- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 588 สองคนรับรู้ฐานะ
ตอนที่ 588 สองคนรับรู้ฐานะ
ตอนที่ 588 สองคนรับรู้ฐานะ
เจ้าเขตเซียวจ้องมองใบหน้าของนางด้วยความไม่อยากเชื่อ ในหัวผุดการคาดเดาขึ้นมากมาย ทว่าเขาก็ยังไม่มั่นใจ
เขาสงบสติอารมณ์ลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากหยั่งเชิง
"เจ้าคือเสิ่นเคอตัวจริงหรือ?"
เสิ่นเยียนตระหนักได้ว่าปฏิกิริยาของอีกฝ่ายผิดปกติเกินไป ราวกับกำลังมองทะลุตัวนางไปหาใครอีกคน
นางปรายตามองท่านอาเจิงอย่างเงียบเชียบ ท่านอาเจิงพยักหน้าให้เล็กน้อยในทันที
"ใช่" นางตอบรับ
เจ้าเขตเซียวหรี่ตาลง
"เจ้ามีอายุแปดร้อยกว่าปีแล้วหรือ?"
หากเสิ่นเคอในตอนนี้มีอายุแปดร้อยกว่าปีจริง เขาก็สามารถยืนยันได้ว่านางไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับคนผู้นั้น
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป เหล่าขุนนางเฒ่าที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขามองหน้ากันด้วยความฉงน ก่อนหน้านี้เสิ่นเช่อเคยบอกพวกเขาว่า มวลกระดูกขององค์หญิงบ่งบอกอายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น
เช่นนั้นองค์หญิงย่อมไม่มีทางมีอายุแปดร้อยกว่าปีอย่างแน่นอน
หรือว่าองค์หญิงจะเป็นการช่วงชิงร่างจุติใหม่? หรือเป็นการกลับชาติมาเกิดกันแน่?
"ไม่ใช่"
เสิ่นเยียนตอบตามความเป็นจริง นางก้าวเดินไปข้างหน้า มองไปยังเจ้าเขตเซียวแล้วกล่าวต่อ
"หากท่านเจ้าเขตมาเพราะเรื่องลานประลองสัตว์ ก็พอดีเลย ข้าอยากจะขอให้ท่านช่วยทุ่มกำลังไล่ล่าสังหารสตรีที่ปลอมแปลงฐานะเป็นข้าผู้นั้น เพราะนางต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดหายนะในครั้งนี้"
"ท่านเจ้าเขตต้องการร่วมมือกับจวนตระกูลเสิ่นหรือไม่? จวนตระกูลเสิ่นยินดีร่วมมือกับจวนเจ้าเขตในการสั่งห้ามใช้และหมุนเวียนน้ำทมิฬในเขตที่เก้า หากทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะสามารถหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมเช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำสอง แต่ยังสามารถรักษากฎระเบียบและความมั่นคงของเขตที่เก้าไว้ได้อีกด้วย"
แววตาของเจ้าเขตเซียวมืดมนลง จ้องมองนางอย่างยากจะคาดเดา
เดิมทีเขาตั้งใจจะมาเอาผิดจวนตระกูลเสิ่น นึกไม่ถึงเลยว่านางจะผลักความผิดไปที่องค์หญิงตัวปลอมผู้นั้น ซ้ำยังเสนอคำร้องขอเป็นพันธมิตรอีกด้วย
ต้องยอมรับเลยว่านางฉลาดไม่เบา
ในสถานการณ์อันวุ่นวายของเขตที่เก้า ขุมพลังแต่ละฝ่ายที่นำโดยขุมกำลังอย่างจวนตระกูลเสิ่นต่างต่อสู้กันเองและคานอำนาจซึ่งกันและกัน
หากสามารถบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับจวนตระกูลเสิ่นและต่อต้านน้ำทมิฬร่วมกันได้ ย่อมเป็นการเพิ่มอำนาจการควบคุมเขตที่เก้าให้กับจวนเจ้าเขตอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นหากข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับจากขุมกำลังอื่นๆ ทั่วทั้งเขตที่เก้าก็จะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น
ทว่าในเวลานี้ ภายในใจของเจ้าเขตเซียวก็ยังคงมีความกังขาอยู่บ้าง
เขาไม่แน่ใจว่าจวนตระกูลเสิ่นต้องการจะร่วมมือกันอย่างจริงใจ หรือเพียงแค่ใช้โอกาสนี้กอบโกยผลประโยชน์กันแน่
เจ้าเขตเซียวเอ่ยด้วยวาจาเฉียบขาด "ทั่วทั้งจวนตระกูลเสิ่นล้วนให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจอย่างนั้นหรือ?"
ยังไม่ทันที่เสิ่นเยียนจะได้เอ่ยตอบ ท่านอาเจิงก็เปล่งเสียงด้วยความเคารพ
"คนของจวนตระกูลเสิ่นตั้งแต่บนลงล่างล้วนเชื่อฟังคำสั่งขององค์หญิง ให้องค์หญิงเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมดขอรับ"
เสิ่นเยียนเงยหน้ามองเจ้าเขตเซียวแล้วกล่าวเรียบๆ
"ข้าสามารถตัดสินใจได้ ดังนั้นท่านเจ้าเขต ต้องการร่วมมือกับจวนตระกูลเสิ่นหรือไม่?"
เจ้าเขตเซียวไม่ได้ตอบรับในทันที แต่กลับจ้องมองใบหน้าของนางด้วยสายตาล้ำลึก
ส่วนเฟิงสิงเหยาที่เห็นเหตุการณ์นี้ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาเย็นชาลง
ในตอนนั้นเอง เสียงของเจ้าเขตเซียวก็ดังขึ้นอย่างเชื่องช้า
"เจ้ารู้จักเสิ่นเทียนฮ่าวหรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แววตาของเสิ่นเยียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางไม่ได้ตอบกลับไปในทันที แต่กำลังครุ่นคิดว่าเจ้าเขตเซียวผู้นี้เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่?
เมื่อเจ้าเขตเซียวเห็นสีหน้าของนาง หัวใจก็สั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย
พอจะคาดเดาออกมาได้อย่างเลือนราง
นางจะต้องรู้จักเสิ่นเทียนฮ่าวอย่างแน่นอน
"เจ้าเป็นอะไรกับเสิ่นเทียนฮ่าว?"
เสิ่นเยียนฟังออกว่าน้ำเสียงของเจ้าเขตเซียวไม่ได้มีเจตนาร้าย นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบประสานเข้ากับสายตาของเขา
"ข้าคือบุตรสาวของเขา"
สิ้นคำพูด ม่านตาของเจ้าเขตเซียวก็หดเกร็ง แม้ภายในใจจะมีการคาดเดาเอาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินอย่างกะทันหัน ก็ยังทำให้เขารู้สึกตกตะลึงอยู่ดี
บุตรสาวของน้องหกอย่างนั้นหรือ?
เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?
แล้วเหตุใดจึงกลายมาเป็น 'เสิ่นเคอ'? ซ้ำยังเข้าไปพัวพันกับราชวงศ์เทียนโจวอีกด้วย?
ส่วนเหล่าขุนนางเฒ่าที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเบิกตาโพลง พระนามของฝ่าบาทไม่ใช่ 'เสิ่นเทียนฮ่าว' เสียหน่อย นี่มันเรื่องอันใดกันแน่? เกิดอะไรขึ้นกับองค์หญิงกันแน่? พวกเขาไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ส่งเสียงขัดจังหวะการสนทนาระหว่างองค์หญิงกับเจ้าเขตเซียวแต่อย่างใด
ส่วนเฟิงสิงเหยาก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง ในมือลูบคลำถ้วยชาใบเล็กไปมา สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ตัวเสิ่นเยียน
เสิ่นเยียนเอ่ยถามกลับไปว่า
"ท่านเจ้าเขตเซียว รู้จักท่านพ่อของข้าหรือ?"
เจ้าเขตเซียวจ้องมองนางด้วยสายตาซับซ้อน
"ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว"
เสิ่นเยียนเดาออกว่าเขาคงต้องการพูดคุยเรื่องของท่านพ่อ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย จึงให้ท่านอาเจิงและเหล่าขุนนางเฒ่าคนอื่นๆ ถอยออกไปจากโถงหารือก่อน
เฟิงสิงเหยาเองก็รู้ตัวดี จึงเดินออกจากโถงหารือไป เพื่อเหลือพื้นที่ว่างให้พวกเขา
ภายในโถงหารือ เหลือเพียงแค่เสิ่นเยียนกับเจ้าเขตเซียวเท่านั้น
ประกายความกังขาพาดผ่านในดวงตาของเจ้าเขตเซียว เขาไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจว่าเด็กสาวตรงหน้าคือบุตรสาวของเสิ่นเทียนฮ่าว จึงเอ่ยปากถามอีกครั้ง
"เจ้าบอกว่าเจ้าคือบุตรสาวของเสิ่นเทียนฮ่าว เช่นนั้นเจ้ามีของแทนใจใดเพื่อใช้พิสูจน์ฐานะของตนเองหรือไม่?"
ของแทนใจหรือ?
เสิ่นเยียนนึกถึง 'กระบี่เทพวิหควิญญาณ' ที่ท่านพ่อมอบให้ เพียงแต่กระบี่เล่มนั้นได้รับความเสียหายไปแล้ว...
นางนำกระบี่เทพวิหควิญญาณที่แตกหักเล่มนั้นออกมาจากมิติเก็บของ
"กระบี่เล่มนี้ท่านพ่อเป็นคนมอบให้ข้า"
เมื่อเจ้าเขตเซียวเห็นภาพเช่นนี้ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขารีบจ้ำอ้าวเข้ามา ยื่นมือขวาที่สั่นเทาออกไปลูบคลำกระบี่เทพวิหควิญญาณที่พังยับเยินเล่มนี้อย่างแผ่วเบา หยาดน้ำตาอุ่นร้อนค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมาในดวงตา
เขาจ้องมองตัวกระบี่ ราวกับสามารถมองทะลุตัวกระบี่ที่พังเสียหายกลับไปยังวันวานในอดีต วันเวลาที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับน้องหกและคนอื่นๆ
เจ้าเขตเซียวยิ้มขื่น พึมพำกับตัวเองว่า
"นึกไม่ถึงเลย นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าข้าจะยังมีโอกาสได้เห็นกระบี่เล่มนี้อีกครั้ง!"
"ท่านเจ้าเขต รู้จักกระบี่เล่มนี้ด้วยหรือ?"
เสิ่นเยียนเอ่ยถาม
เจ้าเขตเซียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"เหตุใดจะไม่รู้จักเล่า? เพราะนี่คือกระบี่เทวะที่น้องสี่ของข้าเป็นผู้สร้างขึ้น มีนามว่า... หลิงหวง น้องสี่มอบกระบี่เทวะเล่มนี้ให้กับน้องหก ซึ่งก็คือเสิ่นเทียนฮ่าว ท่านพ่อของเจ้านั่นเอง"
เมื่อพูดถึงตอนจบ น้ำเสียงของเขาก็สั่นเครือและสะอื้นไห้เล็กน้อย
เขาค่อยๆ ถอดหน้ากากสีดำบนใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ผ่านความยากลำบากมาอย่างโชกโชน ทว่าก็ไม่อาจปิดบังความหล่อเหลาในยามหนุ่มไว้ได้ ที่บริเวณแก้มซ้ายของเขามีรอยแผลเป็นจากคมมีดที่มีรูปร่างคล้ายกับตะขาบอยู่หนึ่งรอย
เขาจ้องมองนาง แล้วส่งยิ้มให้
"หากนับตามลำดับอาวุโสแล้ว ข้าก็คือท่านลุงใหญ่ของเจ้า"
"ท่านลุงใหญ่?"
เสิ่นเยียนตื่นตระหนกในใจเล็กน้อย นางลองนึกทบทวนดูอย่างละเอียด ท่านพ่อไม่มีพี่น้องร่วมสายเลือด และยิ่งไม่มีลูกพี่ลูกน้องคนใด ดังนั้นอีกฝ่ายจึงเป็นได้เพียงสหายสนิทที่สุดของท่านพ่อ หรืออาจจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานก็เป็นได้
"ใช่แล้ว ข้าคือเซียวหมิงเซิง พี่ใหญ่ร่วมสาบานของท่านพ่อเจ้า ในตอนนั้นยังมีอีกสี่คนที่ร่วมสาบานกับเขา ท่านพ่อของเจ้าอายุน้อยที่สุด จึงอยู่ในลำดับที่หก เมื่อก่อนข้ามักจะเรียกท่านพ่อของเจ้าว่าน้องหกอยู่เสมอ เจ้าหน้าตาเหมือนกับท่านพ่อมาก ดังนั้นตั้งแต่แวบแรกที่ข้าเห็นเจ้า ข้าก็นึกถึงท่านพ่อขึ้นมาทันที"
เจ้าเขตเซียวอธิบายอย่างใจเย็น
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"
ภายในใจของเสิ่นเยียนพลันกระจ่างแจ้ง จากนั้นนางก็ยกมือขึ้นประสานคารวะเซียวหมิงเซิง ขณะที่นางกำลังจะทำความเคารพแบบผู้น้อย ก็ถูกเซียวหมิงเซิงยื่นมือมาขวางเอาไว้เสียก่อน
"ลุงใหญ่ไม่ใส่ใจกับธรรมเนียมที่ไร้สาระเหล่านี้หรอก วันหน้าเจ้าก็ไม่ต้องทำความเคารพอะไรมากมายเช่นนี้อีกแล้ว"
น้ำเสียงของเขากลายเป็นอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด
เมื่อเทียบกับน้ำเสียงก่อนหน้านี้แล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
"ตกลงเจ้าค่ะ ลุงใหญ่"
เสิ่นเยียนพยักหน้ารับคำ
เจ้าเขตเซียวมองใบหน้าที่คล้ายคลึงกับน้องหกเป็นอย่างมากตรงหน้า แววตาของเขาอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเอ็นดู มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน น้ำเสียงแฝงไปด้วยความประหม่าเล็กน้อยขณะเอ่ยถามว่า
"ตอนนี้ท่านพ่อของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"