- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 621 ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว
ตอนที่ 621 ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว
ตอนที่ 621 ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าสหายก็มองหน้ากันแล้วเผยรอยยิ้ม
"ตกลง"
ดวงตาของจูเก๋อโย่วหลินเป็นประกายวาววับ
"พวกเรายังล่าสัตว์ได้ด้วย! เดี๋ยวข้าจะทำของอร่อยให้พวกเจ้ากินเอง!"
เสิ่นเยียนหัวเราะ
"เอาสิ"
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในกลุ่มพวกเขาทั้งหมด ฝีมือทำอาหารของจูเก๋อโย่วหลินนั้นยอดเยี่ยมที่สุด แถมเจ้าตัวยังรักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ
ไม่นานนัก พวกเขาก็ขึ้นเรือวิญญาณของอวี่ฉางอิงเพื่อมุ่งหน้าไปยังผืนป่าที่อยู่ใกล้เคียง
ผืนป่าแห่งนี้ถูกผู้คนในเขตไท่ซุ่ยขนานนามว่า 'ป่าแห่งขุมนรก' ภายในซุกซ่อนความอันตรายและปริศนาเอาไว้นับไม่ถ้วน ลึกเข้าไปในป่ามักจะมีเสียงกึกก้องประหลาดดังแว่วมาเป็นระยะ จนทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยต้องล่าถอยด้วยความหวาดหวั่น
หลังจากกลุ่มของเสิ่นเยียนเดินทางมาถึงป่าแห่งขุมนรก พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างเจือจางอยู่ในอากาศ
พวกเขาจึงให้ฉือเยว่ลองสื่อสารกับพืชวิญญาณในบริเวณนี้ดูก่อน
เพียงไม่นานก็ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของสมุนไพรวิญญาณล้ำค่า แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วิญญาณ รวมถึงสาเหตุที่ป่าแห่งขุมนรกมักจะส่งเสียงร้องประหลาดออกมา
แท้จริงแล้วป่าแห่งขุมนรกไม่ใช่ป่าธรรมดา แต่มันคือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง! ร่างกายของมันครอบคลุมอาณาบริเวณป่าทั้งหมด รากหยั่งลึกลงใต้ดินเพื่อดูดซับสารอาหารจากผืนปฐพี และที่มันส่งเสียงร้องออกมาก็เป็นเพราะกำลังหิวโหย
ยามที่มันหิวโหยจะส่งผลกระทบต่อทุกสรรพสิ่งในป่าจนเกิดความปั่นป่วน มันจะปลดปล่อยพลังงานประหลาดชนิดหนึ่งออกมาเพื่อกลืนกินอารมณ์เชิงบวกของสิ่งมีชีวิต หลงเหลือทิ้งไว้เพียงอารมณ์ด้านลบ
ด้วยเหตุนี้ สิ่งมีชีวิตในที่แห่งนี้จึงกลายเป็นพวกดุร้ายและเกรี้ยวกราดถึงขีดสุด
เมื่อผู้ฝึกตนก้าวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ อารมณ์เชิงบวกจะถูกป่าแห่งขุมนรกดูดกลืนไปจนหมดสิ้น สภาพจิตใจจะดิ่งลงสู่แง่ลบและพังทลายลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาจะเริ่มหวาดกลัวและสิ้นหวัง จนอยากจะหนีไปจากสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวแห่งนี้ให้พ้น
และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้ชื่อเสียงความน่ากลัวของป่าแห่งขุมนรกเลื่องลือไปไกล
สีหน้าของเผยซู่ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย
"ถึงกับมีสิ่งมีชีวิตเช่นนี้อยู่ด้วยงั้นหรือ?"
เวินอวี้ชูเอ่ยช้าๆ
"นี่คือวิญญาณก่อกำเนิด"
"วิญญาณก่อกำเนิดคือสิ่งใด?"
เวินอวี้ชูอธิบาย
"วิญญาณก่อกำเนิดคือสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการดูดซับอารมณ์ความรู้สึก ถือเป็นตัวตนที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า หากข้าเดาไม่ผิด ภายใต้ผืนป่าแห่งนี้น่าจะมีซากศพถูกฝังอยู่นับไม่ถ้วน นั่นหมายความว่าที่นี่เคยเป็นสมรภูมิรบมาก่อน"
เมื่อเหล่าสหายได้ยินดังนั้น พวกเขาก็หันกลับไปมองป่าแห่งขุมนรกอีกครั้ง
จู่ๆ เวินอวี้ชูก็หัวเราะออกมา
"น่าสนใจดีนี่"
อวี่ฉางอิงหันไปถาม
"พี่อวี้ชูกำลังคิดแผนการร้ายอันใดอยู่หรือเจ้าคะ?"
เวินอวี้ชูตอบ
"ข้าอยากทำพันธสัญญากับวิญญาณก่อกำเนิด"
จูเก๋อโย่วหลินตกตะลึง
"ว่ายังไงนะ? เจ้าอยากทำพันธสัญญากับป่าแห่งนี้น่ะหรือ?"
เหล่าสหาย
"..."
เวินอวี้ชูเอ่ยทวนซ้ำอีกครั้งอย่างอดทน
"กับวิญญาณก่อกำเนิดต่างหาก"
จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้ว นั่นมันไม่ได้หมายความว่าอย่างเดียวกันหรอกหรือ?
เสิ่นเยียนเอ่ยขึ้น
"หากเจ้าต้องการ พวกเราจะช่วยเจ้าเอง"
เวินอวี้ชูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากสีอ่อนยกยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
"เช่นนั้นก็ขอบใจมาก"
เจียงเสียนเยวี่ยถอนหายใจรำพึงรำพัน
"ดูเหมือนว่าพวกเราคงต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่กันต่อแล้วล่ะ"
เผยซู่เอ่ยเตือน
"ระวังตัวไว้เป็นดีที่สุด"
จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยอย่างตื่นเต้น
"งั้นก็เข้าไปกันเถอะ! ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าป่าแห่งนี้จะดูดกลืนพลังงานอารมณ์เชิงบวกของพวกเราไปได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว!"
คนทั้งแปดมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าแห่งขุมนรก
สองเดือนต่อมา
คลื่นลมจากเหตุการณ์ที่ตระกูลลู่ถูกโจมตีค่อยๆ สงบลง
ทว่าจนถึงบัดนี้ ตระกูลลู่ก็ยังคงหาเบาะแสของ 'กลุ่มอสูร' ไม่พบ
ส่วนศิษย์สายตรงทั้งแปดคนของผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน
เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือนก็จะถึงกำหนดการของ 'งานชุมนุมฉางหมิง' แล้ว
ในขณะเดียวกัน ณ เมืองแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเขตไท่ซุ่ย
เด็กหนุ่มหลายคนในชุดศิษย์สายตรงของสำนักเฉียนคุนกำลังนั่งอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยม หน้าต่างถูกเปิดกว้างรับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาพอดิบพอดี
"พวกเราเองก็ควรจะกลับสำนักเฉียนคุนได้แล้ว"
"นั่นสิ ออกมาเกือบครึ่งปีแล้ว ชักจะคิดถึงท่านอาจารย์ขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ"
"เมื่อครึ่งเดือนก่อน พวกเราก็เพิ่งจะพบท่านอาจารย์ไปไม่ใช่หรือ?"
"อ๊ะ จริงด้วย ท่านอุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมพวกเราโดยเฉพาะเลยนี่นา"
"เยียนเยียน ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"
เด็กสาวผู้มีใบหน้างดงามทว่าเย็นชาค่อยๆ หมุนจอกสุราในมือ ของเหลวในจอกสั่นไหวไปมา น้ำเสียงของนางเยือกเย็น
"ตระกูลลู่กำลังให้ความสนใจอย่างมากกับขุมกำลังลึกลับที่เพิ่งผงาดขึ้นมาเมื่อหนึ่งเดือนก่อน... ราชวงศ์เทียนโจว ฉากหน้าผู้กุมอำนาจของราชวงศ์เทียนโจวก็คือองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอ และกลุ่มอสูรที่ลงมือจัดการกับตระกูลลู่เมื่อสองเดือนก่อน ก็คือคนของราชวงศ์เทียนโจว"
เด็กหนุ่มผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีกเงยหน้าขึ้น
"ถ้าเป็นเช่นนั้น ตระกูลลู่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาพุ่งเป้าเล่นงานพวกเราแล้วสิ"
เสิ่นเยียนกล่าวตอบ
"ราชวงศ์เทียนโจวก็จะเข้าร่วมงานชุมนุมฉางหมิงเช่นกัน"
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทั้งหมดด้วยเช่นกัน
นับตั้งแต่ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวปรากฏตัวขึ้นในแดนฉางหมิง มันก็เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในทะเลสาบ ก่อให้เกิดคลื่นระลอกใหญ่ สร้างความฮือฮาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นจุดสนใจของขุมกำลังต่างๆ มากมาย
ทว่าขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวนั้นกลับเป็นดั่งกลุ่มหมอกควันที่ลึกลับซับซ้อนและยากจะคาดเดา ขุมกำลังใหญ่แต่ละฝ่ายต่างงัดเอาทุกวิถีทางเพื่อพยายามตามสืบร่องรอย ทว่าท้ายที่สุดก็คว้าน้ำเหลว
ดังนั้น เมื่อขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวประกาศว่าจะเข้าร่วมงานชุมนุมฉางหมิง ทุกขุมกำลังใหญ่ต่างก็พากันตกตะลึง
เซียวเจ๋อชวนมองไปยังเด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเฉียงๆ
"ถึงตอนนั้น ใครจะเป็นคนปลอมตัวเป็นเจ้า?"
เสิ่นเยียนตอบกลับ
"หลานสาวของท่านอาเจิง"
จูเก๋อโย่วหลินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"แล้วกลุ่มอสูรล่ะ? จะมีคนมาปลอมตัวเป็นพวกเราด้วยหรือไม่?"
เสิ่นเยียนหลุดขำออกมา
"ย่อมต้องมีสิ"
จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยถาม
"แล้วเมื่อไรพวกเราถึงจะกลับไปใช้ฐานะเดิมได้ล่ะ?"
เสิ่นเยียนค่อยๆ เอ่ยปาก ก่อนจะขยับริมฝีปากเป็นคำพูดสองสามคำโดยไร้เสียง
"ก็ย่อมต้องเป็น..."
เมื่อฟังจบ จูเก๋อโย่วหลินก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวด้วยความตื่นเต้น แต่เพราะดื่มเร็วเกินไปจึงสำลักออกมาจนหน้าดำหน้าแดง
"แค่ก แค่ก... แค่ก!"
อวี่ฉางอิงที่อยู่ข้างๆ ยกมือขึ้นลูบหลังเขาเบาๆ
นางเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ
"ช่างน่าเฝ้ารอจริงๆ เลยนะ"
ดูท่าหลังจากงานชุมนุมฉางหมิงสิ้นสุดลง ท้องฟ้าของแดนฉางหมิงก็คงจะเปลี่ยนสีไปแล้วกระมัง
จู่ๆ เจียงเสียนเยวี่ยก็หยิบขวดหยกบรรจุโอสถออกมาจากมิติเก็บของ แล้วยื่นไปตรงหน้าเสิ่นเยียนพลางเอ่ย
"นี่คือยาที่อาหวยต้องกิน"
"เมื่อเดือนก่อน ข้าบอกไปแล้วใช่หรือไม่ว่าอาหวยถูกพิษกู่โลหิตและพิษกู่มารในใจเล่นงาน? กู่ทั้งสองชนิดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง นอกจากมันจะกัดกินร่างกายแล้ว มันยังจะทำลายสติปัญญาและจิตใจของคนผู้นั้นอีกด้วย"
"นับตั้งแต่นั้นมา ข้าก็เริ่มพลิกตำราแพทย์สมัยราชวงศ์เทียนโจวดูมากมาย จนในที่สุดก็พบวิธีถอนพิษกู่ ยาในขวดนี้มีชื่อว่า 'โอสถสยบกู่' เป็นโอสถที่ข้าเริ่มหลอมขึ้นเมื่อครึ่งเดือนก่อน มันสามารถสะกดความเคลื่อนไหวของหนอนกู่ และช่วยบรรเทาความเสียหายที่มีต่อร่างกายของอาหวยได้ ให้อาหวยกินยานี้ติดต่อกันสามวันก่อน รอจนกว่าความเคลื่อนไหวของหนอนกู่จะลดลงเหลือจุดต่ำสุด ข้าจะใช้เลือดถอนพิษกู่ให้อาหวยด้วยตัวเอง"
เมื่อเสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น นางก็รับโอสถสยบกู่มาถือไว้
สีหน้าของนางสั่นไหวเล็กน้อย หญิงสาวกำลังจะอ้าปากเอ่ยบางสิ่ง แต่กลับถูกเจียงเสียนเยวี่ยพูดขัดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"ข้ารู้ว่าเจ้าอยากจะพูดสิ่งใด แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดหรอก"
เสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"ตกลง"
อวี่ฉางอิงยกมือขึ้นเท้าคาง ทอดสายตามองเจียงเสียนเยวี่ยอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยยิ้มๆ
"น้องเยวี่ยเยวี่ยนี่ช่างเก่งกาจจริงๆ"
เหล่าสหายต่างพากันหัวเราะออกมา
เมื่อถูกจับจ้องเช่นนั้น จู่ๆ เจียงเสียนเยวี่ยก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย
ในตอนนั้นเอง จูเก๋อโย่วหลินก็ทำลายบรรยากาศอันดีงามนั้นลง
"เยวี่ยเยวี่ย แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่เก็บเงินล่ะ?"
น้ำเสียงของเขาฟังดูน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง
เหล่าสหาย
"..."
ใบหน้าของเจียงเสียนเยวี่ยดำทะมึน นางแค่นหัวเราะเสียงเย็น
"ต่อไปข้าจะเก็บเงินจากเจ้าแค่คนเดียว!"
จูเก๋อโย่วหลินเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พลางโอดครวญด้วยความน้อยใจ
"เยวี่ยเยวี่ย เจ้าลำเอียงนี่!"