เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 621 ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว

ตอนที่ 621 ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว

ตอนที่ 621 ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว


เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าสหายก็มองหน้ากันแล้วเผยรอยยิ้ม

"ตกลง"

ดวงตาของจูเก๋อโย่วหลินเป็นประกายวาววับ

"พวกเรายังล่าสัตว์ได้ด้วย! เดี๋ยวข้าจะทำของอร่อยให้พวกเจ้ากินเอง!"

เสิ่นเยียนหัวเราะ

"เอาสิ"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในกลุ่มพวกเขาทั้งหมด ฝีมือทำอาหารของจูเก๋อโย่วหลินนั้นยอดเยี่ยมที่สุด แถมเจ้าตัวยังรักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ

ไม่นานนัก พวกเขาก็ขึ้นเรือวิญญาณของอวี่ฉางอิงเพื่อมุ่งหน้าไปยังผืนป่าที่อยู่ใกล้เคียง

ผืนป่าแห่งนี้ถูกผู้คนในเขตไท่ซุ่ยขนานนามว่า 'ป่าแห่งขุมนรก' ภายในซุกซ่อนความอันตรายและปริศนาเอาไว้นับไม่ถ้วน ลึกเข้าไปในป่ามักจะมีเสียงกึกก้องประหลาดดังแว่วมาเป็นระยะ จนทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยต้องล่าถอยด้วยความหวาดหวั่น

หลังจากกลุ่มของเสิ่นเยียนเดินทางมาถึงป่าแห่งขุมนรก พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างเจือจางอยู่ในอากาศ

พวกเขาจึงให้ฉือเยว่ลองสื่อสารกับพืชวิญญาณในบริเวณนี้ดูก่อน

เพียงไม่นานก็ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของสมุนไพรวิญญาณล้ำค่า แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วิญญาณ รวมถึงสาเหตุที่ป่าแห่งขุมนรกมักจะส่งเสียงร้องประหลาดออกมา

แท้จริงแล้วป่าแห่งขุมนรกไม่ใช่ป่าธรรมดา แต่มันคือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง! ร่างกายของมันครอบคลุมอาณาบริเวณป่าทั้งหมด รากหยั่งลึกลงใต้ดินเพื่อดูดซับสารอาหารจากผืนปฐพี และที่มันส่งเสียงร้องออกมาก็เป็นเพราะกำลังหิวโหย

ยามที่มันหิวโหยจะส่งผลกระทบต่อทุกสรรพสิ่งในป่าจนเกิดความปั่นป่วน มันจะปลดปล่อยพลังงานประหลาดชนิดหนึ่งออกมาเพื่อกลืนกินอารมณ์เชิงบวกของสิ่งมีชีวิต หลงเหลือทิ้งไว้เพียงอารมณ์ด้านลบ

ด้วยเหตุนี้ สิ่งมีชีวิตในที่แห่งนี้จึงกลายเป็นพวกดุร้ายและเกรี้ยวกราดถึงขีดสุด

เมื่อผู้ฝึกตนก้าวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ อารมณ์เชิงบวกจะถูกป่าแห่งขุมนรกดูดกลืนไปจนหมดสิ้น สภาพจิตใจจะดิ่งลงสู่แง่ลบและพังทลายลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาจะเริ่มหวาดกลัวและสิ้นหวัง จนอยากจะหนีไปจากสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวแห่งนี้ให้พ้น

และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้ชื่อเสียงความน่ากลัวของป่าแห่งขุมนรกเลื่องลือไปไกล

สีหน้าของเผยซู่ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย

"ถึงกับมีสิ่งมีชีวิตเช่นนี้อยู่ด้วยงั้นหรือ?"

เวินอวี้ชูเอ่ยช้าๆ

"นี่คือวิญญาณก่อกำเนิด"

"วิญญาณก่อกำเนิดคือสิ่งใด?"

เวินอวี้ชูอธิบาย

"วิญญาณก่อกำเนิดคือสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการดูดซับอารมณ์ความรู้สึก ถือเป็นตัวตนที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า หากข้าเดาไม่ผิด ภายใต้ผืนป่าแห่งนี้น่าจะมีซากศพถูกฝังอยู่นับไม่ถ้วน นั่นหมายความว่าที่นี่เคยเป็นสมรภูมิรบมาก่อน"

เมื่อเหล่าสหายได้ยินดังนั้น พวกเขาก็หันกลับไปมองป่าแห่งขุมนรกอีกครั้ง

จู่ๆ เวินอวี้ชูก็หัวเราะออกมา

"น่าสนใจดีนี่"

อวี่ฉางอิงหันไปถาม

"พี่อวี้ชูกำลังคิดแผนการร้ายอันใดอยู่หรือเจ้าคะ?"

เวินอวี้ชูตอบ

"ข้าอยากทำพันธสัญญากับวิญญาณก่อกำเนิด"

จูเก๋อโย่วหลินตกตะลึง

"ว่ายังไงนะ? เจ้าอยากทำพันธสัญญากับป่าแห่งนี้น่ะหรือ?"

เหล่าสหาย

"..."

เวินอวี้ชูเอ่ยทวนซ้ำอีกครั้งอย่างอดทน

"กับวิญญาณก่อกำเนิดต่างหาก"

จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้ว นั่นมันไม่ได้หมายความว่าอย่างเดียวกันหรอกหรือ?

เสิ่นเยียนเอ่ยขึ้น

"หากเจ้าต้องการ พวกเราจะช่วยเจ้าเอง"

เวินอวี้ชูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากสีอ่อนยกยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ

"เช่นนั้นก็ขอบใจมาก"

เจียงเสียนเยวี่ยถอนหายใจรำพึงรำพัน

"ดูเหมือนว่าพวกเราคงต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่กันต่อแล้วล่ะ"

เผยซู่เอ่ยเตือน

"ระวังตัวไว้เป็นดีที่สุด"

จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยอย่างตื่นเต้น

"งั้นก็เข้าไปกันเถอะ! ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าป่าแห่งนี้จะดูดกลืนพลังงานอารมณ์เชิงบวกของพวกเราไปได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว!"

คนทั้งแปดมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าแห่งขุมนรก

สองเดือนต่อมา

คลื่นลมจากเหตุการณ์ที่ตระกูลลู่ถูกโจมตีค่อยๆ สงบลง

ทว่าจนถึงบัดนี้ ตระกูลลู่ก็ยังคงหาเบาะแสของ 'กลุ่มอสูร' ไม่พบ

ส่วนศิษย์สายตรงทั้งแปดคนของผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน

เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือนก็จะถึงกำหนดการของ 'งานชุมนุมฉางหมิง' แล้ว

ในขณะเดียวกัน ณ เมืองแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเขตไท่ซุ่ย

เด็กหนุ่มหลายคนในชุดศิษย์สายตรงของสำนักเฉียนคุนกำลังนั่งอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยม หน้าต่างถูกเปิดกว้างรับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาพอดิบพอดี

"พวกเราเองก็ควรจะกลับสำนักเฉียนคุนได้แล้ว"

"นั่นสิ ออกมาเกือบครึ่งปีแล้ว ชักจะคิดถึงท่านอาจารย์ขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ"

"เมื่อครึ่งเดือนก่อน พวกเราก็เพิ่งจะพบท่านอาจารย์ไปไม่ใช่หรือ?"

"อ๊ะ จริงด้วย ท่านอุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมพวกเราโดยเฉพาะเลยนี่นา"

"เยียนเยียน ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"

เด็กสาวผู้มีใบหน้างดงามทว่าเย็นชาค่อยๆ หมุนจอกสุราในมือ ของเหลวในจอกสั่นไหวไปมา น้ำเสียงของนางเยือกเย็น

"ตระกูลลู่กำลังให้ความสนใจอย่างมากกับขุมกำลังลึกลับที่เพิ่งผงาดขึ้นมาเมื่อหนึ่งเดือนก่อน... ราชวงศ์เทียนโจว ฉากหน้าผู้กุมอำนาจของราชวงศ์เทียนโจวก็คือองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอ และกลุ่มอสูรที่ลงมือจัดการกับตระกูลลู่เมื่อสองเดือนก่อน ก็คือคนของราชวงศ์เทียนโจว"

เด็กหนุ่มผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีกเงยหน้าขึ้น

"ถ้าเป็นเช่นนั้น ตระกูลลู่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาพุ่งเป้าเล่นงานพวกเราแล้วสิ"

เสิ่นเยียนกล่าวตอบ

"ราชวงศ์เทียนโจวก็จะเข้าร่วมงานชุมนุมฉางหมิงเช่นกัน"

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทั้งหมดด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวปรากฏตัวขึ้นในแดนฉางหมิง มันก็เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในทะเลสาบ ก่อให้เกิดคลื่นระลอกใหญ่ สร้างความฮือฮาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นจุดสนใจของขุมกำลังต่างๆ มากมาย

ทว่าขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวนั้นกลับเป็นดั่งกลุ่มหมอกควันที่ลึกลับซับซ้อนและยากจะคาดเดา ขุมกำลังใหญ่แต่ละฝ่ายต่างงัดเอาทุกวิถีทางเพื่อพยายามตามสืบร่องรอย ทว่าท้ายที่สุดก็คว้าน้ำเหลว

ดังนั้น เมื่อขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวประกาศว่าจะเข้าร่วมงานชุมนุมฉางหมิง ทุกขุมกำลังใหญ่ต่างก็พากันตกตะลึง

เซียวเจ๋อชวนมองไปยังเด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเฉียงๆ

"ถึงตอนนั้น ใครจะเป็นคนปลอมตัวเป็นเจ้า?"

เสิ่นเยียนตอบกลับ

"หลานสาวของท่านอาเจิง"

จูเก๋อโย่วหลินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"แล้วกลุ่มอสูรล่ะ? จะมีคนมาปลอมตัวเป็นพวกเราด้วยหรือไม่?"

เสิ่นเยียนหลุดขำออกมา

"ย่อมต้องมีสิ"

จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยถาม

"แล้วเมื่อไรพวกเราถึงจะกลับไปใช้ฐานะเดิมได้ล่ะ?"

เสิ่นเยียนค่อยๆ เอ่ยปาก ก่อนจะขยับริมฝีปากเป็นคำพูดสองสามคำโดยไร้เสียง

"ก็ย่อมต้องเป็น..."

เมื่อฟังจบ จูเก๋อโย่วหลินก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวด้วยความตื่นเต้น แต่เพราะดื่มเร็วเกินไปจึงสำลักออกมาจนหน้าดำหน้าแดง

"แค่ก แค่ก... แค่ก!"

อวี่ฉางอิงที่อยู่ข้างๆ ยกมือขึ้นลูบหลังเขาเบาๆ

นางเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ

"ช่างน่าเฝ้ารอจริงๆ เลยนะ"

ดูท่าหลังจากงานชุมนุมฉางหมิงสิ้นสุดลง ท้องฟ้าของแดนฉางหมิงก็คงจะเปลี่ยนสีไปแล้วกระมัง

จู่ๆ เจียงเสียนเยวี่ยก็หยิบขวดหยกบรรจุโอสถออกมาจากมิติเก็บของ แล้วยื่นไปตรงหน้าเสิ่นเยียนพลางเอ่ย

"นี่คือยาที่อาหวยต้องกิน"

"เมื่อเดือนก่อน ข้าบอกไปแล้วใช่หรือไม่ว่าอาหวยถูกพิษกู่โลหิตและพิษกู่มารในใจเล่นงาน? กู่ทั้งสองชนิดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง นอกจากมันจะกัดกินร่างกายแล้ว มันยังจะทำลายสติปัญญาและจิตใจของคนผู้นั้นอีกด้วย"

"นับตั้งแต่นั้นมา ข้าก็เริ่มพลิกตำราแพทย์สมัยราชวงศ์เทียนโจวดูมากมาย จนในที่สุดก็พบวิธีถอนพิษกู่ ยาในขวดนี้มีชื่อว่า 'โอสถสยบกู่' เป็นโอสถที่ข้าเริ่มหลอมขึ้นเมื่อครึ่งเดือนก่อน มันสามารถสะกดความเคลื่อนไหวของหนอนกู่ และช่วยบรรเทาความเสียหายที่มีต่อร่างกายของอาหวยได้ ให้อาหวยกินยานี้ติดต่อกันสามวันก่อน รอจนกว่าความเคลื่อนไหวของหนอนกู่จะลดลงเหลือจุดต่ำสุด ข้าจะใช้เลือดถอนพิษกู่ให้อาหวยด้วยตัวเอง"

เมื่อเสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น นางก็รับโอสถสยบกู่มาถือไว้

สีหน้าของนางสั่นไหวเล็กน้อย หญิงสาวกำลังจะอ้าปากเอ่ยบางสิ่ง แต่กลับถูกเจียงเสียนเยวี่ยพูดขัดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

"ข้ารู้ว่าเจ้าอยากจะพูดสิ่งใด แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดหรอก"

เสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

"ตกลง"

อวี่ฉางอิงยกมือขึ้นเท้าคาง ทอดสายตามองเจียงเสียนเยวี่ยอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยยิ้มๆ

"น้องเยวี่ยเยวี่ยนี่ช่างเก่งกาจจริงๆ"

เหล่าสหายต่างพากันหัวเราะออกมา

เมื่อถูกจับจ้องเช่นนั้น จู่ๆ เจียงเสียนเยวี่ยก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย

ในตอนนั้นเอง จูเก๋อโย่วหลินก็ทำลายบรรยากาศอันดีงามนั้นลง

"เยวี่ยเยวี่ย แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่เก็บเงินล่ะ?"

น้ำเสียงของเขาฟังดูน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง

เหล่าสหาย

"..."

ใบหน้าของเจียงเสียนเยวี่ยดำทะมึน นางแค่นหัวเราะเสียงเย็น

"ต่อไปข้าจะเก็บเงินจากเจ้าแค่คนเดียว!"

จูเก๋อโย่วหลินเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พลางโอดครวญด้วยความน้อยใจ

"เยวี่ยเยวี่ย เจ้าลำเอียงนี่!"

จบบทที่ ตอนที่ 621 ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว