- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 629 ผลคะแนนรวม
ตอนที่ 629 ผลคะแนนรวม
ตอนที่ 629 ผลคะแนนรวม
เรือปราณของขุมกำลังจากทุกสารทิศล้วนมุ่งหน้าไปทางเกาะเทียนคง หากมองลงมาจากเบื้องบน ภาพฉากนี้ช่างสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้คนยิ่งนัก
เมื่อเวลาผันผ่าน เรือปราณแต่ละลำก็เปรียบดั่งนกคืนรัง ทยอยเดินทางมาถึงน่านน้ำเบื้องล่างของเกาะเทียนคงอย่างต่อเนื่อง
ยามที่ผู้คนแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็เห็นเพียงบันไดสวรรค์โปร่งใสขนาดมหึมาทอดตัวคดเคี้ยวราวกับมังกรยักษ์ พุ่งทะยานจากผืนทะเลเสียดแทงทะลุชั้นเมฆ เชื่อมต่อเกาะเทียนคงและห้วงมหาสมุทรเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น
บรรดาขุมกำลังใหญ่ที่มาถึงบริเวณใกล้เคียงบันไดสวรรค์ ต่างพากันหยุดเรือปราณและก้าวเท้าขึ้นไปบนบันได
เมื่อขบวนเรือปราณของสำนักเฉียนคุนเดินทางมาถึงใกล้กับบันไดสวรรค์ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่รุ่งอรุณของวันถัดมาแล้ว
เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักเฉียนคุนแหงนหน้ามองบันไดสวรรค์ขนาดยักษ์แห่งนี้ ภายในใจเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง พวกเขาเดินตามเหล่าผู้อาวุโสลงจากเรือปราณ ก้าวเท้าเหยียบลงบนขั้นบันได ในชั่วขณะนั้น ภายในใจของพวกเขากลับมีความสงบเยือกเย็นที่ยากจะอธิบายเอ่อล้นออกมา
มีศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เหตุใดที่นี่จึงมีบันไดสวรรค์ได้ล่ะ?”
ศิษย์อีกคนจึงตอบกลับไปว่า
“เล่าลือกันว่าในยุคของราชวงศ์เทียนโจว กลุ่มตระกูลเสิ่นอาศัยความแข็งแกร่งอันทรงพลังปีนป่ายขึ้นไปยังเกาะเทียนคง ภายใต้สถานการณ์ที่ห้ามเหาะเหินเวหา ก่อนหน้านี้เกาะเทียนคงยังไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ เป็นกลุ่มตระกูลเสิ่นที่ใช้ของวิเศษฟ้าดินสร้างบันไดสวรรค์แห่งนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้อื่นสามารถเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้ นับจากนั้นอีกหนึ่งร้อยปีให้หลัง ราชวงศ์เทียนโจวจึงถือว่าเกาะเทียนคงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และได้เนรมิตเกาะเทียนคงให้เป็นสถานที่สำหรับจัดงานชุมนุมเทียนโจว”
“ราชวงศ์เทียนโจวได้ล่มสลายไปแล้ว บัดนี้คืองานชุมนุมฉางหมิงต่างหาก”
“ไม่ใช่ว่าองค์หญิงเสิ่นเคอเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อนกลับมาแล้วหรอกหรือ? นางยังก่อตั้งขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวขึ้นมาอีก หรือว่านางต้องการจะฟื้นฟูอำนาจการปกครองของราชวงศ์ก่อน?”
“ฟื้นฟูการปกครองหรือ? เจ้าคิดมากไปแล้ว ตอนนี้มันไม่ใช่ยุคสมัยของราชวงศ์เทียนโจวอีกต่อไป แต่เป็นแผ่นดินของแต่ละสำนัก แต่ละพรรค และแต่ละตระกูลต่างหาก”
“พูดไปก็มีเหตุผล”
“ทว่า ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าบนเกาะเทียนคงมีคนอาศัยอยู่ตลอดหรือไม่?”
“ก็น่าจะมีกระมัง”
ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
เสิ่นเยียนเหยียบลงบนขั้นบันไดสวรรค์แผ่วเบา อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองไปยังทิศทางของท้องฟ้า
ขณะนั้น เนี่ยสวินที่เดินอยู่ไกลออกไปเบื้องหน้าก็ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาค่อยๆ หันกลับมา สายตากวาดผ่านใบหน้างดงามทว่าเย็นชาของเด็กสาว ภายในใจพลันเกิดระลอกคลื่นสั่นไหว
อุณหภูมิบริเวณไหปลาร้ายิ่งร้อนระอุขึ้น ราวกับกำลังย้ำเตือนอะไรบางอย่างแก่เขา
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางขบวนของสำนักเฉียนคุน สายตาของเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยก็เลื่อนมาหยุดอยู่ที่ตัวเสิ่นเยียน แววตาของนางดูลึกล้ำขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเดินผ่านบันไดสวรรค์ ทะลวงผ่านเมฆหมอกชั้นแล้วชั้นเล่า ขบวนของสำนักเฉียนคุนก็มาถึงเกาะเทียนคงอันเป็นที่ใฝ่ฝันของผู้คนในที่สุด
เกาะเทียนคงกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา บนเกาะมีทั้งภูเขาเขียวขจีและสายน้ำใสสะอาด ต้นไม้ใบหญ้าร่มรื่นเจริญงอกงาม อาคารบ้านเรือนล้วนเก่าแก่และมีระดับลดหลั่นกันไป ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดย่อมหนีไม่พ้นพฤกษาวิญญาณขนาดมหึมาที่อยู่ไกลออกไปเบื้องหน้า มันเปรียบเสมือนเสาค้ำฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเกาะเทียนคง มอบความรู้สึกเคร่งขรึมและน่าเกรงขามแก่ผู้พบเห็น
พฤกษาวิญญาณต้นนี้สูงตระหง่านเทียมเมฆ ลำต้นที่อวบหนาและกิ่งก้านใบดกครึ้มทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความตื่นตะลึง มันแผ่ซ่านคลื่นพลังปราณอันแข็งแกร่งออกมา ราวกับว่าเกาะเทียนคงทั้งเกาะล้วนถือกำเนิดขึ้นมาจากมัน
เพียงแค่ก้าวเท้าเข้าสู่เกาะเทียนคง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
บัดนี้ บนเส้นทางที่ปูด้วยหินอ่อนเบื้องหน้า มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนจากแต่ละสำนัก แต่ละพรรค และแต่ละตระกูล
นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกตนอิสระอีกจำนวนไม่น้อย
งานชุมนุมฉางหมิงที่จัดขึ้นทุกๆ ห้าสิบปี จะกินระยะเวลายาวนานถึงครึ่งปี
ซึ่งนี่ก็เทียบเท่ากับงานพบปะแลกเปลี่ยนครั้งหนึ่ง
“ไปกันเถอะ”
ประมุขสำนักเฉียนคุนกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นช้าๆ
พอจูเก๋อโย่วหลินได้ยินเช่นนั้นก็รีบขยับเข้าไปใกล้ผู้อาวุโสฉี
“อาจารย์ พวกเราจะไปที่ใดกันต่อหรือขอรับ? จะไปหาที่พักอย่างนั้นหรือ?”
ผู้อาวุโสฉีพยักหน้าอธิบาย
“อืม ที่พักของขบวนจากแทบทุกขุมกำลังล้วนมีป้ายบอกไว้ชัดเจน เพราะมันถูกแบ่งตามอันดับในงานชุมนุมฉางหมิงครั้งที่แล้ว อย่างเช่นครั้งก่อนสำนักเฉียนคุนของพวกเราได้อันดับเก้า ดังนั้นครั้งนี้สำนักเฉียนคุนจึงจะได้เข้าพักที่เรือนหมายเลขเก้า”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
จูเก๋อโย่วหลินกระจ่างแจ้งในทันที
เสิ่นเยียนเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“แล้วขุมกำลังที่ไม่เคยเข้าร่วมงานชุมนุมฉางหมิงมาก่อนเล่าเจ้าคะ?”
เมื่อผู้อาวุโสฉีได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองเสิ่นเยียน
“หากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องไปลงทะเบียนกับเจ้าเกาะ เพื่อให้เจ้าเกาะเป็นผู้จัดเตรียมที่พักให้แก่พวกเขา”
เจียงเสียนเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เกาะเทียนคงแห่งนี้มีเจ้าเกาะด้วยหรือเจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสฉีฟังจบก็หัวเราะออกมา สายตาหยุดลงที่ร่างของเจียงเสียนเยวี่ยครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองเสิ่นเยียนอย่างมีความนัย ก่อนจะกล่าวต่อ
“แน่นอนสิ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเจ้าเกาะผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่มาเนิ่นนานหลายปีแล้ว พลังฝีมือของนางนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ในสถานการณ์ปกติ จึงไม่มีผู้ใดอยากเข้าไปล่วงเกินนางหรอก”
เสิ่นเยียนเข้าใจนัยยะแอบแฝงในสายตาของผู้อาวุโสฉี นางจึงพยักหน้าเบาๆ เพื่อแสดงว่ารับรู้แล้ว
เวลานี้ เวินอวี้ชูก็พูดแทรกขึ้นมากะทันหัน
“ในเมื่อมีเจ้าเกาะ เช่นนั้นก็ต้องมีชาวเกาะด้วยสิขอรับ”
ผู้อาวุโสฉีลูบเครา พลางเอ่ยตอบ
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ พลังฝีมือของชาวเกาะที่นี่ล้วนไม่ธรรมดา พวกเขามีอัธยาศัยไมตรีและให้การต้อนรับแขกเป็นอย่างดี แต่จะไม่มีวันทนต่อการรังแกในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด”
จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“แล้วปกติตอนพวกเขาออกจากเกาะไปบ้างหรือไม่ขอรับ?”
“ก็น่าจะออกไปนะ” ผู้อาวุโสฉีกล่าว
จูเก๋อโย่วหลินกล่าวต่อ
“ข้านึกว่าพวกเขาจะไม่ออกจากเกาะเสียอีก”
จู่ๆ ผู้อาวุโสฉีก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงยกมือขึ้นงอนิ้วสองนิ้วเขกหน้าผากของจูเก๋อโย่วหลินไปหนึ่งที พลางเอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“การประลองจัดอันดับขุมกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ เจ้าจงก่อเรื่องให้อาจารย์น้อยลงหน่อย!”
จูเก๋อโย่วหลินยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ถูกเขกจนเจ็บ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“อาจารย์ ท่านวางใจเถอะขอรับ ข้าจะไม่ไปก่อเรื่องแน่นอน อีกอย่าง ข้าจะช่วยท่านจับตาดูพวกเขาให้ด้วยนะขอรับ!”
ผู้อาวุโสฉีถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห
เสิ่นเยียนและคนอื่นๆ “...”
ช่างหน้าหนาเสียจริง
ผู้อาวุโสฉีเมินเฉยต่อคำพูดของจูเก๋อโย่วหลิน ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า
“การประลองจัดอันดับขุมกำลังจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือการประลองของกลุ่มรุ่นเยาว์ ส่วนอีกกลุ่มคือการประชันกันระหว่างบุคคลระดับผู้อาวุโส ผลคะแนนรวมของทั้งสองกลุ่มนี้จะถูกนำมารวมกันแล้วจัดเรียงอันดับใหม่ เพื่อเป็นเครื่องกำหนดอันดับขุมกำลังของแดนฉางหมิงในท้ายที่สุด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวเจ๋อชวนก็พยักหน้าแสดงความเห็นด้วย
“หากเป็นเช่นนี้ การจัดอันดับก็ค่อนข้างจะครอบคลุมเลยทีเดียว”
อวี่ฉางอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อาจารย์ ในงานชุมนุมฉางหมิงครั้งก่อน สำนักจี๋เต้ากวาดที่หนึ่งของการประลองทั้งสองกลุ่มไปหมดเลยหรือไม่เจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสฉีส่ายหน้า พลางเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
“มิใช่อย่างนั้นหรอก ถึงแม้สำนักจี๋เต้าจะคว้าอันดับหนึ่งในการประลองของกลุ่มรุ่นเยาว์มาได้ แต่ในการประลองของกลุ่มผู้อาวุโสนั้นกลับพ่ายแพ้ให้แก่ตำหนักเฉิงอวิ๋น จึงรั้งอยู่อันดับสอง ทว่าเมื่อดูจากผลคะแนนโดยรวมแล้ว สำนักจี๋เต้ายังคงทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกว่า จึงได้กลายมาเป็นสำนักอันดับหนึ่งของแดนฉางหมิง”
อวี่ฉางอิงเลิกคิ้วขึ้น
“เป็นเช่นนี้นี่เอง แล้วครั้งก่อนการประลองทั้งสองกลุ่มของสำนักเฉียนคุนได้อันดับที่เท่าไรหรือเจ้าคะ?”
พอผู้อาวุโสฉีได้ยินเช่นนั้น ก็เงียบไปครู่หนึ่ง
“กลุ่มรุ่นเยาว์ได้อันดับสิบสอง ส่วนกลุ่มผู้อาวุโสได้อันดับห้า”
เผยซู่เอ่ยด้วยความประหลาดใจ
“ความห่างชั้นนี้มันมากเกินไปแล้ว”
ผู้อาวุโสฉีราวกับหวนนึกถึงอดีต เขาทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่
“เป็นเพราะเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน เหล่าคนรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์และพลังฝีมือต่างถูกสำนักพรรคหรือตระกูลอื่นแย่งชิงไปจนหมดสิ้น สำนักเฉียนคุนของพวกเราจึงไม่สามารถเปิดรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเข้ามาได้...”
เมื่อเสิ่นเยียนได้ยินเช่นนั้น ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ด้วยชื่อเสียงของสำนักเฉียนคุน ไม่น่าจะรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ไม่ได้นี่นา หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะ?”