้นเอาไว้ได้สำเร็จ
เผยซู่กล่าวกับเขาว่า
"ไปจากที่นี่เสีย"
ศิษย์ผู้นั้นรีบขานรับ ขณะกำลังจะก้าวเท้าจากไป กลับชนเข้ากับศิษย์อีกหลายคนที่กำลังจะพุ่งเข้ามาโจมตี ฝีเท้าของเขาชะงักงัน ภายในใจตื่นตระหนกตกใจ
ทว่าในวินาทีต่อมา เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ข้างกายของเขามีปราณกระบี่อันแข็งแกร่งสายหนึ่งพาดผ่าน ฟันร่างของคนเหล่านั้นจนกระเด็นล้มลงไปกองกับพื้นในชั่วพริบตา
น้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกดังมาจากด้านข้าง
"ไป!"