เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 638 หนึ่งในเจ็ดสุดยอด

ตอนที่ 638 หนึ่งในเจ็ดสุดยอด

ตอนที่ 638 หนึ่งในเจ็ดสุดยอด


หลังจากอวี่ฉางอิงและจิงจื่อฝูสนทนากันจบ พวกนางก็ตัดสินใจแยกย้ายกันไปคนละทาง

อวี่ฉางอิงรับหน้าที่คุ้มครองเสิ่นเยียน ส่วนจิงจื่อฝูจะไปคัดศิษย์จากสำนักหรือตระกูลอื่นออก เพื่อรักษาอันดับของสำนักตนเองเอาไว้

ในขณะเดียวกัน ทั่วทุกสารทิศภายในดินแดนลับแห่งการทดสอบกำลังเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือด จำนวนศิษย์ลดลงอย่างรวดเร็ว

สิบอันดับแรกบนทำเนียบขุมกำลังในตอนนี้ ได้แก่ สำนักจี๋เต้า ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว ตระกูลลู่แห่งเหิงโจว เกาะทะเลพรหม ตำหนักเฉิงอวิ๋น สำนักเฉียนคุน ตระกูลเฮ่อเหลียน ตระกูลฮู่แห่งเมืองไป๋เฟิ่ง สำนักสือฟาง และภูเขาไท่ชู

มีคนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"เกิดอันใดขึ้น? อันดับของสำนักเฉียนคุนพุ่งพรวดขึ้นมาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"

"พวกเจ้าดูสิ เด็กหนุ่มผมแดงผู้นี้ใช่ศิษย์สายตรงของสำนักเฉียนคุนหรือไม่? เขาถึงกับจัดการศิษย์รุ่นเยาว์บริเวณนั้นจนล้มคว่ำได้ในชั่วพริบตาเดียวเลยนะ!"

"เขาคือผู้ใดกัน?"

"ศิษย์พี่จูเก่อ!"

เหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุนที่เฝ้ามองอยู่ด้านนอกต่างพากันตะโกนกู่ร้องด้วยความตื่นเต้น

การแข่งขันคัดออกในดินแดนลับทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น

เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม แต่จำนวนผู้ถูกคัดออกกลับพุ่งทะลุหลักพันคนแล้ว

ขุมกำลังทุกฝ่ายต่างรู้ดีถึงความเร่งด่วนและความโหดร้ายของการแข่งขัน หากต้องการให้อันดับของตนดีขึ้น เหล่าศิษย์ต้องทุ่มเทสุดกำลังในการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตาย เพื่อทำคะแนนทิ้งห่างขุมกำลังอื่นให้ได้มากที่สุด

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป คู่ต่อสู้ที่เหลืออยู่จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ การกำจัดคู่ต่อสู้ย่อมยากลำบากตามไปด้วย

มีคนทอดถอนใจ

"สำนักจี๋เต้าแข็งแกร่งจริงๆ ตั้งแต่เริ่มแรกก็ครองอันดับหนึ่งบนทำเนียบได้อย่างมั่นคง"

"ขุมพลังโดยรวมของศิษย์สำนักจี๋เต้านั้นแข็งแกร่งมาก ศิษย์ที่ถูกส่งเข้าร่วมการแข่งขันคัดออกในดินแดนลับ ไม่มีผู้ใดเลยที่มีตบะต่ำกว่าระดับวิญญาณแท้จริงขั้นเจ็ด หากศิษย์สำนักจี๋เต้าไม่ได้เผชิญหน้ากับอัจฉริยะยอดฝีมือของขุมกำลังอื่นล่ะก็ ย่อมคว้าชัยได้อย่างแน่นอน"

"แก้วตาดวงใจของตระกูลลู่อย่างลู่หลิง ตบะกลับบรรลุถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นห้า พรสวรรค์ในการบ่มเพาะนี้น่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง?"

"ส่วนตบะของลู่เฉาก็คือระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหก"

"พวกเขาเพิ่งจะอายุสิบหกปีเองนะ! พรสวรรค์ในการบ่มเพาะของสองพี่น้องคู่นี้น่าสะพรึงกลัวจริงๆ แล้วจะให้คนธรรมดาอย่างพวกเรามีที่ยืนได้อย่างไรกัน!"

"ตระกูลลู่มีผู้สืบทอดที่แท้จริงแล้ว"

เมื่อได้ยินเสียงชื่นชมดังมาจากรอบด้าน เฮ่อเหลียนซางที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลลู่ก็เผยรอยยิ้มเบิกบานออกมาอย่างไม่รู้ตัว ภายในใจรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก

เฉาเอ๋อร์และหลิงเอ๋อร์ของนาง เดิมทีก็เป็นตัวตนที่คนธรรมดาเหล่านี้ได้แต่แหงนมอง ทว่ามิอาจเอื้อมถึงอยู่แล้ว

ภายในดินแดนลับแห่งการทดสอบ

ในระหว่างที่เสิ่นเยียนกำลังสะลึมสะลือ นางรู้สึกราวกับหลับใหลไปเนิ่นนาน ศีรษะหนักอึ้งอย่างรุนแรง ซ้ำยังปวดหนึบเป็นระยะ

ในที่สุดนางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทว่ากลับพบว่าตนเองกำลังถูกอวี่ฉางอิงแบกไว้บนหลัง

เสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยถามเสียงเบา

"ฉางอิง ข้าสลบไปนานเท่าใดแล้ว?"

เมื่อได้ยินเสียง อวี่ฉางอิงก็หันขวับกลับมา มองนางพลางส่งยิ้มอ่อนโยน

"เจ้าตื่นแล้ว เจ้าน่ะสลบไปตั้งสองชั่วยามแน่ะ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?"

"อืม รู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะ"

เสิ่นเยียนกล่าว

"เจ้าปล่อยข้าลงเถิด"

อวี่ฉางอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยว่า

"ขาของเจ้ายังบาดเจ็บอยู่ ให้ข้าแบกเจ้าไว้เถิด"

เสิ่นเยียนหลุดขำ

"ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นเสียหน่อย"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี่ฉางอิงก็หัวเราะออกมาเช่นกัน นางจึงค่อยๆ วางเสิ่นเยียนลงอย่างเบามือ

เมื่อยืนตั้งหลักได้แล้ว นัยน์ตาของเสิ่นเยียนก็ทอประกายลึกล้ำ สีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อยราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ นางจึงเอ่ยถาม

"แล้วไป๋อู๋หมิงเล่า?"

"ถูกช่วยหนีไปแล้วล่ะ"

อวี่ฉางอิงถอนหายใจเบาๆ

"แต่ว่า หากตอนนี้เขายังไม่ถูกคัดออกล่ะก็ คนผู้นี้ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้าสั่งสอนก็แล้วกัน"

"ตกลง"

เสิ่นเยียนพยักหน้า

"ใครเป็นคนช่วยเขาไปหรือ?"

อวี่ฉางอิงจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสี่ยอดอัจฉริยะแห่งเกาะทะเลพรหมให้นางฟัง

เมื่อฟังจบ เสิ่นเยียนก็กล่าวว่า

"ยอดอัจฉริยะเหล่านี้น่าจับตามองจริงๆ"

จู่ๆ อวี่ฉางอิงก็ยื่นมือไปเชยคางของเสิ่นเยียนขึ้นมา เอ่ยด้วยรอยยิ้มแย้มว่า

"น้องหญิงเยียนเยียน ตอนนี้เจ้าต้องพึ่งพาพี่สาวอย่างข้าแล้วล่ะนะ พี่สาวกำลังคิดอยู่ว่าจะเก็บค่าคุ้มครองจากเจ้าสักหน่อยดีหรือไม่?"

"เจ้าต้องการค่าคุ้มครองอันใดเล่า?"

"หอมแก้มข้าสักฟอดสิ"

อวี่ฉางอิงยกนิ้วชี้ไปที่แก้มของตนเอง

เสิ่นเยียนสวนทันควัน

"...ไม่ได้"

อวี่ฉางอิงแสร้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจเอ่ยว่า

"น้องหญิงเยียนเยียน เจ้าช่างไร้เยื่อใยนัก"

ขณะที่พูดนั้น อวี่ฉางอิงก็ควงแขนเสิ่นเยียนก้าวเดินไปข้างหน้าพลางเอ่ยถาม

"น้องหญิงเยียนเยียน พรุ่งนี้เจ้าจะฟื้นฟูขุมพลังกลับมาได้หรือไม่?"

เสิ่นเยียนตอบ

"คืนนี้ก็สามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณกลับมาได้เกินกว่าครึ่งแล้วล่ะ"

"มิใช่ว่าต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการฟื้นฟูหรอกหรือ?"

"ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ต่อมาข้าก็พบว่ามันมิใช่อย่างนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อสามเดือนก่อน พลังวิญญาณที่ข้าเบิกล่วงหน้ามาใช้มีอยู่สิบส่วน แต่ถ้าเทียบกับระดับขุมพลังของข้าในตอนนี้ พลังวิญญาณมีมากถึงสิบสามส่วน ดังนั้น พลังวิญญาณสามส่วนที่เพิ่มขึ้นมาก็จะฟื้นฟูกลับมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อขุมพลังของข้ายิ่งแข็งแกร่งขึ้น เวลาในการฟื้นฟูก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย"

"เช่นนั้นก็วิเศษไปเลย"

อวี่ฉางอิงหัวเราะร่วน

เสิ่นเยียนไม่ได้บอกนางว่า แม้ระยะเวลาของการสะท้อนกลับจะสั้นลง แต่ความเจ็บปวดจากการถูกสะท้อนกลับนั้นมิได้ลดน้อยลงเลย

เดินไปได้ไม่นาน พวกนางก็บังเอิญพบกับศิษย์รุ่นเยาว์จากสำนักอื่น

อวี่ฉางอิงและเสิ่นเยียนสบตากันแวบหนึ่ง

วินาทีต่อมา ร่างของอวี่ฉางอิงก็ขยับไหว พุ่งเข้าโจมตีศิษย์รุ่นเยาว์เหล่านั้นทันที

ส่วนเสิ่นเยียนยืนนิ่งอยู่กับที่ มิได้ขยับเขยื้อนใดๆ

ไม่นานนัก อวี่ฉางอิงก็บีบป้ายคำสั่งของพวกมันจนแหลกละเอียด

อวี่ฉางอิงเดินกลับมาหาเสิ่นเยียน เลิกคิ้วยิ้มมุมปาก

"ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกเขาสองคนจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเยียนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างจนปัญญา

"หวังว่าโย่วหลินกับฉือเยว่ ทั้งสองคนจะไม่บ้าบิ่นจนเกินไปนะ"

ท่ามกลางป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ต้นไม้สูงตระหง่านเสียดฟ้า ใบไม้อันหนาทึบบดบังแสงอาทิตย์เบื้องบน ราวกับม่านสีเขียวขจีที่ปกคลุมพื้นที่แห่งนี้เอาไว้ทั้งหมด

ในขณะนี้ เถาวัลย์นับร้อยเส้นราวกับปีศาจที่กำลังเริงระบำอย่างบ้าคลั่ง พวกมันเลื้อยทะลวงผ่านผืนป่าอย่างอิสระ รัดตรึงร่างของศิษย์รุ่นเยาว์ทีละคนเอาไว้อย่างแน่นหนาด้วยความรวดเร็ว

เหล่าศิษย์หน้าตาตื่นตระหนกสุดขีด ต่างพากันร้องขอความช่วยเหลือเสียงหลง ทว่าในวินาทีต่อมา เถาวัลย์เหล่านั้นก็พุ่งกระแทกเข้าใส่ทรวงอกของพวกเขาประดุจศรธนู บดขยี้ป้ายคำสั่งที่พกติดตัวมาจนแหลกละเอียดในพริบตา

เพียงชั่วพริบตาเดียว ศิษย์รุ่นเยาว์กว่าห้าสิบคนก็ถูกส่งตัวออกไปจากดินแดนลับแห่งการทดสอบอย่างเลือดเย็น

ส่งผลให้อันดับของสำนักเฉียนคุนพุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับที่สามอย่างรวดเร็ว เป็นรองเพียงสำนักจี๋เต้าและขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวเท่านั้น

เหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ผู้ชมที่อยู่ด้านนอกถึงกับตกตะลึงตาค้าง ภายในใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

"สวรรค์ นี่มันฝีมือของผู้ใดกัน?!"

มีคนอธิบายด้วยความตื่นเต้น

"เป็นฝีมือของฉือเยว่ ศิษย์สายตรงแห่งสำนักเฉียนคุน! อีกทั้งเขายังเป็นผู้ใช้พฤกษาวิญญาณอีกด้วย!"

"เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ ขุมพลังของเขาจะทรงพลังมากเพียงใดกันนะ?"

"หากนำเขาไปเปรียบเทียบกับศิษย์พี่รองซือเซ่าอวี๋แห่งเกาะทะเลพรหม ผู้ใดจะแข็งแกร่งกว่ากัน?"

"เรื่องนี้ยังต้องให้พูดอีกหรือ? ย่อมต้องเป็นซือเซ่าอวี๋อยู่แล้ว!"

ในเวลานี้ กลุ่มคนจากเกาะทะเลพรหมมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ภายในใจรู้สึกดูแคลนเป็นอย่างยิ่ง ผู้ใช้พฤกษาวิญญาณที่เพิ่งเข้าวงการมาใหม่ๆ กล้าเอามาเทียบชั้นกับซือเซ่าอวี๋ของพวกเขางั้นหรือ?

ทันใดนั้น ก็มีคนร้องอุทานขึ้นมา

"นั่นมัน—"

เห็นเพียงในหน้าจอผลึกหิน ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งกำลังพุ่งทะยานตรงไปยังตำแหน่งที่ฉือเยว่อยู่ด้วยความรวดเร็ว คนผู้นั้นสวมชุดศิษย์สายตรงของสำนักจี๋เต้า เกล้ามวยผมสวมกวานหยก ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกนวล ในมือกระชับดาบยาวเอาไว้แน่น

"หนึ่งในเจ็ดสุดยอดแห่งสำนักจี๋เต้า กงอวี้อู๋หยา!"

จบบทที่ ตอนที่ 638 หนึ่งในเจ็ดสุดยอด

คัดลอกลิงก์แล้ว